

“โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ผ่านไปแล้ว แต่การเรียนรู้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป และสิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากการบรรพชาของสามเณรน้อย จะช่วยให้การก้าวไปข้างหน้ามีสติและปัญญาที่ได้เรียนรู้จากการฝึกตนตามพระธรรมวินัยอย่างเข้มข้นต่อไปในอนาคต

ใช่แล้ว ชีวิตของสามเณรน้อยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการศึกษาพระธรรมวินัยที่ได้เรียนรู้ระหว่างการฝึกตนนั้น เข้มข้นทุกด้าน เต็มไปด้วยความอดทน ความเสียสละ ความเพียร ที่จะทำให้ชีวิตข้างหน้ามีจุดมุ่งหมาย ชัดเจน มั่นคง ปลอดภัย จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต


พระมหาติ่ง มหิสฺสโร,ดร. ประธานสงฆ์พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน และประธานดำเนินโครงการสามเณรพุทธศากยบุตร “ฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน” นำสามเณรสวดมนต์ทำวัตรเย็น และจุดประทีปถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระธาตุเกษแก้ว หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดป่าหนองหวาย ตำบลโคกจาน อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดพระเทพวชิรญาณ (หลวงปู่เลี่ยม ฐิตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี และ เป็นประธานสงฆ์วัดป่าหนองหวาย ตำบลโคกจาน อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ บ้านเกิดท่าน

ใน “โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

โครงการดังกล่าว นอกจากเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการอนุรักษ์ สืบสาน พุทธประเพณีศิลปะวัฒนธรรมอันดีงามในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการศึกษาเรียนรู้ ๑๐ ปณิธานพระมหาบุรุษ จากหนังสือ ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ ภาคปฏิบัติตามรอยพระมหาบุรุษ โดยมีการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิต ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดหลักไตรสิกขา อันมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ



สำหรับเรื่องราวของ “พระมโหสถบัณฑิต” อัจฉริยภาพแห่งปัญญามหาบุรุษ นี้สอนใจและให้พลังเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญา ดังที่ “ญาณวชิระ” กล่าวถึงพระมโหสถว่า

“เราพอใจที่จะบริโภคข้าวเปล่า
เพราะรู้ว่า กาลไหนควรทำความเพียรอย่างองอาจ
เพื่อให้ยศเจริญ
ดุจความองอาจแห่งพญาราชสีห์
ท่านจะเห็นเราประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ด้วยอานุภาพแห่งปัญญาของตน”

มโหสถชาดก เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งเกิดเป็นพระมโหสถ มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร ทรงสมบูรณ์ด้วยปัญญานุภาพที่เลิศล้ำ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน สามารถแก้ปัญหาน้อยใหญ่ด้วยไหวพริบปฏิภาณ สามารถคาดการณ์อนาคต และปัญหา ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทรงถึงพร้อมด้วยคุณธรรม เมตตาธรรม และความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ทรงมีปณิธานที่จะบําเพ็ญ “ปัญญาบารมี” ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาสังคม ช่วยให้เพื่อนมนุษย์ พ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อน ด้วยอัจฉริยภาพแห่งปัญญาของพระองค์

มโหสถชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต
ขณะตรัสเล่าเรื่องพระมโหสถนั้น พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

วันหนึ่ง หมู่พระภิกษุออกจากสถานที่สําหรับทําสมาธิ มานั่งประชุมกันในอาคารสําหรับแสดงธรรม ต่างพูดคุยสนทนาสรรเสริญพระปัญญาบารมีของพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้า มีพระปัญญามาก มีพระปัญญากว้างขวาง หมดจด ลุ่มลึก ประดุจแผ่นดิน มีพระปัญญาแหลมคม ฉับไว สามารถแก้คําที่ผู้อื่นกล่าวคัดค้านคําสอนได้ อย่างเบ็ดเสร็จ ทรงทรมานเหล่าพราหมณ์ มีกูฏทันตพราหมณ์ เป็นต้น เหล่านักบวชปริพาชก มีสภิยปริพาชก เป็นต้น เหล่ายักษ์ มีอาฬวกยักษ์ เป็นต้น เหล่าเทวดา มีท้าวสักกเทวราช เป็นต้น เหล่าพรหม มีพกาพรหม เป็นต้น และเหล่าโจร มีองคุลิมาลโจร เป็นต้น ด้วยพระปัญญานุภาพของพระองค์ ทรงทําให้เขาเหล่านั้น สิ้นพยศ ให้ได้รับการบรรพชา ให้บรรลุมรรคผล พระบรมศาสดามีพระปัญญายิ่งใหญ่เช่นนี้”

ขณะนั้น พระบรมศาสดา เสด็จออกจากพระคันธกุฎี ตรัสถามเรื่องที่ภิกษุสนทนาค้างไว้ เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสต่อไปว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในกาลนี้เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญา แม้ในอดีตชาติ เมื่อญาณยังไม่แก่กล้า ยังบําเพ็ญบารมี เพื่อบรรลุพระโพธิญาณอยู่ ก็เป็นผู้มีปัญญาเช่นกัน” จึงตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ ให้หมู่พระภิกษุสงฆ์ฟัง

มโหสถชาดก (บำเพ็ญปัญญาบารมี) เป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นพระมโหสถบัณฑิต ผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน รับราชการอยู่ประจำในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหะ แห่งกรุงมิถิลา ในท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคนานัปการ พระมโหสถบัณฑิตได้ใช้ปัญญา ที่อบรมมาดีแล้ว สามารถแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีมาโดยลำดับ


สำหรับ การทำวัตรสวดมนต์ ในหนังสือ “ลูกผู้ชายต้องบวช” เรียบเรียงโดย ญาณวชิระ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) อธิบายว่า

การสวดมนต์ คือ การท่องบ่นสาธยายพระพุทธพจน์ ซึ่งถูกบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี เพื่อการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ยืนยาวสืบต่อไป การสวดมนต์ในอีกด้านหนึ่งก็คือการเจริญสมาธิภาวนา ที่ได้นำเอาพระพุทธพจน์มาเป็นบทบริกรรมภาวนา ให้จิตเกาะเกี่ยวไปกับทุกขณะของอักขระที่กำลังสวดสาธยาย ไม่ปล่อยให้นิวรณ์แทรกเข้ามาทำให้จิตเศร้าหมองได้นั่นเอง

พระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาล นอกจากจะมีหน้าที่ในการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อนำตนออกจากทุกข์แล้ว ยังมีภาระหน้าที่ในการทรงจำพระพุทธพจน์ เพื่อสืบต่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ควบคู่กันไปอีกด้วย พระสาวกสมัยพุทธกาลจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่จะต้องท่องบ่น สาธยายพระพุทธพจน์ เพื่อรักษาคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งความเพียร เพื่อนำตนออกจากทุกข์ในสังสารวัฏ จึงหาวิธีที่จะทรงจำพระพุทธพจน์ให้เป็นกิจกรรมในการดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับการเจริญสมาธิภาวนา

การสวดมนต์ ที่ต้องสวดเป็นภาษาบาลีเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพระพุทธพจน์ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งกระทำควบคู่ไปกับการเจริญสมาธิภาวนา เป็นกิจกรรมในการดำเนินชีวิตของพระสงฆ์สาวกในสมัยพุทธกาลที่ถ่ายทอดสืบต่อมาสู่พระสงฆ์สาวกในยุคปัจจุบัน

บททำวัตรเช้าเย็นนั้น คณะสงฆ์ได้กำหนดเป็นแบบเดียวกันทั่วสังฆมณฑล โดยในแต่ละบท ได้น้อมระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า

สำหรับบทสวดมนต์ที่ใช้ในปัจจุบันมีมาก แตกต่างกันไปตามแต่วัดไหนจะเลือกสวดบทใด เพราะเป็นการนำเอาพระสูตรต่างๆ ในพระไตรปิฎกมาสวดสาธยาย

อย่างไรก็ตาม แม้การสวดมนต์ในแต่ละวัดจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ก็มีบทที่บูรพาจารย์วางไว้เป็นหลัก และยึดถือเป็นแบบแผนร่วมกัน โดยเรียกวิธีสวดสาธยายแบบนั้นๆ ว่า “เจ็ดตำนาน” กำหนดบทสวด ๗ บทเป็นหลักบ้าง เรียกวิธีสวดแบบ “สิบสองตำนาน” กำหนดบทสวด ๑๒ บทเป็นหลักบ้าง และเรียกวิธีสวดแบบ “นพเคราะห์” โดยกำหนดบทสวดตามกำลังจักราศี เพื่อให้ต้องตามคตินิยมของโลกเป็นหลักบ้าง หรือบางแห่งก็ใช้ตามความนิยมของท้องถิ่น
ส่วนวัดไหนจะตัดหรือเพิ่มบทสวดให้พิสดารออกไปอย่างไร ก็สามารถที่จะทำได้

บทสวดมนต์ที่มีพลานุภาพ
ในการคุ้มครอง ป้องกัน รักษา


นอกจากนั้น พระพุทธมนต์ยังมีพลานุภาพ ในการต้านทาน คุ้มครอง ป้องกัน รักษาได้ด้วย ต้องอาศัยจิตที่อ่อนโยนมีเมตตาเป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่เป็นหลักการที่สำคัญ พระพุทธพจน์ที่นำมาเป็นพระพุทธมนต์นั้น บางสูตรพระพุทธองค์ทรงใช้สวดเอง บางสูตรทรงแนะนำให้พระสงฆ์สาวกใช้ บางสูตรเทวดาเป็นผู้ นำมาแสดง

โพชฌงคสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์สวดให้พระมหากัสสปะ และมหาโมคคัลลานะฟังจนหายจากเป็นไข้ไม่สบาย และเมื่อพระองค์ประชวรก็ได้ให้พระมหาจุนทะสวดโพชฌงคสูตรให้สดับ จนหายจากอาการประชวรเช่นกัน

กรณียเมตตสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำภิกษุ ให้แผ่เมตตาจิตไปในมวลสรรพสัตว์ ตลอดจนเทพเทวาภูติผีปีศาจทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไร้พรมแดนขีดขั้น ไม่ว่าสัตว์นั้นหรือเขาผู้นั้นจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนาอะไร จะเกี่ยวข้องกับเราโดยความเป็นญาติ เป็นประเทศ เชื้อชาติ ศาสนาหรือไม่ก็ตาม ให้มีจิตกว้างขวางไร้ขอบเขตขีดขั้น ขอให้เขาได้มีความสุข หากทำได้เช่นนี้ นอกจากเทวดาจะไม่แสดงสิ่งที่น่ากลัวหลอกหลอนแล้ว ยังมีใจอนุเคราะห์ภิกษุโดยไมตรีจิตด้วยความอ่อนโยนมีเมตตา

รัตนสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระอานนท์เถระน้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะแล้วทำสัจกิริยา คือ การตั้งสัจอธิษฐานตามความเป็นจริง ให้เกิดเป็นอานุภาพขจัดปัดเป่าภัยพิบัติที่เกิดแก่ชาวเมืองเวสาลี ภายหลังได้กลายเป็นแบบอย่างในการทำน้ำพระพุทธมนต์สำหรับพระสงฆ์สาวกต่อมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น ยังปรากฏในประวัติพระองคุลิมาลเถระว่า พระพุทธองค์ ทรงแนะนำให้พระองคุลิมาลเถระทำสัตยาธิฐานเพื่อให้หญิงคนหนึ่งคลอดบุตรง่าย เมื่อพระเถระกล่าวคาถาจบทารกก็คลอดโดยง่าย มีความปลอดภัยทั้งแม่และลูก อานุภาพนั้นได้คุ้มครองไปถึงผู้ที่ ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ด้วย

อาฏานาฎิยสูตร เป็นคาถาที่เทวดาทั้ง ๔ ตนที่เรียกกันว่า “ท้าวจาตุมหาราช” ผูกขึ้นมา แสดงแก่พระพุทธองค์ เพื่อให้ภิกษุสวดป้องกันเหล่าอมนุษย์บางพวกที่ ไม่หวังดีต่อพระสงฆ์สาวกที่ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร เมื่อไม่มีอะไรป้องกัน เหล่าอมนุษย์ที่ไม่เลื่อมใสก็จะรบกวนเบียดเบียนให้ได้รับความลำบาก ท้าวมหาราชจึงได้แสดงเครื่องป้องกันรักษา ชื่อ “อาฏานาฏิยรักษ์” นี้ไว้

พระพุทธมนต์ตามที่กล่าวมานั้น จะมีอานุภาพต้องอาศัยการสวดอย่างสม่ำเสมอจนจิตแน่วแน่มั่นคงเป็นสมาธิเป็นพื้นฐานที่สำคัญ
การเจริญสมาธิภาวนา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ย่อมมีพลานุภาพในการต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย

ในเบื้องต้นสามารถต้านทานกิเลสภายในตัวเองก่อน แล้วขยายอานุภาพออกไปสู่การต้านทานสิ่งไม่เป็นมงคลอันเกิดจากมนุษย์ และอมนุษย์ที่เป็นพาลสันดานหยาบทั้งหลาย ในขณะเดียวกันก็เป็นพลัง แห่งการก่อเกิดสิ่งดีงาม คือ ความอ่อนโยนมีเมตตาเอื้ออาทรภายในตนเองก่อน แล้วขยายอานุภาพกว้างออกไปสู่การก่อเกิดสิ่งอันเป็นมงคลภายนอกทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประสบผลสำเร็จในสิ่งปรารถนาทุกประการ

ในอรรถกถาคัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก ได้แสดงวิธีการเจริญพระพุทธมนต์ไว้ว่า
หากเรียนด้วยความตั้งใจจนเกิดความช่ำชองคล่องปาก ไม่ตกหล่นทั้งอรรถและพยัญชนะ มีจิตประกอบด้วยเมตตาหวังให้ผู้คน พ้นจากทุกข์ บริกรรมพระพุทธมนต์แผ่เมตตาไปไม่เห็นแก่ลาภ ย่อมจะบังเกิดเป็นอานุภาพคุ้มครองป้องกันเหล่าอมนุษย์และสรรพอันตรายทั้งหลาย

สำหรับผู้เจริญพระพุทธมนต์ และผู้ฟังการเจริญพระพุทธมนต์ หากกระทำด้วยจิตเลื่อมใส ไม่มีกิเลสมาครอบงำจิต ไม่มีกรรมหนักมาตัดรอน อีกทั้งยังไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย พระพุทธมนต์ย่อมจะมีอานุภาพ ในการบำบัดทุกข์โศกโรคภัย ความเจ็บป่วยไข้ และสรรพอันตรายทั้งหลายได้ สามารถดับความเร่าร้อนกระวนกระวายใจ ขจัดลางร้ายและฝันร้ายทั้งหลาย ปัดเป่าเสนียดจัญไร อุบัติเหตุ สิ่งอัปมงคลอันเกิดจาก บาปเคราะห์ ฤกษ์หามยามร้ายและสิ่งที่ไม่พึงพอใจต่างๆ ป้องกันแม้โจรภัย อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย อสรพิษ สัตว์ร้าย อมนุษย์ ภูตผีปีศาจ ยักษ์ นาค คนธรรพ์ และเทวดาที่ไม่หวังดีทั้งหลาย คุ้มครอง ป้องกันรักษาตลอดทั้งครอบครัวหมู่ญาติ พวกพ้องและบริวารทั้งหลายให้ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยนานาประการ แคล้วคลาด ปลอดภัย จากผู้จองเวรที่คอยจ้องผลาญ นอนหลับก็สบายไม่ฝันร้าย เป็นผู้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนาตลอด กาลทุกเมื่อ

เหตุที่สวดมนต์แล้วไม่เกิดพลานุภาพ
แม้พระพุทธมนต์ที่เจริญโดยยึดหลักสองประการ จนเกิดอานุภาพ แต่ก็ยังมีเหตุที่ทำให้อานุภาพไม่สามารถคุ้มครองป้องกันอยู่อีก อานุภาพนั้นจะไม่คุ้มครองป้องกันเพราะเหตุ ๔ ประการ ดังนี้
๏ เมื่อผู้สวดหรือผู้ฟังการเจริญพระพุทธมนต์ไม่มีความเชื่อความเลื่อมใสในอานุภาพแห่งพระพุทธมนต์
๏ แม้ผู้สวดหรือผู้ฟังพระพุทธมนต์มีความเชื่อความเลื่อมใสในอานุภาพแห่งพระพุทธมนต์ แต่ในขณะที่เจริญพระพุทธมนต์มีกิเลสครอบงำ แล้วเจริญพระพุทธมนต์เพราะอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำให้จิตวอกแวก ฟุ้งซ่านไม่เป็นสมาธิ เช่นนี้พระพุทธมนต์ก็ไม่มีอานุภาพในการต้านทาน
๏ แม้ผู้สวดหรือผู้ฟังพระพุทธมนต์จะมีความเชื่อความเลื่อมใส แล้วเจริญพระพุทธมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่ ไม่วอกแวกฟุ้งซ่าน แต่หากมีกรรมหนัก คือ อนันตริยกรรมมาตัดรอน ขัดขวาง พระพุทธมนต์ก็ไม่มีอานุภาพในการต้านทาน เพราะขณะนั้น กรรมกำลังให้ผลตามที่ผู้นั้นได้กระทำไว้
๏ ถึงแม้ผู้สวด หรือผู้ฟังพระพุทธมนต์จะมีความเชื่อความ เลื่อมใส แล้วเจริญพระพุทธมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่ ไม่วอกแวกฟุ้งซ่าน และไม่มีกรรมหนักมาตัดรอนขัดขวาง แต่หากผู้สวดหรือ ผู้ฟังถึงวาระสิ้นอายุขัยตามวัยของมนุษย์ อานุภาพของพระพุทธมนต์ก็จะไม่ต้านทาน ท่านเปรียบเหมือนคนถึงคราวสิ้นอายุขัย แม้จะได้รับการ เยียวยารักษาจากหมอผู้เชี่ยวชาญ และด้วยยาขนานพิเศษอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ ต้องเป็นไปตามธรรมดาของสังขารร่างกาย
ผู้ที่นำพระพุทธพจน์มาบริกรรมภาวนาในรูปแบบการเจริญพระพุทธมนต์ หากมุ่งหวังให้พระพุทธมนต์เป็นพระปริตรที่มีพลานุภาพในการต้านทาน จำเป็นต้องมีความเชื่อความเลื่อมใสประกอบด้วยเมตตา จิตปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ไม่เห็นแก่ลาภ มีจิตเป็นสมาธิไม่ฟุ้งซ่าน เจริญพระพุทธมนต์แล้วกระทำสัจกิริยา คือ ตั้งสัจอธิษฐานตามความเป็นจริง หากยังไม่สิ้นอายุขัย ไม่มีกรรมหนักขัดขวาง พระพุทธมนต์ย่อมจะเกิดพลานุภาพในการต้านทานตามความมุ่งหวังทุกประการ ฯ

เหตุที่ต้องสวดมนต์เป็นภาษาบาลี
การเจริญสมาธิภาวนา คือ การที่จิตผูกหรือเพ่งอยู่กับคำใดคำหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น พุทโธ พุทโธ, พองหนอ-ยุบหนอ, สัมมา-อะระหัง เป็นต้น ให้จิตเกาะเกี่ยวไหลไปตามกระแสของคำนั้นๆ เพื่อเป็นสื่อให้จิตเข้าถึงความสงบ มีค่าเท่ากับจิตผูกเพ่งอยู่กับการสวดมนต์ที่จิตเกาะเกี่ยวไปกับทุกอักขระของบทสวดมนต์

จิตที่ไหลไปเป็นกระแสตามทุกอักขระเช่นนี้ ไม่เปิดโอกาสให้นิวรณ์ คือ สิ่งที่ขวางกั้นจิตไม่ให้ทำความดี เช่น ความรักโลภ โกรธหลง กามราคะ อาฆาตพยาบาท หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญ เบื่อหน่ายแทรกเข้ามาครอบงำจิตได้ ทำให้จิตมีความผ่องใส เป็นจิตมีพลังในการต้านทานกิเลสที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือสติปัญญา มีความฉับไวต่อการรับรู้อารมณ์ และคมต่อการแยกแยะความถูกผิด

๏ การสวดมนต์ คือ การเจริญสมาธิภาวนา
การสวดมนต์ เป็นรูปแบบของการเจริญสมาธิภาวนาอย่างหนึ่ง แต่แทนที่จะใช้วิธีนั่งบริกรรม ให้จิตเกาะเกี่ยวอยู่กับคำใดคำหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น พุทโธ พุทโธ เป็นต้น เพื่อเป็นสื่อให้เข้าถึงความสงบ ก็ใช้วิธีให้จิตเกาะเกี่ยวไปกับอักขระเป็นกระแสเช่นนี้ ไม่ปล่อยให้ความ รักโลภ โกรธ หลง กามราคะ อาฆาตพยาบาทได้โอกาสแทรกเข้ามาครอบงำจิต ทำให้จิตมีความผ่องใสเป็นจิตมีพลังในการต้านทานกิเลสที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือสติปัญญา

จิตเช่นนี้เป็นจิตสงบ คือ สงบจากกาม ราคะ อาฆาตพยาบาท หงุดหงิดฟุ้งซ่าน รำคาญ เบื่อหน่ายจึงชื่อว่า “จิตเป็นสมาธิ” การสวดมนต์เป็นภาษาบาลีจึงเป็นวิธีการทำสมาธิอย่างหนึ่ง

๏ การสวดมนต์คือการทรงจำพระพุทธพจน์
การสวดมนต์ คือ การท่องบ่นสาธยายพระพุทธพจน์ ซึ่งถูกบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี เพื่อการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ยืนยาวสืบต่อไป

การสวดมนต์ในอีกด้านหนึ่งก็คือการเจริญสมาธิภาวนา ที่ได้นำเอาพระพุทธพจน์มาเป็นบทบริกรรมภาวนา ให้จิตเกาะเกี่ยวไปกับทุกขณะของอักขระที่กำลังสวดสาธยาย ไม่ปล่อยให้นิวรณ์แทรกเข้ามาทำให้จิตเศร้าหมองได้นั่นเอง

พระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาล นอกจากจะมีหน้าที่ในการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อนำตนออกจากทุกข์แล้ว ยังมีภาระหน้าที่ในการทรงจำพระพุทธพจน์ เพื่อสืบต่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ควบคู่กันไปอีกด้วย พระสาวกสมัยพุทธกาลจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่จะต้องท่องบ่น สาธยายพระพุทธพจน์ เพื่อรักษาคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งความเพียรเพื่อนำตนออกจากทุกข์ในสังสารวัฏ จึงหาวิธีที่จะทรงจำพระพุทธพจน์ให้เป็นกิจกรรมในการดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับการเจริญสมาธิภาวนา


การสวดมนต์ ที่ต้องสวดเป็นภาษาบาลีเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพระพุทธพจน์ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งกระทำควบคู่ไปกับการเจริญสมาธิภาวนา เป็นกิจกรรมในการดำเนินชีวิตของพระสงฆ์สาวกในสมัยพุทธกาล ที่ถ่ายทอด สืบต่อมาสู่พระสงฆ์สาวกในยุคปัจจุบัน

(๗) “รหัสธรรมแห่งปัญญา : พระมโหสถบัณฑิต” จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร จุดประทีปถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ









