


วัดสระเกศฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณมหาเถร)” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันมรณภาพ ปีที่ ๑๓





วันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันมรณภาพ ปีที่ ๑๓









เวลา ๑๐.๑๙ น. เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เข้าสู่ศาลาการเปรียญ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และกราบพระรัตนตรัย จากนั้น คุณแม่พรรณี โชคคณาพิทักษ์ และคุณเบญจมาศ โชคคณาพิทักษ์ คณะหลาน ๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าแท่นประดิษฐานอัฐิ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.๙)


จากนั้น พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ภายหลังการสวดพระพุทธมนต์ คณะหลาน ๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ และผู้มีเกียรติ ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์


โอกาสนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ทอดผ้าไตรบังสุกุล จำนวน ๑๐ ไตร เบื้องหน้าพระสงฆ์ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์พิจารณาผ้าไตรบังสุกุล จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา ผู้ร่วมพิธีกรวดน้ำและรับพร เป็นเสร็จพิธี

ภายหลังเสร็จพิธี วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสามเณร จำนวน ๒๐๐ รูป ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล ๒ พร้อมจัดภัตตาหารถวายและอาหารรับรองแก่ผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมพิธี ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้ คุณแม่พรรณี โชคคณาพิทักษ์ และคุณเบญจมาศ โชคคณาพิทักษ์ คณะหลาน ๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในภาคเพลครั้งนี้




เวลา ๑๗.๐๐ น. วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันมรณภาพ ปีที่ ๑๓ ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล ๑ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร





ในการนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และพระภิกษุสงฆ์ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยความกตัญญูกตเวที โดยมีศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก



















ภายในพิธี พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์และสวดมาติกา จากนั้นถวายเครื่องไทยธรรม ทอดผ้าไตรบังสุกุล และพระสงฆ์พิจารณาผ้าไตรบังสุกุล ก่อนประธานสงฆ์ถวายอดิเรก พระสงฆ์อนุโมทนา และพุทธศาสนิกชนร่วมกรวดน้ำ รับพร เป็นอันเสร็จพิธี
พิธีบำเพ็ญกุศลครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา และน้อมรำลึกถึงคุณูปการของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและกำลังสติปัญญาในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สืบสานกิจการคณะสงฆ์ และสร้างคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคมมาโดยตลอด

ในวาระ ๑๓ ปี มรณกาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ จึงขอย้อนรำลึกเรื่องราวความผูกพันระหว่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) และ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ทั้งสองสายให้ความสำคัญมาก เพราะทั้งสองท่านมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าความเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั่วไป แต่เป็นลักษณะของ “สหธรรมิก” (เพื่อนร่วมประพฤติธรรม) ที่มีความไว้วางใจและยกย่องกันอย่างสูงสุด

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ยังเคยกล่าวรับรองไว้ด้วยความเคารพ ว่า… “ท่านเจ้าคุณเกี่ยวคือพระทองคำ ท่านเป็นพระที่สูญจากกิเลสแล้ว”
“ท่านเจ้าคุณเกี่ยวท่านมีจิตสะอาดมาก ท่านเป็นพระดีที่หาได้ยากในยุคนี้”
นี่คือคำยืนยันจาก หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ถึง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
ภายหลังมรณกาลของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็รับเป็นธุระดูแลวัดท่าซุง และสานต่อปณิธานของหลวงพ่อฤาษีฯ อย่างเต็มกำลัง
“เมื่อเพชรเห็นเพชร เมื่อพระอริยเจ้าเห็นพระอริยเจ้า
ความงดงามทางจิตใจจึงถูกส่งต่อมาถึงเหล่าลูกศิษย์”
แม้กายสังขารจะจากไป แต่ “คุณธรรม” และ “ความเมตตา” ของทั้งสองท่านยังคงสว่างไสวอยู่ในใจพวกเราเสมอ
กราบแทบเท้าหลวงพ่อและหลวงพ่อสมเด็จฯ ด้วยความเคารพเหนือเศียรเกล้า





บันทึกว่าด้วยคดีความพระเถระวัดสระเกศ
จัดพิมพ์ในวาระครบ ๑ รอบนักษัตร
๑๒ ปีแห่งการถึงมรณภาพ
ของหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร)
๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๙






และเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี (จากเพจวัดท่าขนุน) เล่าเรื่องเกี่บวกับการไปรับทักษิณานุประทาน ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร, ป.ธ. ๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ซึ่งท่านได้มรณภาพมาครบ ๑๓ ปีแล้ว ดังนี้

วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพมีงานสำคัญก็คือ ไปรับทักษิณานุประทาน ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร, ป.ธ. ๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ซึ่งท่านได้มรณภาพมาครบ ๑๓ ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าจากที่รู้สึกว่าท่านเพิ่งจะจากไป กลายเป็นว่าผ่าน ๑๓ ปีไปโดยไม่รู้ตัว..!
ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าจากที่รู้สึกว่าท่านเพิ่งจะจากไป กลายเป็นว่าผ่าน ๑๓ ปีไปโดยไม่รู้ตัว..!

จากที่ได้พบกับหลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านตั้งแต่สมัยแรก ๆ ที่ท่านยังเป็นเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ไปงานวัดท่าซุงเป็นประจำ ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ปีแรกที่ท่านไปก็คืองานประจำปีวัดท่าซุง กระผม/อาตมภาพมีหน้าที่ต้อนรับพระเถระ ได้รับคำสั่งจากหลวงพ่อฤๅษีฯ ว่า “ให้นำหลวงพ่อวัดสระเกศไปพักที่ห้องพักของข้า ที่ตึกนนทา อนันตวงษ์โน่น”
เมื่อได้รับคำสั่งจึงได้นำท่านไป ไปถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังโทรศัพท์สำทับมาว่า “ให้ท่านนอนบนเตียงข้าเลย” แต่เมื่อเรียนถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ บอกว่า “การไปนอนทับนั่งทับที่ของครูบาอาจารย์ไม่ใช่เรื่องดี” แล้วท่านก็ดึงเอาผ้าห่มกับหมอนลงไปปูที่พื้น แล้วก็นอนสีหไสยาสน์ลักษณะภาวนา กระผม/อาตมภาพกราบท่านแล้วถอยออกมาปิดประตู คอยเฝ้าอยู่ทางด้านนอก ประมาณ ๒๐ กว่านาทีไปชะโงกดูใหม่ ปรากฏว่าท่านลุกมานั่งขัดสมาธิเจริญพระกรรมฐานไปแล้ว..!

เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าพระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ วัดสระเกศนั้น ท่านมีความคล่องตัวและชำนาญในเรื่องของกรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง มีหลายเรื่องซึ่งไม่สามารถจะเล่าได้ ท่านก็สามารถจะชี้แจงแถลงไขให้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะท่านบอกว่า “การถวายการรับใช้ครูบาอาจารย์เป็นบุญใหญ่มากนะ ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” กระผม/อาตมภาพก็รับใส่เกล้าและปฏิบัติอย่างเต็มที่ตลอดมา

แม้กระทั่งหลังจากออกจากวัดท่าซุง ไปสร้างที่พักสงฆ์เกาะพระฤๅษี ท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์แล้ว ก็ยังเมตตาห่วงใยถามไถ่ถึง และมีคำสั่งให้เข้าไปหาท่านอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง ซึ่งกระผม/อาตมภาพเข้าใจดีว่า สิ่งที่ท่านสั่งให้ทำนั้นก็เพื่อประโยชน์ของตัวกระผม/อาตมภาพเองทั้งสิ้น

เนื่องเพราะว่าในส่วนของการเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพระผู้ใหญ่ หรือว่าเป็นพระที่ได้เข้าหาพระผู้ใหญ่นั้น เป็นเรื่องที่คนอื่นรู้เข้าแล้วก็ต้องให้ความเกรงใจ แต่กระผม/อาตมภาพไม่เคยลืมตัว และไม่เคยเอ่ยอ้างกับผู้ใดทั้งสิ้น มีแต่ไปถึงแล้ว ถ้าตรงกับวันพระ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ให้ไปลงอุโบสถฟังพระปาฏิโมกข์ด้วยกัน และแนะนำให้กับพระวัดสระเกศทั้งหลายทั้งปวงว่ากระผม/อาตมภาพเป็นใคร ? มาจากไหน ? มีวัตรปฏิบัติลักษณะอย่างไร ? ซึ่งท่านชื่นชมเสียจนเลิศลอย กระผม/อาตมภาพเองยังรู้สึกว่า ค่อนข้างจะอายบรรดาพระวัดสระเกศทั้งหลายเหล่านั้น..!
ตอนนั้นท่านเจ้าคุณเสนาะ (อดีตพระพรหมสุธี) ยังเป็นเจ้าคุณชั้นธรรมอยู่

แล้วท่านเจ้าคุณธงชัย ปัจจุบันก็คือสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ยังเป็นเจ้าคุณพระราชธรรมสาร กระผม/อาตมภาพเองรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กบ้านนอก ตัวเล็กนิดเดียว เข้าไปอยู่ท่ามกลางพระผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่ว่าได้รับคำแนะนำในลักษณะที่รู้สึกว่า เหมือนกับตั้งใจโฆษณาคุณสมบัติแบบนั้น บางทีก็รู้สึกเหนียม ๆ อยู่เหมือนกัน..!

แต่เมื่อพระเดชพระคุณท่านเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าโรงพยาบาล ครั้นออกจากโรงพยาบาลมา ก็ได้แวะไปกราบท่านแค่ ๒ ครั้งก่อนที่ท่านจะมรณภาพ เนื่องเพราะมีนิสัยไม่ชอบรบกวนพระป่วย เหตุเพราะรู้ดีว่าพระที่ท่านเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น ต้องใช้กำลังใจในการกดข่มเวทนาอย่างไร แล้วถ้าต้องมาคอยต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมอยู่ ก็อาจทำให้เวทนาของท่านกำเริบได้ จึงได้แต่คอยดูอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ทางวงนอก ไม่คิดว่าหลวงพ่อท่านจะ”ไป” เร็วขนาดนั้นเหมือนกัน รู้สึกว่าแค่ไม่นาน เพราะเหมือนกับหลวงพ่อท่านอยู่ด้วยตลอดเวลา แต่ปรากฏว่าในฎีกาแจ้งว่าเป็นการบำเพ็ญกุศลปีที่ ๑๓ เข้าไปแล้ว..!

ครั้นไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง จากท่านพระครูปลัดสุวัฒนสิทธิคุณ อดีตพระครูสิทธิสรกิจ และอดีตพระมหาพิศุทธิ์ วิสุทฺโธ ซึ่งทำหน้าที่ต้อนรับพระเถระอยู่ในนั้น เข้าไปก็เจอเพื่อนพระสังฆาธิการ ตลอดจนกระทั่งเพื่อนฝูงและรุ่นน้องอยู่เป็นจำนวนมาก กราบไหว้ทักทายกันตามลำดับแล้ว ก็ได้รับนิมนต์ให้ไปทอดผ้าบังสุกุลถวายหลวงพ่อสมเด็จ เพื่อที่จะอุทิศเป็นกุศลให้กับท่าน จากนั้นถึงได้ขึ้นพิจารณาผ้าไตรด้วยตนเอง

เนื่องจากว่าผู้ที่ได้รับฎีกาวันนี้แบ่งเป็น ๒ ชุด ก็คือฎีกาหลวงที่ต้องใช้พัดยศ และฎีกาวัดที่ออกให้เป็นการส่วนตัว กระผม/อาตมภาพรับฎีกาวัด แต่ว่าเขาต้องการให้ใช้พัดยศ สอบถามไปจนทั่วแล้ว ไม่มีใครที่มีพัดยศเทียบเจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษฝ่ายวิปัสสนาธุระ ทางวัดสระเกศจึงได้จัดให้กระผม/อาตมภาพใช้พัดรองขึ้นพิจารณาผ้าไตรบังกุสุลอยู่คนเดียวโด่เด่ ต้องบอกว่าดังโดยไม่ได้เจตนา..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. วัดท่าขนุน









ประวัติ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) โดยสังเขป

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิมว่า เกี่ยว นามสกุล โชคชัย นามฉายา อุปเสโณ บิดา นายเลี่ยน โชคชัย มารดา นางยี โชคชัย เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๑ ณ บ้านเฉวง ตำบล บ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การบรรพชาอุปสมบท
เมื่อวัยเยาว์ ได้ศึกษาระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดเฉวง จนจบประถมปีที่ ๔
เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเฉวง (วัดสว่างอารมณ์) อำเภอ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีพระอธิการพัฒน์ ภทฺทมุนี วัดภูเขาทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้เจตนาจะบวชเพียงแค่ ๗ วัน แต่ด้วยปุพเพกตปุญญตา ทำให้เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ยังมั่นคงในสมณเพศตลอดมา หาได้คิดลาสิกขาไม่ โยมมารดาจึงนำไปฝากไว้กับท่านพระครูอรุณกิจโกศล (หลวงพ่อพริ้ง โกสโล) วัดแจ้ง ตำบลอ่างทอง อำเภอ เกาะสมุย เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เป็นผู้ฝักใฝ่ในการศึกษา มีวิริยะ อุตสาหะ จนหลวงพ่อพริ้งเห็นอุปนิสัย ได้นำไปฝากไว้กับเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) โดยอยู่ในการปกครองของพระธรรมเจดีย์ (เทียบ ธมฺมธโร) ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อมีอายุครบอุปสมบท ก็ได้อุปสมบท ณ วัดสระเกศ โดยมีเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์

ด้านพระกรรมฐาน
เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้เรียนพระกรรมฐานในเบื้องต้น จากหลวงพ่อพริ้ง ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์องค์สำคัญของเกาะสมุย โดยหลวงพ่อพริ้งได้นำเจริญพระกรรมฐานบนหลุมฝังศพขณะมีอายุ ๑๒ ขวบ ต่อมา ได้เรียนพระกรรมฐานจากเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) ซึ่งมีความชำนาญในพระกรรมฐานด้านกสิณ และยังได้ให้ความสนใจวิธีการเจริญพระกรรมฐานตามแนวต่าง ๆ ที่ปฏิบัติในประเทศ จนมีความชำนาญทุกสาย

เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เป็นผู้นำพระพุทธศาสนาก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ โดยริเริ่มวางรากฐานแนวคิดงานพระศาสนาเชิงรุกที่สำคัญในด้านต่าง ๆ เช่น ก่อตั้งโรงพิมพ์การศาสนา เพื่อจัดพิมพ์แถลงการณ์คณะสงฆ์ เพื่อรวบรวมกิจการต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานคณะสงฆ์ ตลอดทั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎ มหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่งมหาเถรสมาคม เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์และการพระศาสนา ออกเป็นรายเดือน ทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน และหนังสือธรรมะอื่น ๆ
ให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อรองรับงานคณะสงฆ์ ริเริ่มให้จัดตั้งสำนักเรียนบาลีประจำจังหวัด ริเริ่มให้จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ริเริ่มให้ยกร่างหลักสูตรการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ยกร่างหลักสูตรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ จัดตั้งโรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ริเริ่มให้มหาวิทยาลัยสงฆ์เปิดหลักสูตรผู้บริหารสำหรับพระสังฆาธิการ เพื่อยกระดับการศึกษาของพระสังฆาธิการ
ริเริ่มให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยสำหรับคณะสงฆ์อนัมนิกาย ชื่อว่า “มหาปัญญาวิทยาลัย” ริเริ่มจัดตั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์พระพุทธศาสนา ริเริ่มให้พระสงฆ์นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ริเริ่มโรงเรียนวิถีพุทธ และโรงเรียนอาชีววิถีพุทธ ริเริ่มให้จัดตั้งกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จัดการเรียนการสอนตามแนวโรงเรียนวิถีพุทธ
ริเริ่มจัดตั้งพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ริเริ่มให้ปรับการเจริญพระพุทธชัยมงคลคาถาในวันขึ้นปีใหม่ เป็นการสวดมนต์ข้ามปี เพื่ออนุวัติให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม จนเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

ริเริ่มการจัดกิจกรรมงานวัด และกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อนุวัติให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ได้บริจาคเงินสร้างอาคารเรียนและตึกสงฆ์อาพาธในท้องถิ่นชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญหลายแห่ง ในนาม “อาคารผู้มีพระคุณ” เพื่อรักษาพยาบาลพระภิกษุ สามเณร ผู้อาพาธ และสาธุชนทั่วไป

ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เป็นผู้ริเริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ริเริ่มการสร้างวัดไทยในต่างประเทศ ริเริ่มให้มีการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปประจำ ณ วัดไทยในต่างประเทศ และริเริ่มสานศาสนสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้ออกเดินทางไปต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก เพื่อหาแนวทางที่จะให้มีวัดเกิดขึ้นในประเทศนั้น ๆ
#ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาภายในประเทศและในวัด
เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้แสดงพระธรรมเทศนาภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ ตลอดพรรษา และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นประจำ ได้แสดงธรรมทางสถานีวิทยุ ๙๑๙ ในรายการ “ของดีจากใบลาน” และมีผลงานหนังสือมากมาย เช่น ธรรมะสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนา, ดีเพราะมีดี, การนับถือพระพุทธศาสนา, ปาฐกถาธรรมสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ), พระธรรมเทศนาและบทความสมเด็จพระพุฒาจารย์, การดำรงตน, กตัญญูกถา, คุณสมบัติ ๕ ประการ, เย็นหิมะในรอยธรรม, สมาธิ หลักของใจ, ธรรมะให้ลูกดี, ธรรมะปรารภยามเช้า, ธรรมะปรารภยามค่ำ, สุขทุกข์อยู่ที่ใจ, พระธรรมเทศนาหน้าพระที่นั่ง เป็นต้น

การศึกษาและหน้าที่การงาน
พ.ศ. ๒๔๘๙สอบได้นักธรรมชั้นเอก
พ.ศ. ๒๔๙๗สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๙๗ ไปร่วมประชุมสังคายนาพระไตรปิฎกฉัฏฐสังคีติ ณ ประเทศพม่า
พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นกรรมการพิเศษแผนกตรวจสำนวนแปลวินัยปิฎก ฉบับปี ๒๕๐๐ ของคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๙๙เป็นอาจารย์สอนบาลี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๐๐ ไปร่วมประชุมอรรถกถาสังคายนา ณ ประเทศพม่า
เป็นประธานหัวหน้าแผนกคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เป็นหัวหน้าแผนกธรรมวิจัย มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ไปสังเกตการณ์พระพุทธศาสนาในประเทศใกล้เคียง ได้แก่ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และ ศรีลังกา เป็นต้น
พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นกรรมการหน่วยวิจัย จัดทำนามานุกรมของคณะสงฆ์ โดยกรมการศาสนา
พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปดูการศาสนาและเชื่อมศาสนสัมพันธ์ ที่ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ฯลฯ
พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นประธานคณะกรรมการต้อนรับสมณทูตจากไต้หวัน
พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยริเริ่มให้ยกร่างหลักสูตรการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย ไปปฏิบัติศาสนกิจในภาคพื้นยุโรป เกิดวัดไทยแห่งแรกขึ้นในยุโรป ชื่อว่า “วัดพุทธาราม” เนเธอร์แลนด์ ต่อมา วัดไทยเริ่มขยายออกไปตามประเทศต่าง ๆ
ในยุโรปและออสเตรเลีย ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี เป็นต้น และประเทศ
ในแถบสแกนดิเนเวียทั้งหมด ได้แก่ สวีเดน เบลเยียม เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์
ไอซ์แลนด์ ราชรัฐลักซัมเบอร์ก และสหราชอาณาจักร เป็นต้น
ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค ๙
เป็นหัวหน้าอำนวยการพระธรรมทูต สายที่ ๘
พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ๙
เป็นเลขานุการเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พ.ศ. ๒๕๐๙เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปสังเกตการณ์การศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศลาว และเวียดนาม
พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปสังเกตการณ์การศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศลาว
ศรีลังกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ในความอุปถัมภ์ของ พ.ส.ล.
พ.ศ. ๒๕๑๑ เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประกอบพิธีอุปสมบทให้กับชาวไต้หวัน
ณ ประเทศไต้หวัน
พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
เป็นกรรมการยกร่างหลักสูตรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นหัวหน้าคณะไปปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสังเกตการณ์พระพุทธศาสนาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตามคำนิมนต์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา รวมระยะเวลาเดินทางถึง ๘๐ วัน ใน ๑๑ ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมัน เดนมาร์ก สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี กรีก และอินเดีย โดยคณะผู้ร่วมเดินทาง ประกอบด้วย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) และ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
เป็นคณะสงฆ์ไทยคณะแรกเยือนนครรัฐวาติกัน กรุงโรม อย่างเป็นทางการ

พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
พ.ศ. ๒๕๑๘เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในยุโรป ๙ ประเทศ
พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ๑๐
เป็นรองประธานสภาสงฆ์แห่งโลก นับเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกก้าวขึ้นสู่การบริหารองค์กรสงฆ์โลก
พ.ศ. ๒๕๒๕ ไปปฏิบัติศาสนกิจเพื่อสาธิตอุปสมบทกรรม และ อุโบสถกรรมตามแบบคณะสงฆ์ไทย ที่ประเทศศรีลังกา
พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นประธานกรรมาธิการ สังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก
ในมหามงคลสมัยพระชนมพรรษา ๕ รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก
เป็นประธานคณะกรรมการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พ.ศ. ๒๕๓๔เป็นประธานคณะกรรมการจัดการชำระและพิมพ์อรรถกถาพระไตรปิฎก
เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคล
วโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕
เป็นประธานกรรมการศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุ สามเณร (ศ.ต.ภ.)
เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต
พ.ศ. ๒๕๓๕ เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประกอบพิธีอุปสมบทให้กับชาวออสเตรเลีย ณ ประเทศออสเตรเลีย
พ.ศ. ๒๕๓๗ เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประกอบพิธีอุปสมบทให้กับชาวไต้หวัน ณ ประเทศไต้หวัน
พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา
มหาเถรสมาคม
เป็นประธานคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและอุบัติภัย
พ.ศ. ๒๕๔๑ เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประกอบพิธีอุปสมบทให้กับชาวไต้หวัน ณ ประเทศไต้หวัน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เดินทางไปปฏิบัติศาสนากิจเปิดวัดนอร์เวย์ และสังเกตการณ์พระพุทธศาสนา
ในภาคพื้นยุโรป เช่น สวีเดน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศสและ สวิสเซอร์แลนด์
พ.ศ. ๒๕๔๕เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
พ.ศ. ๒๕๔๗เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ริเริ่มโรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนอาชีววิถีพุทธ
ริเริ่มให้ปรับการเจริญพระพุทธชัยมงคลคาถาในวันขึ้นปีใหม่
เป็นการสวดมนต์ข้ามปี เพื่ออนุวัติให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมจนเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๔๙ดำริให้ชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ฉบับที่มหาเถรสมาคมเพื่อน้อมถวายพระราชกุศล ถวายพระพรชัยมงคล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙
ริเริ่มให้จัดตั้งกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๕๕๐ริเริ่มให้จัดตั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์พระพุทธศาสนาภายใต้กำกับมหาเถรสมาคม
ริเริ่มให้พระสงฆ์นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๕๕๑จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ
พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ภายใต้กำกับมหาเถรสมาคม โดยการสนับสนุน
ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางการทำงานด้านความมั่นคง
แห่งพระพุทธศาสนา

พ.ศ. ๒๕๕๓ ริเริ่มให้กำเนิดพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็นก้าวใหม่ของการทำงานในพื้นที่ที่พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมถอยไปจากประเทศไทย
มีบัญชาให้อัญเชิญพระคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนา ๒,๐๐๐ ปี จากประเทศ
นอร์เวย์ มาประดิษฐานเป็นการถาวร ณ บรมบรรพต ภูเขาทอง
พ.ศ. ๒๕๕๔จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือวัด และผู้ประสบภัยน้ำท่วมของคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๕๕ก่อตั้งรางวัลระดับนานาชาติ “Awakening Leadership Award” และประกาศ
เกียรติคุณแก่ผู้นำชาวพุทธ กว่า ๘๕ ประเทศทั่วโลก ณ องค์การสหประชาชาติ(UN)

ลำดับสมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระเมธีสุทธิพงศ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชวิสุทธิเมธี
พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพคุณาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมคุณาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระพรหมคุณาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์
พ.ศ. ๒๕๔๗เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช











