
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน ๘ รูป
ในการนี้ พระพรหมสิทธิ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน


ในการพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา
๑. พระพรหมวชิรมงคล ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิรมงคล โสภณปริยัติวิธานวรกิจ วิจิตรปาพจนวรานุศาสน์ พิลาสวิปัสสนาญาณปรีชา ไพศาลศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชาธิวาสวิหาร ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๒. พระพรหมวชิราธิบดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิราธิบดี ศรีมหาจุฬาลงกรณสภานายก ดิลกวิเทศศาสนกิจ วิสิฐวิปัสสนาธุราทร สังวรสีลสมาจารนิวิฐ วิจิตรธรรมกถาสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๓. พระพรหมวชิรมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี ศรีปริยัติกิจโกศล โสภณศาสนกิจพิธาน คุณาลังการธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป

๔. พระพรหมวชิรากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธวชิรากร สุนทรวิปัสสนาญาณโสภณ โกศลนวกรรมกิจจาดา วิสุทธิจริยาคุณสมบัติ พิพัฒนศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชผาติการาม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๕. พระพรหมดิลก ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก ศรีปริยัตินายกคณาทร บวรปาพจนานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลพัฒนกิจจารี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสามพระยา พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๖. พระพรหมโมลี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี ศรีปริยัติวิธานวิเศษ วิเทศศาสนกิจประธาน วิมลสีลาจารนิวิฐ วิจิตรธรรมกถาสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปากน้ำ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๗. พระพรหมสิทธิ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๘. พระพรหมพัชรญาณมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี ศรีวิปัสสนาภาวนาโกศล โสภณธรรมานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลวิเทศกิจจาดา สุสีลาจารวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

น้อมกราบถวายมุทิตาสักการะ
สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร

ประวัติโดยสังเขป
สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี
สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ หมายถึง พระอาจารย์ผู้ทรงคุณอันมั่งคงดุจเพชร
ไพศาลวิเทศศาสนกิจ หมายถึง ผู้มีผลงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ หมายถึง ผู้พิทักษ์รักษาคุณแห่งพระธรรมอันประเสริฐ
อัครสัทธาปสาทกร หมายถึง ผู้บันดาลให้เกิดศรัทธาและความเลื่อมใสอย่างยิ่ง
บวรสีลาจารนิวิฐ หมายถึง ผู้ตั้งมั่นในศีลและความประพฤติอันประเสริฐ
พิพิธธรรมคุณสุนทร หมายถึง ผู้มีคุณธรรมอันงดงามและหลากหลาย
มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี หมายถึง เป็นที่เคารพยอมรับของพระสงฆ์ ทั้งฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสี

สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ, สุขโข) อายุ ๗๐ ปี พรรษาที่ ๕๐
เจ้าคณะภาค ๑๑ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และ กรรมการมหาเถรสมาคม

๑. สถานะเดิม
ชื่อเดิม ธงชัย นามสกุล สุขโข เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ปีมะแม ณ บ้านเลขที่ ๑๙ หมู่ที่ ๕ ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี บิดาชื่อ นายเสงี่ยม สุขโข มารดาชื่อ นางตัน สุขโข

๒. การบรรพชา – อุปสมบท
หลังจบการศึกษาระดับประถมศึกษา ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ได้ศึกษาความรู้พระปริยัติธรรม จนสอบไล่ได้ความรู้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักเรียนวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
ต่อมา ได้ย้ายมาพำนักเข้าสังกัดวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และได้รับการอุปสมบท เป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๙ ณ วัดสระเกศ โดยมี เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ซึ่งในขณะนั้น ดำรงสมณศักดิ์ ที่พระพรหมคุณาภรณ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายา ว่า “สุขญาโณ”

๓. วิทยฐานะ
สอบได้ความรู้นักธรรมชั้นเอก สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) คณะสังคมศาสตร์ วิชาเอกรัฐศาสตร์ (บริหารรัฐกิจ) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้รับการถวายปริญญาบัตร จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ประกอบด้วย
๑. ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการเชิงพุทธ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๒. ปริญญาสังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง
๓. ปริญญาสังคมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
๔. ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสยาม
๕. ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยรังสิต

๔. งานปกครอง
ได้ปฏิบัติงานสนองงานของคณะสงฆ์และสนองงานของวัดสระเกศ ด้วยความ ทุ่มเท มีวิริยะอุตสาหะ จนได้รับความไว้วางใจจากเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้เป็น พระอุปัฏฐาก สนองงานใกล้ชิด และต่อมาได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งให้ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

งานปกครองภายในวัดสระเกศ
๑. ปกครองดูแลอบรมสั่งสอนพระนวกะผู้บวชใหม่

๒. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการบูรณปฏิสังขรณ์บรมบรรพต ภูเขาทอง
๓. ก่อสร้างอาคารรับรองอาคันตุกะ
๔. บูรณะหมู่กุฏิสงฆ์

๕. บูรณปฏิสังขรณ์พระตำหนักเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ)
๖. บูรณปฏิสังขรณ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม ตึกสมเด็จญาโณทยมหาเถระ พ.ศ.๒๕๐๑
๗. บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ
๘. บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารพระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร
๙. บูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ
๑๐. บูรณปฏิสังขรณ์หอพระไตรปิฎก
๑๑. บูรณปฏิสังขรณ์ฌาปนสถาน
๑๒. เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

เคยดำรงตำแหน่งงานปกครองคณะสงฆ์
๑. เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง
๒. เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๙
๓. เป็นที่ปรึกษาประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ฝ่ายมหานิกาย
๔. เป็นผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง
๕. เป็นที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ฝ่ายกิจการต่างประเทศ
๖. เป็นเจ้าคณะภาค ๑๐
๗. เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ
๘. เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ ๖
๙. เป็นที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ของคณะสงฆ์หนตะวันออก
๑๐. เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
๑๑. เป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พ.ศ.๒๕๕๔ ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะ ภาค ๑๐ ปกครองดูแลคณะสงฆ์ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร
พ.ศ.๒๕๕๔ ได้รับแต่งตั้งจากแม่กองธรรมสนามหลวง ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกำกับดูแลฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง
พ.ศ.๒๕๕๖ มหาเถรสมาคมได้มีมติครั้งที่ ๒๐/๒๕๕๖ มติที่ ๔๑๕/๒๕๕๖ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง และได้ทำการจัดตั้งโครงการ ประชาสัมพันธ์ เผยแผ่ และรณรงค์การเรียนการสอน และการสอบธรรมศึกษา เพื่อให้พระวิทยากรจัดการอบรมหลักสูตรธรรมศึกษาให้แก่เด็กอนุบาล นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในสถานศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไป
พ.ศ.๒๕๕๘ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทน ฯ และต่อมาได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
พ.ศ.๒๕๕๘ ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการมหาเถรสมาคม
พ.ศ.๒๕๕๘ ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
พ.ศ.๒๕๖๐ ในฐานะประธานดำเนินงานสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้จัดตั้ง “สถาบันพัฒนาพระวิทยากร” ตามประกาศจัดตั้งฉบับลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐
พ.ศ.๒๕๖๑ ในฐานะประธานดำเนินงานสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้จัดตั้ง “ชมรมสาธยายพระไตรปิฎก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร” ตามประกาศจัดตั้งฉบับลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๑

งานปกครองคณะสงฆ์ปัจจุบัน
พ.ศ.๒๕๖๗ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ดังเดิม
พ.ศ.๒๕๖๘ ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค ๑๑ ปกครองคณะสงฆ์ ๔ จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา , จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดชัยภูมิ , จังหวัดสุรินทร์
พ.ศ.๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

๕. งานศึกษา และงานศึกษาสงเคราะห์
๑. ได้เป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนก นักธรรมและแผนกบาลี
๒. ได้ดำเนินการส่งพระภิกษุสามเณรไปสอนธรรมศึกษาในสถานศึกษาต่าง ๆ
๓. ได้ดำเนินการส่งพระสงฆ์ผู้ทรงธรรมไปแสดงปาฐกถาธรรมให้การอบรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ในสถานศึกษาและองค์กรต่าง ๆ
๔. ได้มอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรที่สอบไล่ได้ความรู้นักธรรมและบาลีของสำนักเรียนวัดสระเกศ เป็นประจำทุกปี
๕. ได้ให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งแก่คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่ประสบภัยในครั้งต่าง ๆ เช่น ภัยสึนามิ และจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ณ ประเทศเนปาล ตามมติมหาเถรสมาคม

๖. งานเผยแผ่
ก. งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการจัดพิมพ์หนังสือ
๑. จัดพิมพ์หนังสือธรรมะ เพื่อแจกจ่ายให้แก่พุทธศาสนิกชนที่มากราบไหว้ สักการะบูชาพระบรมบรรพต ภูเขาทอง ประกอบด้วย
๑.๑ หนังสือศาสนาประจำชาติ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ เล่ม
๑.๒ หนังสือประวัติพระบรมสารีริกธาตุ
๑.๓ หนังสือคู่มือนำเที่ยววัดสระเกศ
๑.๔ หนังสือธรรมะเยียวยาใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม
๑.๕ หนังสือธรรมะกับการให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม
๑.๖ หนังสือบามิยัน ช่วงประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและมืดมนยาวนาน ของศาสนา
๑.๗ หนังสือ ๑๑๒ ปี แห่งการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
๑.๘ หนังสือเย็นหิมะในรอยธรรม
๑.๙ หนังสือสุขทุกข์อยู่ที่ใจ
๑.๑๐ หนังสือธรรมะให้ลูกดี
๑.๑๑ หนังสือสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน
๑.๑๒ หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับคณะสงฆ์วัดสระเกศ
๒. เป็นประธานดำเนินการก่อตั้งสื่อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ชื่อ “จริยธรรมแชนแนล” และ
๓. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกิจกรรม “การไหว้พระ ๙ วัด”

ข. งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
ได้รับรางวัลสันติภาพ สาขาความสัมพันธ์ด้านศาสนา ระดับนานาชาติ (Peace Ambassador Award ๒๐๑๘) ในงานประชุมสันติภาพโลก ที่ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ โดยที่ประชุมมีมติว่า พระพรหมสิทธิ ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๔๐ ปี ได้สร้างความสัมพันธ์กับศาสนา ต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกา และในโซนโอเชียเนีย ดังนั้น การถวายรางวัลสันติภาพในครั้งนี้ จึงนับว่า เป็นการยกย่องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไทย ทั้งเป็นเกียรติ ประวัติแก่ประเทศไทย เป็นอย่างยิ่ง
๗. งานสาธารณูปการ
๑. ได้เป็นประธานในการก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ ณ วัดไทยนอร์เวย์ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เป็นอาคาร ๓ ชั้น รวมชั้นใต้ดิน
๒. ได้ดำเนินการก่อสร้างวัดไทยขึ้นที่ประเทศสวีเดน บนเนื้อที่กว่า ๒๗๐ ไร่ ที่เมืองเฟดริกา ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา สูง ๗.๓๐ เมตร
๓. ได้ดำเนินการก่อสร้างวัดไทยขึ้นที่เมืองวอเตอลู ประเทศเบลเยี่ยม
๔. ได้จัดหาทุนเพื่อดำเนินการก่อสร้างวัดไทยนามว่า วัดพุทธาราม ขึ้นที่เกาะกวม ประเทศสหรัฐอเมริกา
๕. ได้จัดหาทุนเพื่อก่อสร้างวัดไทยนามว่า วัดพุทธาราม ขึ้นที่เมืองลีดส์ ประเทศสหราชอาณาจักร
๖. ได้จัดหาทุนเพื่อก่อสร้างวัดไทยนามว่า วัดพุทธาราม ขึ้นที่ประเทศสก็อตแลนด์

๘. งานสาธารณประโยชน์
๑. ได้มอบเงินจัดตั้งกองทุนให้แก่กองงานเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๐
๒. ได้มอบนโยบายให้พระสังฆาธิการบูรณาการการศึกษาทั้งนักธรรม-บาลี, โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา, โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัยสงฆ์ ให้เป็นการศึกษาของคณะสงฆ์ที่พระสังฆาธิการต้องให้ความสำคัญดูแลเอาใจใส่
๓. จัดตั้งศูนย์การศึกษาบาลีของคณะสงฆ์ภาค ๑๐ ทั้งระดับต้น คือ บาลีไวยากรณ์ ถึง ประโยค ป.ธ.๕ และระดับสูง คือ ประโยค ป.ธ.๖ ถึง ประโยค ป.ธ.๙
๔. พัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมต้นแบบ
๕. จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ประจำจังหวัด เพื่อเป็นสถาบันฝึกอบรมพระวิทยากรของคณะสงฆ์
๖. จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือวัด และผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์
๗. ดำเนินการส่งพระวิทยากรลงพื้นที่ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจประชาชนตามศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยในที่ต่าง ๆ
๘. ส่งเสริมให้คณะสงฆ์ในเขตปกครองใช้สื่อทุกประเภทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๙. ส่งเสริมให้พระสังฆาธิการในเขตปกครองไปศึกษาดูงานในเขตปกครองคณะสงฆ์หนต่าง ๆ เช่น หนเหนือ หนกลาง เป็นต้น
๑๐. ส่งเสริมให้เกิดการจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแนวใหม่ ประกอบแสง สี เสียง สื่อผสมเทคโนโลยี ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น โดยนำรูปแบบของสื่อสมัยใหม่ประยุกต์ให้เห็นความสำคัญทางพระพุทธศาสนา
๑๑. จัดหาทุนให้พระสังฆาธิการในเขตปกครองไปศึกษาดูงานการพระศาสนา ในต่างประเทศ เช่น ประเทศอินเดีย, ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, ประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศอิตาลี, ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น
๑๒. ได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากธรณีพิบัติภัย (สึนามิ) ผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
๑๓. ได้รับมอบหมายจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ให้เดินทางไป ตรวจเยี่ยมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พระภิกษุสามเณร ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้
๑๔. ได้จัดส่งพระวิทยากรของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินทางไปฟื้นฟูเยียวยาจิตใจในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้
๑๕. ได้มอบทุนก่อสร้างอาคารสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นอาคารที่พักพระภิกษุสามเณร ณ วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัดอุบลราชธานี
๑๖. ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารรับรองชื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
๑๗. ได้ดำเนินการจัดหาทุนก่อสร้างพร้อมบูรณปฏิสังขรณ์วัดบ้านเกิด คือ วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีการขยายพื้นที่วัดเพิ่มอีกกว่า ๖๐ ไร่

๙. งานพิเศษ
๑. พ.ศ.๒๕๖๐ ได้อัญเชิญคัมภีร์ที่ปริวรรตแล้วของมูลนิธิภูมิพโลภิกขุไปจัดแสดง ณ มหาวิทยาลัยออสโล กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช รัชกาลที่ ๙
๒. ได้จัดกิจกรรมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ๙ แผ่นดินสู่ปฐพีบุญอีสาน ไปสู่สถานที่สำคัญ เช่น จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี
๓. ได้รับมอบหมายจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ให้คิดรูปแบบการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย ต่อมา มหาเถรสมาคมได้มีมติให้วัดทุกวัดจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปีเป็นกิจกรรมของคณะสงฆ์ตั้งแต่บัดนั้น
๑๐. งานพระธรรมทูต และงานก่อสร้างวัดไทยในต่างประเทศ
๑. ได้รับมอบหมายจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ขณะดำรงตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้เป็นผู้ดูแล วัดไทยในต่างประเทศ สายงานวัดสระเกศ ๑๕ ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศสหราชอาณาจักร, ประเทศสก็อตแลนด์, ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, เขตปกครองพิเศษฮ่องกง, ประเทศมาเลเซีย, ประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศเนเธอร์แลนด์, ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, ประเทศนอร์เวย์, ประเทศฟินแลนด์, ประเทศเดนมาร์ก, ประเทศไอซ์แลนด์, ประเทศเบลเยี่ยม, ราชรัฐลักซัมเบิร์ก, ประเทศสวีเดน และประเทศญี่ปุ่น
๒. ขณะได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบงานพระธรรมทูตสายยุโรปและสแกนดิเนเวียได้เสนอให้มีการนำพระธรรมทูตไปฝึกอบรมภาคสนามในพื้นที่จริง ณ ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตออกเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจทั่วโลก
๓. ได้ดำเนินการจัดทำหนังสือสุทธิพระภิกษุสามเณรฉบับ ๒ ภาษา (ไทย-อังกฤษ) สำหรับพระสงฆ์ชาวต่างชาติ
๔. ได้รับมอบหมายจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ให้ดำเนินการก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือพระธรรมทูตในต่างประเทศ ภายหลังจากที่พระธรรมทูตไทย ๓ รูป ซึ่งปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ ประสบอุบัติเหตุถึงแก่มรณภาพ ที่ประเทศสหราชอาณาจักร
๕. ได้เป็นผู้ประสานงานจนเกิดความร่วมมือกับคณะสงฆ์มหายานแห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประชุมความร่วมมือพระพุทธศาสนาภูมิภาคล้านช้าง ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีพระสงฆ์ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายานเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจากประเทศ เมียนมาร์, ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว), ประเทศกัมพูชา, ประเทศไทย, เขตปกครองพิเศษฮ่องกง, ประเทศสิงคโปร์, ประเทศอินโดนีเซีย และ เขตปกครองพิเศษทิเบต อันเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีโดยมีมิติทางพระพุทธศาสนาที่ยั่งยืน ตลอดไป
๖. ในฐานะเป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้ลงนามก่อตั้งสภาองค์กรพระธรรมทูตโลก ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีสำนักงานเลขาธิการองค์กรพระธรรมทูตโลกตั้งอยู่ ณ ประเทศสหราชอาณาจักร
๗. ได้รับมอบหมายจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ให้ปฏิบัติหน้าที่ต้อนรับคณะสงฆ์ที่เดินทางมาเชื่อมศาสนสัมพันธ์จากประเทศต่าง ๆ จนเป็น ที่ยอมรับเคารพศรัทธาจากศาสนิกชนนานาชาติ
๘. ได้ประสานความสัมพันธ์กับพระสงฆ์ฝ่ายมหายานในประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน, เขตปกครองพิเศษฮ่องกง, เขตปกครองพิเศษไต้หวัน, ประเทศญี่ปุ่น, ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น เกิดความร่วมมือทางการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาทและมหายานในนามของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และ เขตปกครองพิเศษไต้หวัน
๙. ได้เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ไทย เดินทางไปเชื่อมศาสนสัมพันธ์ระหว่างศาสนาในประเทศต่าง ๆ โดยได้เดินทางตามเส้นทางเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ ที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) และเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ปฏิบัติมาแล้ว โดยในครั้งนี้ พระพรหมสิทธิ ได้เดินทางไปเยือนนครรัฐวาติกัน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้เข้าพบสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแห่งคริสตจักร และได้มอบรางวัล “Awakening Leadership Award รางวัลผู้นำแห่งการตื่นรู้” ซึ่งก่อตั้ง โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์เพื่อสร้างศาสนสัมพันธ์ด้านสันติภาพของ ๒ ศาสนา ตลอดจนหารือด้านความร่วมมือทางศาสนาในด้านต่าง ๆ และมีการเชื่อมศาสนสัมพันธ์ “ผู้นำ Church of England” ประเทศอังกฤษ ภายในพระราชวัง ของพระเจ้าเฮนรี่ ที่ ๘ แห่งประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศสหราชอาณาจักร
๑๐. ได้เดินทางไปเยือนประเทศปากีสถานและประเทศในแถบตะวันออกกลาง ตามคำกราบนิมนต์ของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อศึกษาวัฒนธรรม และเป็นการสืบสานศาสนสัมพันธ์ระหว่างศาสนาเป็นอย่างดียิ่ง

๑๑. พระพรหมสิทธิ ได้สืบสานปณิธานของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งได้ยึดเอาประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นจุดเริ่มต้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบสแกนดิเนเวีย โดยมีความเชื่อมั่นว่า แม้สภาพภูมิอากาศประเทศในแถบสแกนดิเนเวียจะหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี แต่สภาพจิตใจของคนในแถบนี้กลับอ่อนโยน จึงเกิดความเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาน่าจะเจริญได้ในสแกนดิเนเวีย จึงชักธงธรรมจักรขึ้นเหนือหน้าต่างที่พัก เป็นสัญลักษณ์ว่า พระพุทธศาสนาเริ่มหยั่งรากฝังลึกลงบนดินแดนแห่งนี้แล้ว ทำให้วัดไทยเกิดขึ้นอีกมากมาย ในเวลาต่อมา ประกอบด้วย วัดพุทธาราม เนเธอร์แลนด์ วัดพุทธาราม กรุงสต๊อกโฮล์ม วัดพุทธาราม เฟรดิก้า วัดสยามินทร์มังคลาราม ประเทศสวีเดน วัดไทยนอร์เวย์ ประเทศนอร์เวย์ วัดไทยเดนมาร์ค กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค วัดไทยฟินแลนด์ กรุงเฮลซิงกิ วัดไทยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี วัดไทยไอซแลนด์ ประเทศไอซ์แลนด์ วัดไทยพุทธาราม ประเทศเบลเยียม ซึ่งขยายวัดออกไปอีกถึง ๓ วัดในราชรัฐลักซัมเบิร์ก ในเวลาต่อมา
ปัจจุบัน วัดพุทธารามลีดส์ เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร ซึ่งพระพรหมสิทธิได้ดำเนินการจัดซื้อและบูรณะปรับปรุงอาคารสถานที่ให้เป็นวัดพุทธารามลีดส์ ศูนย์กลางการติดต่อประสานงานของพระธรรมทูตไทย สายงานวัดสระเกศในต่างประเทศ สิ้นงบประมาณไปแล้วกว่า ๑๓๔ ล้านบาท นับว่า เป็นอาคารสถานที่ ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น มั่นคง ถาวร สมเกียรติภูมิของคณะพระธรรมทูตไทยผู้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ยังต่างประเทศนั้นแล้ว
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสวีเดน เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดียิ่ง และเป็นประเทศแรกในโลกตะวันตก ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างวัด โดยดำริจะให้มีวัดไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ พระพุทธศาสนาในประเทศของตน และได้จัดสรรพื้นที่ให้กว่า ๒๗๐ ไร่ เพื่อดำเนินการสร้าง วัดไทย การที่ภาครัฐและเอกชนของประเทศสวีเดน ได้เข้ามาดูแลการสร้างวัดไทยเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจสำหรับชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา หากเอาเงินไทยไปสร้างวัดในต่างประเทศ จะต้องนำเงินไทยออกจากประเทศจำนวนมหาศาล จึงจะสร้างวัดได้สักวัดหนึ่ง การสร้างวัดไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะทางด้านยุโรป พระสงฆ์ได้ใช้เงินไทย น้อยมาก โดยใช้เงินสกุลของประเทศนั้น เพื่อสร้างวัดในประเทศนั้น ซึ่งเป็นการให้ชาวต่างประเทศสร้างวัดพระพุทธศาสนาให้ชาวต่างประเทศเอง เพราะเจ้าของผู้สร้าง จะได้เกิดความรักความผูกพันในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้วัดไทยมีความมั่นคง ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี นี่คือปณิธานที่พระพรหมสิทธิ ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติสืบมา
ได้ปฏิบัติงานสนองพระมหากรุณาธิคุณแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นลำดับมา ดังนี้
๑. พ.ศ.๒๕๕๓ ได้ดำเนินการอัญเชิญพระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณ มีอายุ เก่าแก่ที่สุดในโลก กว่า ๒,๐๐๐ ปี เดิมอยู่ในถ้ำบามิยัน หุบเขาในประเทศ อัฟกานิสถาน ได้มีการเคลื่อนย้ายไปดูแลรักษาไว้ที่สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ประเทศนอร์เวย์ มาจัดแสดง ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ในโอกาสทรงเจริญ พระชนมพรรษา ครบ ๘๔ พรรษา และอัญเชิญพระคัมภีร์อีกส่วนหนึ่งไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ บรมบรรพต ภูเขาทอง
๒. พ.ศ.๒๕๕๓ ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดไทย ในต่างประเทศแถบยุโรปและสแกนดิเนเวีย จำนวน ๙ วัด ใน ๖ ประเทศ ได้แก่ ประเทศนอร์เวย์, ประเทศเดนมาร์ก, ประเทศเบลเยี่ยม, ประเทศเนเธอร์แลนด์, ประเทศสวีเดน และ ประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙
๓. พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๕๙ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณเฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ได้อัญเชิญพระธรรมเจดีย์คัมภีร์โบราณนี้ไปรอบกลุ่มประเทศอาเซียน โดยใช้มิติทางศาสนาเป็นหลัก เริ่มต้นไปประเทศอินเดียกลับมาที่ประเทศเมียนมาร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว), ประเทศกัมพูชา, ประเทศมาเลเซีย, ประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศสิงคโปร์ และประเทศบรูไน แล้วอัญเชิญกลับมาประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในวันวิสาขบูชาปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ ได้กราบทูลเชิญเสด็จ สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทรงเปิดงาน ฯ และทอดพระเนตรพระคัมภีร์ในโอกาสนั้นด้วย

๔. พ.ศ.๒๕๖๕ ได้เป็นหัวหน้าคณะผู้เรียบเรียงตรวจทานแก้ไขปรับปรุงการใช้ถ้อยคำและสำนวนภาษาไทย หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับญาณวชิระ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นพระราชกุศล ถวายพระพรชัยมงคล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๑. สมณศักดิ์
พระพรหมสิทธิ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้
พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมในพระพรหมคุณาภรณ์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ที่ “พระครูประสิทธิสรคุณ”
พ.ศ.๒๕๓๒ ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ ที่ “พระครูพิทักษ์สุวรรณบรรพต”
พ.ศ.๒๕๓๕ ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ “พระสุวรรณเจติยาภิบาล”
พ.ศ.๒๕๔๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ “พระราชธรรมสาร”
พ.ศ.๒๕๔๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ “พระเทพสิริภิมณฑ์”
พ.ศ.๒๕๔๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ “พระธรรมสิทธินายก”
พ.ศ.๒๕๕๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ “พระพรหมสิทธิ”
และในปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศ ว่า ตามที่ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) ถูกกล่าวหาว่า กระทำการทุจริตและถูกดำเนินคดีอาญา และได้มีพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑ นั้น บัดนี้ ศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุด แล้ว ไม่ปรากฏว่า มีการทุจริตเบียดบังเอาเงินไปเป็นประโยชน์ของตน โดยพฤติการณ์ ถือได้ว่า ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง และมิได้มีการเบียดบังทรัพย์เป็นของตน ประกอบกับไม่มีการกล่าวคำลาสิกขาและสละสมณเพศ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ยังคงดำรงตนอย่างพระภิกษุโดยตลอดระหว่างถูกคุมขัง จึงมีสภาวะเป็นพระภิกษุ มีสถานะเป็น พระธงชัย สุขญาโณ ซึ่งมหาเถรสมาคมมีมติรับทราบแล้ว เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จึ่งทรง พระกรุณาโปรดสถาปนาสมณศักดิ์ให้ พระธงชัย สุขญาโณ ดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมสิทธิ กิตติธรรมประยุต วิสุทธิศีลาจาร สุวิธานวรกิจจานุกิจ วิสิฐวิเทศศาสนวราทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยให้ถือว่า ไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๑๙ ข ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗
๑๒. งานบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นพระราชกุศล ถวายพระพรชัยมงคล แด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
สืบเนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริโปรดแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงให้ พระพรหมสิทธิ เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ นั้น ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงก่อสร้างและทรงทำนุบำรุงพระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ให้เจริญรุ่งเรืองสถิตสถาพรตลอดมาทุกรัชกาล ดังนั้น เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ ๖ รอบ ๗๒ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ พระพรหมสิทธิ พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ร่วมกับคณะรัฐบาล โดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อจัดทำโครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง ซึ่งมิได้มี การบูรณะครั้งใหญ่มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๗๐ ปีแล้ว เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นพระราชกุศล ถวายพระพรชัยมงคล แด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอจงทรงมีพระสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ขอพระองค์ทรงสถิตมั่นในราชสมบัติ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ










