
กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
“ในอนาคต สำหรับผู้บวชเรียน อาตมาคิดว่า คงจะเปลี่ยนไปมาก จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ในวันนี้ ผู้ที่จะบวชเรียนแต่วัยเยาว์จะน้อยลง พ่อแม่คงให้บวชยากขึ้น และเด็กๆ เองก็คงจะถูกคาดหวังให้ได้รับการศึกษาทางโลกแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างจากในอดีตกาลจนมาถึงยุคอาตมาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ซึ่งอาจเป็นยุคท้ายๆ แล้วของการบวชเป็นสามเณรตั้งแต่เด็กๆ แล้วอยู่ยาวในเพศบรรพชิตจนสิ้นอายุขัย”

ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร สะท้อนมุมมองภาพของพระสงฆ์บนแผ่นดินไทย ให้ผู้เขียนฟังขณะที่ไปกราบเยี่ยมท่าน และบันทึกธรรมคำสอนของท่านไว้ เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านและคณะสงฆ์จากวัดสระเกศ ๕ รูป ถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ในเรือนจำกว่า ๔๐๐ วัน โดยไม่ได้มีความผิด
หลังการกลับมาของท่าน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการก้าวย่างเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ตามรอยธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อยังประโยชน์ให้ผู้คนได้พบกับพระธรรมที่จะช่วยให้ชีวิตพบกับความสงบเย็นในที่สุด ท่ามกลางโลกที่ผู้คนต่างไร้ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจนสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิงให้กับตนเองและผู้อื่นจนยากจะเยียวยา …
หากทว่า คำสอนจากพระพุทธเจ้าในบวรพระพุทธศาสนานี่เองที่ได้ช่วยผู้คนบนโลกมากว่า ๒๖๐๐ ปีให้พ้นทุกข์ในสังสารวัฏมาแล้วนับไม่ถ้วน คือคำตอบ

เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งจึงเห็นว่า ควรจะนำมาเผยแผ่ให้เห็นความเสียสละชีวิตเพื่อธรรมของท่านและคณะสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทุกด้านจนถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของเราเท่านั้น หากทว่า พระสงฆ์ผู้เสียสละตนช่วยเหลือผู้คนไม่น้อยต่างถูกทำร้าย ใส่ความสารพัด พระป่าที่ปกป้องผืนป่าก็ถูกขับไล่ออกจากป่า
และเมื่อไม่นานมานี้ วันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พระธุดงค์ธรรมยาตรา ๑๐ รูป ผู้ก้าวเดินเพื่อสันติภาพอยู่บนถนนทางหลวงบริเวณบ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ถูกรถกระบะซึ่งขับโดยเด็กอายุเพียง ๑๑ ปีที่เป็นออทิสติกชนจนมรณภาพ และมีพระภิกษุอีกหลายรูปกับฆราวาสอีกหลายท่านบาดเจ็บสาหัส
ในอีกซีกโลกหนึ่ง วันเดียวกันนั้นเอง ลอบกา รังเซน (Lobga Rangzen) นักเคลื่อนไหวชาวทิเบต ซึ่งเคยบวชเป็นพระมาก่อน ได้จุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงเรียกร้องอิสรภาพและเอกราชของประเทศทิเบต เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ตามเวลาท้องถิ่น) บริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN) ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล การเสียสละชีวิตของท่าน แม้จะต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนลมหายใจสุดท้าย ทำให้เห็นถึงจิตอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือความตายที่ปรารถนาจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติให้ได้อยู่ในบ้านเกิดอย่างอบอุ่นในดินแดนหลังคาโลกอันเป็นหมุดหมายสุดท้ายของชีวิตอย่างมีอิสรภาพ


อีกทั้งการเดินธุดงค์ Walk for Peace ในสหรัฐอเมริกาที่นำโดยพระอาจารย์ปัญญาการะ หรือ พระปัณณากะระ ภิกขุ (Bhikkhu Paññākāra) ชาวเวียดนาม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสศูนย์วิปัสสนา Huong Dao Vipassana Bhavana Center (วัดฮวองดาว) เมืองฟอร์ตเวิร์ท รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยพระไทย พระลาว พระพม่า ๑๙ ได้ออกเดินธุดงค์ธรรมยาตรา ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ จากเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ผ่าน ๑๐ รัฐในสหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทางรวมกว่า ๓,๗๐๐ กิโลเมตร หรือประมาณ ๒๓๐๐ ไมล์ ระหว่างทางในช่วงแรก พระมหาดำ รมสาร พระสงฆ์ชาวลาว ประสบอุบัติเหตุถูกรถพุ่งชนระหว่างการเดินจาริกธุดงค์ข้ามสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ท่านต้องถูกตัดขาซ้าย แม้จะประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ท่านได้แสดงความเมตตาและให้อภัยผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวจากหัวใจอันบริสุทธิ์
ท่านกล่าวว่า ถ้าขาขาดไปหนึ่งข้าง แล้วกู้คืนสันติภาพให้หัวใจคนนับล้านได้ ก็ถือว่าคุ้มค่า

หัวใจของพระโพธิสัตว์ เป็นเช่นนี้ Walk for Peace ได้ช่วยให้คนทุกข์ในอีกฝั่งหนึ่งของโลกคลายทุกข์จากภาวะซึมเศร้า ความเจ็บปวดทางใจจากความสูญเสีย ความโดดเดี่ยวของผู้คน ฯลฯ ได้มากมายมหาศาล และท่านยังมีปณิธานที่จะสร้างธรรมเจดีย์ในสหรัฐอเมริกา เพื่อจารึกพระไตรปิฎกหลายภาษา ไว้บนแผ่นหินให้อยู่คู่โลกใบนี้ไปอีก ๔,๐๐๐ ปี เพื่อช่วยเหลือคนทุกข์ให้ออกจากสังสารวัฏตามรอยธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบเมื่อสองพันหกร้อยกว่าปีก่อน
สันติภาพบนโลกนี้ จึงต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ หยาดน้ำตา ชีวิตและความตายมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
และเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา คณะสงฆ์โครงการ Walk for Peace นำโดยพระอาจารย์ปัญญาการะได้เข้ารับพระราชทานรางวัล “เสาอโศกผู้นำศีลธรรม” ประจำปี ๒๕๖๙ โดยพิธีจัดขึ้น ณ หอประชุมราชมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี


ดังที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) เขียนไว้ในหนังสือ “เย็นหิมะในรอยธรรม” ตอนหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาในเมืองไทย มีภัยรอบด้าน
ในโลกปัจจุบัน การรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้พระเณรได้มีความรู้ มีการศึกษาทั้งธรรมะ และวิชาการทางโลก ความรู้อย่างพระก็ต้องรู้เพราะเป็นเรื่องของศาสนา แต่ก็ต้องรู้ความรู้ชาวบ้านของเขาด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางแผนเพื่อให้พระพุทธศาสนาไปอยู่ตามต่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ผู้ที่จะรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงนี้ได้ ก็คือ “พระเณร” นั่นเอง จึงจำเป็นจะต้องให้พระเณรมีการศึกษา รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

อายุยังน้อยต้องเรียน เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย อย่าอยู่เฉย ๆ เพราะพระเณรจะต้องรับภาระธุระพระศาสนา แต่หลวงพ่อแก่แล้ว คนแก่จะทำอะไรได้ แค่ให้หายใจอยู่เฉยๆ ก็ยังแย่แล้ว
พระพุทธศาสนาเมืองไทยมีภัยรอบด้าน ซึ่งกำลังแทรกเข้ามาทุกรูปแบบ พระพุทธศาสนาอาจจะล้มลงวันใดก็ได้ แต่พระก็ยังเหมือนปลาอยู่ในน้ำเย็น จึงตายใจว่าพระพุทธศาสนาตั้งมั่นเจริญรุ่งเรืองในเมืองไทย เลยไม่รู้สึกถึงความล่มสลาย ซึ่งกำลังใกล้เข้ามา

“ให้มองไปอีก ๕๐ ปีข้างหน้า โดยกำหนดดูผลแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งละ ๑๐ ปี ในทุก ๑๐ ปี ก็ต้องดูความเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี และในแต่ละปีนั้น ก็ต้องดูความเปลี่ยนแปลงในทุกวันอีกด้วย จนกว่าจะถึง ๕๐ ปี เพื่อให้คาดการณ์ว่าอีก ๕๐ ปี ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
“ถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาอย่างเคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วเราจะทำอย่างไร มองให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอดีต ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ของสังคม และของโลก
“ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งกับพระพุทธศาสนา มิเช่นนั้นแล้ว พระพุทธศาสนาในอินเดีย ในปากีสถาน บังกลาเทศ และในอัฟกานิสถาน เป็นตัวอย่าง ก็คงไม่ล่มสลาย

“ถ้าสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ของสังคมและของโลกที่จะเกิดในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า ก็จะทำให้สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในเมืองไทยได้ด้วย ซึ่งก็คือ อนาคตของพระพุทธศาสนาทั้งหมดนั่นเอง
“เหตุการณ์ที่เกิดกับพระสงฆ์ ที่มหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต จนเป็นเหตุให้พระยอมสละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาต้องถูกฆ่าตายหมู่พร้อมกันมากกว่า ๘,๐๐๐ องค์ เหตุการณ์นี้ เป็นสิ่งที่พระและชาวไทย ควรจะนำมาเตือนสติอยู่เสมอว่า “อย่าประมาท” อย่านึกว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มองไปที่ไหนก็มีแต่วัด มองไปที่ไหนก็เห็นแต่จีวรเหลืองอร่าม แล้วเหตุการณ์อย่างมหาวิทยาลัยนาลันทาจะเกิดขึ้นไม่ได้
“น้ำร้อนปลาเป็น
น้ำเย็นปลาตาย”
“ชั่วเพียงวินาทีเดียว ทุกอย่างก็พลิกได้ นี่มองอย่างประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์มันเกิดขึ้นมาแล้ว อย่าประมาท ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
“การพัฒนาประเทศไทย ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในทางบ้านเมือง ไม่เว้นแม้กระทั่งพระพุทธศาสนา” จากหนังสือ “เย็นหิมะในรอยธรรม” เขียนโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจากเพจ ปีศาจหัวใจเดินทาง
ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ กล่าวต่อมาว่า เพราะเมื่อก่อน การศึกษาฝากไว้กับพระหลวงปู่ หลวงตา ฝากไว้กับวัด ฝากไว้กับพระพุทธศาสนา เป็นบวร แต่เมื่อหกสิบปีก่อน ที่รัฐบาลสมัยนั้นมาเน้นเรื่อง งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข สภาพสังคมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เมื่อเปลี่ยนวันหยุดจากวันโกน วันพระ มาเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ แม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้เข้าวัดวันเสาร์-อาทิตย์ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ผล ยิ่งทำให้วันโกนกับวันพระค่อยๆ หายไป และหมดความสำคัญลงไปในที่สุด

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
” นี่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่ค่อยมีคนเห็น และก็ชัดขึ้นในวันนี้ เมื่อสังคมต่างคนต่างอยู่มากขึ้น พระอยู่ส่วนพระ โยมก็อยู่ส่วนโยม การเกื้อกูลกันแบบสมัยก่อนหายไป กลายเป็นความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ เป็นกลุ่มๆ
“การเปลี่ยนแปลงของการบวชเรียนจึงเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ในอนาคต นอกจากผู้ที่จะบวชเรียนแต่เยาว์วัยจะน้อยลง ผู้ที่จะบวชก็จะเป็นผู้ที่ศึกษามามาก จนกว่าจะตัดสินใจบวช ซึ่งก็จะไม่มีรากของการอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ หรือได้ใกล้ชิดเรียนรู้วัตรปฏิบัติหลวงปู่หลวงตาเหมือนเมื่อก่อน

“คนรุ่นใหม่ที่จะบวชก็อาจใช้ปัญญามาก แต่ก็อาจมีจุดอ่อนเกี่ยวกับความศรัทธาก็อาจทำให้บวชไม่ได้นาน หากไม่อดทนพอ เหมือนการปลูกต้นไม้ ในอนาคตจะเป็นการตัดต่อกิ่ง ตอนกิ่งไปต่อต้นใหม่ มากว่าที่จะปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆ เติบโตอย่างแข็งแรง มีวุฒิภาวะของความเข้าใจในวิถีบรรพชิตที่ไม่ได้มาจากเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมที่ได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อแม่ปู่ย่า ตายายที่พาไปวัดตั้งแต่เล็กแต่น้อย แล้ววิถีเช่นนี้กำลังจะหมดไปในสังคมไทยในอนาคต
“สิ่งที่เกิดขึ้น และกำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ว่าไม่ดี หรือดีกว่า แบบเดิม แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง” พระราชกิจจาภรณ์ กล่าว และกล่าวต่อมาว่า พระสงฆ์เราจึงมีภาระที่แบกอยู่บนบ่าไม่เพียงภาวนาส่วนตนให้พ้นทุกข์ในสังสารวัฏ หากยังต้องช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์จากสังสารวัฏด้วยพระธรรมที่นำไปประพฤติปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในปัจฉิมวาจาว่า “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ : สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”










