“ผมเป็นห่วงประเทศชาติมาก”
บันทึกความทรงจำ : สนทนาธรรมกับอาจารย์สมพร เทพสิทธา (๑)
สืบสานปณิธาน “ ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ”
รำลึก ๑๐๐ ปี ชาตกาล อาจารย์สมพร เทพสิทธา
(๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ – ๒๕๖๘)

ในช่วงที่อาจารย์สมพร เทพสิทธา อายุ ๙๓ ย่างเข้าสู่ ๙๔ ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๒
เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่าน ในช่วงวันเวลาที่ท่านพอมีเวลาว่างแล้ว ซึ่งเป็นจุดกำเนิดเพจอาจารย์สมพร เทพสิทธา ในเฟซบุ๊ก โดยคุณนพพร เทพสิทธา ซึ่งเป็นบุตรชายเมตตาให้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

๑. เชิดชูคุณงามความดีของป๋า และตอบแทนกตัญญูกตเวทิตา
๒. เผยแพร่ผลงานของป๋าให้ผู้คนได้รับรู้ ได้นำไปปฏิบัติ
๓. เป็นตัวอย่างปูชนียบุคคลที่ประเทศไทยเราควรจะรับรู้ว่าป๋าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา ให้กับประเทศชาติอย่างไร
ซึ่งสร้างไว้ในเฟซบุ๊ก เป็นการสรุปเนื้อหาเป็นตอน ๆ แล้วอ้างอิงจากหนังสือที่ป๋าเขียน เผยแพร่ในหลากหลายมุมมองซึ่งสะท้อนความคิด ปณิธานชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์จวบจนลมหายใจสุดท้ายแห่งชีวิต
ในวันนั้น อาจารย์สมพร เทพสิทธาให้มุมมอง แง่คิด มองจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างลุ่มลึกแม้ท่านคืนสู่ธรรมชาติไปแล้ว ๕ ปีกว่า ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ แต่ท่านก็มองอนาคตจากวันนั้นจนถึงวันนี้อย่างชัดเจน
อาจารย์สมพร เทพสิทธา เล่าว่า วันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ ก็จะอายุ ๙๔ ปีแล้ว จะบอกให้ทราบว่า แม้อายุจะมาก ก็เป็นห่วงประเทศชาติมาก เพราะได้ผ่านการทำงานมามากมาย เห็นชาติบ้านเมืองมานาน เห็นว่า ประเทศชาติมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เป็นที่น่าวิตก แล้วคนรุ่นปัจจุบันก็มีความคิด ความเข้าใจที่เปลี่ยนไปเยอะจากเมื่อก่อนอย่างน่าเป็นห่วง อาจจะหลงผิดไปได้
หลายคนบอกว่า เดี๋ยวนี้สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว โลกเปลี่ยนแล้ว พฤติกรรมของคนก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้น ประเทศไทยเราก็น่าจะเปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การเปลี่ยนแปลง มีทั้งที่ไปในทางที่ดีขึ้น เจริญขึ้น ในทางตรงกันข้ามก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อม ทำให้บ้านเมืองเสียหาย เพราะฉะนั้น คนไทยยุคใหม่จะต้องเข้าใจว่าเราจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่เราควรจะคงอะไรไว้ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และควรทำให้เข้มแข็งขึ้น ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง
และนี่คือปัญหาของคนสองรุ่น ที่คนรุ่นใหม่อยากจะเปลี่ยนแปลง แต่คนรุ่นเก่าอยากจะคงไว้ ซึ่งผมเห็นว่า ไม่เห็นว่าจะต้องทะเลาะอะไรกัน ถ้าเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นใหญ่ ไม่น่าจะต้องทะเลาะกัน
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้รับสั่งไว้ให้กับสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกี่ยวกับเรื่อง “ชาติ” โดยเฉพาะ แล้วผมก็อัญเชิญไปอ่านในการประชุมสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติฯ ทั่วประเทศ ทุกสองปี สามปี ทุกครั้งผมจะขอพระบรมราโชวาทจากพระองค์ท่านไปอ่าน ยังจำได้ว่า มีพระบรมราโชวาทองค์หนึ่ง ซึ่งผมจำไว้มาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้ว พระองค์ทรงรับสั่งตอนหนึ่งว่า

“ขณะนี้บ้านเมืองเรามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตกมาก การเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตก ก็คือความคิด ความประพฤติ และจิตใจของคน ได้เปลี่ยนแปลงไปทางที่เสื่อม ซึ่งเป็นอาการที่น่าวิตก…”
พระองค์ท่านก็ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างว่า การเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตกก็คือความคิดของคนเปลี่ยน เมื่อก่อนสังคมยกย่องคนดีมีศีลธรรม

สมัยผมเป็นเด็กๆ จะยกย่องคนดี มีคุณธรรม แต่ในปัจจุบันนี้ สังคมทั่วไปไม่ได้ยกย่องคนดี คนมีคุณธรรม ไม่ได้ยกย่องคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเหมือนเมื่อก่อน
สังคมเดี๋ยวนี้ยกย่องคนสามประเภท ๑. คนที่มีเงิน ๒. คนมีอำนาจ และ ๓.ยกย่องคนที่มีชื่อเสียง โดยไม่ได้พิจารณาเลยว่า คนเหล่านี้เป็นคนดีหรือไม่ดี ถ้ามีเงิน มีอำนาจ มีชื่อเสียง ต่อให้เป็นคนเลว ประพฤติตนไม่เหมาะสม ก็เคารพยกย่องนับถือ…
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

๑๐๔๕. เพจสมพร เทพสิทธา
ด้วยความรัก ความศรัทธา และความระลึกถึง ตอนที่ ๙๒๓.
(วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๖)









