
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๔๒ รูปเสียงถูกปรุงแต่งไปตามชอบชัง และบทที่ ๔๓ รู้ลมหายใจ ควรจะรู้อะไรก่อน ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๔๒ รูปเสียง ถูกปรุงแต่งไปตามชอบชัง
ถ้ารูปเข้ามาทางตา เสียงเข้ามาทางหู รักชอบ ใจก็คิดปรุงแต่งต่อไปอย่างหนึ่ง เกลียดชัง ใจก็คิดปรุงแต่งไปอีกอย่างหนึ่ง
รูปที่เข้ามาทางตา ครั้นรักชอบ ใจก็คิดปรุงแต่งวาดฝันจินตนาการ คาดคะเนไปต่างๆ อยากเห็นซ้ำๆ อยากยึดครอง อยากเป็นเจ้าของ เมื่อรูปผ่านไปก็เหนี่ยวรั้งไว้ในใจ ดึงกลับมาดูวนกลับไปกลับมาซ้ำๆ เสียงที่เข้ามาทางหู ครั้นรักชอบ ใจก็คิดปรุงแต่งอยากได้ยินซ้ำๆ อยากยึดครอง อยากเป็นเจ้าของ เมื่อรูปและเสียงนั้นดับไป หายไปก็โหยหา

ได้ยินเสียงที่เกลียดชัง ไม่ชอบก็คิดปรุงแต่งจินตนาการไป อยากให้เสียงนั้นหมดไป สิ้นไป อยากผลักไสออกไป กลายเป็นความโกรธเกลียด อาฆาต ขัดเขืองใจ ยิ่งอยากผลักไส ก็ยิ่งวนกลับมาใหม่ซ้ำๆ และก่อความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

บทที่ ๔๓ รู้ลมหายใจ ควรจะรู้อะไรก่อน
เมื่อจะลงมือปฏิบัติสมาธิ ให้เริ่มด้วยการตั้งใจว่า ณ ขณะเวลานี้จะให้ความสนใจอยู่กับลมหายใจ หรือหมายใจไว้ว่าจะเอาลมหายใจเป็นศูนย์กลางของสติ จะเอาลมหายใจเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ความรู้สึกนึกคิด เหมือนแมงมุม เมื่อจะชักใยก็ต้องกำหนดหาจุดที่จะให้เป็นศูนย์กลางของใยก่อน เมื่อได้ตำแหน่งศูนย์กลางแล้วก็เริ่มชักใย
การทำสมาธิก็เช่นเดียวกัน ให้กำหนดเอาลมหายใจเป็นศูนย์กลางความคิดทั้งหมด เมื่อหมายไว้ในใจแล้วว่าจะใช้ลมหายใจเป็นศูนย์กลางของความคิดก็เริ่มตามรู้ความคิดกับลมหายใจ ดังนี้

รู้ว่า “คนเรามีลมหายใจ”
เริ่มแรก ทำตัวให้ว่างๆ เปล่าๆ เบาสบาย แล้วลองย้ายความคิดไปให้ความสนใจกับลมหายใจดูก่อน จะเป็นที่ปลายจมูกหรือที่ท้องก็ได้ ดูแบบรวมๆ ดูเหมือนคนกำลังแอบดูลมหายใจ ไม่ใช่ดูแบบเพ่งเล็งจับจด เมื่อเราหันไปให้ความสนใจกับลมหายใจก็จะเห็นลมหายใจของตนเอง เด่นชัดขึ้นมาในความรู้สึก

ปกติคนเราก็หายใจอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้สนใจที่จะดูจึงไม่เห็น พอหันไปให้ความสนใจ ลมหายใจก็เด่นจะชัดขึ้นมาในความรู้สึก
จากนั้นก็เพ่งความสนใจไปดูที่อาการของลมหายใจว่า ลมหายใจมีอาการอย่างไร ก็จะรู้ว่าลมหายใจมีอาการเคลื่อนเข้า-เคลื่อนออก ผ่านทางช่องโพรงจมูก บางจังหวะลมหายใจก็ยาว บางจังหวะลมหายใจก็สั้น ให้รู้ลมหายใจลงไปตรงๆ ตามอาการว่า ลมหายใจมีสั้น ลมหายใจมียาว แต่ไม่ต้องไปบังคับลมหายใจให้สั้น ให้ยาว รู้แค่อาการของลมหายใจเหมือนกำลังแอบนั่งดูเท่านั้น เพราะลมหายใจก็สั้นยาวตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง อย่าบังคับ อย่าเพ่งจับจ้องแบบวัดลมหายใจว่าเป็นขาออก ขาเข้า สั้นหรือยาว จะสั้นก็รู้ จะยาวก็รู้ ให้รู้อยู่อย่างนั้น

ให้รู้เฉยๆ แค่ว่า มีลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่รู้แบบคอยจับจ้องจะวัดว่าสั้นหรือยาว มันจะทำให้อึดอัด เกร็ง แข็งขืน ไม่อ่อนนุ่มควรแก่การงานของสมาธิ ให้คอยปรับปรุงจิตเหมือนคนปลูกต้นไม้คอยปรับปรุงหน้าดินเพื่อให้ต้นไม้งอกงาม การปรับจิตให้อ่อนนุ่ม ไม่แข็งกระด้างก็เพื่อให้จิตเป็นพื้นที่เหมาะสมให้สมาธิได้เจริญงอกงามอยู่ภายใจจิตเหมือนพรวนดินปลูกต้นไม้

ขั้นตอนต่อไป หายใจเข้า-ออกก็รู้กายรู้จิตว่า ขณะที่หายใจนั้น มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรผุดขึ้นมาไหม จิตคิดอะไรบ้างไหม ความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างไร หงุดหงิดไหม ชอบใจไม่ชอบใจ อึดอัดขัดเคืองไหม พอใจไม่พอใจ ดิ้นรน ทุรนทุราย กระสับกระส่ายไหม ลองขยายความรู้สึกแผ่ออกไปดูกายในอิริยาบถนั่งว่า นั่งอยู่อย่างไร มือเท้าอยู่อย่างไร กระดูกสันหลังเป็นแกนให้ก้นกบตั้งมั่นไหม ดูกายว่านั่งอย่างไร ดูจิตว่ารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร เรียกว่า “ดูกายและดูจิต” หรือ “ดูรูปและดูนาม” นั่นเอง

ขั้นตอนต่อไป ขยายสติแผ่การรับรู้ไปทั่วร่างกาย เมื่อหายใจเข้า-ออก ขยายสติแผ่ไปให้รู้ทั่วร่างกาย เมื่อหายใจเข้า สติแผ่ไปเห็นอาการที่ท้องขยายพองออก เมื่อหายใจออก สติแผ่ไปเห็นอาการที่ท้องยุบลง หายใจเข้า เห็นอาการกระเพื่อมไหวไปทั่วร่างกาย หายใจออกเห็นอาการกระเพื่อมไหวไปทั่วร่างกาย

ขั้นตอนต่อไป เปลี่ยนความสนใจกลับมารับรู้ลมหายใจ โดยเพ่งความสนใจไปไว้ที่โพรงจมูก และริมฝีปาก แคบเข้ามา เพ่งความสนใจไว้ที่ลมหายใจเข้า-ออก จากที่ขยายความรู้สึกให้รับรู้ไปทั่วร่างกายก็ให้กลับมาจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ไม่ปล่อยล่องลอยไปตามความคิดเรื่อยเปื่อย ให้เพ่งความสนใจไว้ที่ลมหายใจเพียงจุดเดียว ดักดูลมหายใจที่ปลายจมูกซึ่งเป็นทางเข้าทางออก เป็นการดักดูลมหายใจตรงทางเข้าทางออก

ถ้าจิตหลุดจากลมหายใจลอยไปคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ดึงจิตกลับมา บอกจิตว่า “หยุดๆ พอแล้วๆ อย่าๆ อย่าคิดๆ พอแล้ว” พอจิตมันสงสัยว่าจะเป็นอย่างนั้นไหม จะเป็นอย่างนี้ไหม ก็บอกว่าอย่าๆ พอๆ
ที่บอกว่าดึงจิตกลับมาก็ไม่ใช่การดึงอะไร เป็นคำเปรียบเปรยให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่จริงก็เป็นการเปลี่ยนความคิดของเรา เปลี่ยนที่กายที่ใจของเรา บอกตัวเองว่า “หยุดๆ พอแล้วๆ อย่าคิด พอแล้ว”
ให้เปลี่ยนจิตมามีสติอยู่กับลมหายใจ ให้ลมหายใจเป็นศูนย์กลางการรับรู้ของสติ เข้าก็รู้ ออกก็รู้ เหมือนยามเฝ้าประตู ใครจะเข้าจะออกก็รู้ว่ามีคนเข้าคนออก

การดักดูลมหายใจที่ทางเข้าทางออกตรงปลายจมูกก็เท่ากับรู้ลมหายใจทั้งหมด เป็นการรู้กองลมทั้งปวง ถึงแม้ในเวลาพูดเวลาสอนจะบอกว่าลมหายใจมีต้นลม กลางลม ปลายลม ต้นลมอยู่ที่ปลายจมูก กลางลมอยู่ที่หน้าอก และปลายลมอยู่ที่หน้าท้อง แต่เวลาปฏิบัติจริง ถ้าจะให้จิตไปตามรู้ต้นลม กลางลม ปลายลม จิตก็จะไม่มีอารมณ์เดียว จิตจะคอยเป็นกังวลว่า ลมหายใจถึงไหนแล้ว จิตก็พลอยวิ่งวุ่นหาตรงไหนเป็นต้นลม กลางลม ตรงไหนเป็นปลายลม จิตจะฟุ้ง สับสน ไม่มีอารมณ์เดียว
ดังนั้น เมื่อจิตจดจ่อความสนใจไว้ที่ทางออกทางเข้าตรงปลายจมูกก็เท่ากับรู้กองลมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นต้นลม กลางลม หรือปลายลม ไม่ว่าจะเข้า หรือจะออกก็รู้อยู่อย่างนั้น จึงเป็นการรู้กองลมทั้งปวง รู้ทั้งต้นลม กลาง และปลายลม
จากนั้นก็เพ่งความสนใจเข้าไปที่กลางลมหายใจ ดูว่าขณะลมหายใจหยาบเป็นอย่างไร เห็นลมหายใจเวลาออกมา รู้สึกเหมือนมีลมหายใจกระทบถึงมือและหน้าตัก แล้วค่อยๆ ละเอียดลง จดจ่อความสนใจดูลมหายใจที่หยาบแล้วค่อยๆ กลายเป็นลมหายใจที่ละเอียด แล้วก็เพ่งความสนใจเข้าไปดูลมหายใจที่ละเอียด ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นไปตามธรรมชาติของลมหายใจที่เกิดขึ้นจากจิตละเอียด เมื่อจิตสงบ ลมหายใจก็จะละเอียด จนเหมือนลมหายใจหายไป จากนั้นก็เพ่งความสนใจเข้าไปดูอาการที่ลมหายใจหายไป

การปฏิบัติสมาธิตามขั้นตอนดังกล่าว จะเกิดผลของปฏิบัติต้องอาศัยหลักสำคัญ ๔ ประการ
๑.ต้องมีความตั้งใจจริง ใช้ความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน ความเพียรชนิดนี้ เรียกว่า “อาตาปิ” เพราะแผดเผาเอาความเหลาะแหละ ความย่อหย่อน ความกลับกลอก ความท้อถอย ความไม่เอาจริง ให้มอดไหม้ไปหมดสิ้น มีแต่ความบันเทิงใจ ลิงโลดใจ มุ่งมั่น ตั้งใจจริงอาจหาญในการปฏิบัติ
๒.ต้องมีสติ คือ ระลึกรู้อยู่กับลมหายใจอยู่ตลอด คอยประคับประคองสติไม่ให้หลุดออกจากลมหายใจ เลื่อนลอยไปในทิศทางต่างๆ แม้จะมีรูป มีเสียง มีกลิ่น อากาศร้อน อากาศหนาว มาชักนำให้เผลอสติจากการกำหนดลมหายใจก็ประคองไว้ ไม่ให้หลงไปกับอารมณ์นั้นๆ เมื่อเผลอสติหลุดลอยไปก็พลิกขณะจิตเปลี่ยนความคิดกลับมาไว้ที่ลมหายใจ ให้มีสติอย่างนี้อยู่เรื่อยไป
๓.ต้องมีสัมปชัญญะ คือ รู้ตัวทั่วพร้อม ตื่นตัวในการปฏิบัติอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้เผลอหลับไปหรือไม่ปล่อยให้เผลอดับไป ถ้ากำหนดไปแล้วเกิดหลับหรือดับวูบไปก็ขาดสัมปชัญญะ ไม่มีความรู้ตัวทั่วพร้อม แม้จะมีการบัญญัติคำขึ้นมาใช้กับภาวะที่จิตดับวูบหายไปว่า “จิตตกภวังค์” ก็ตาม ก็คือขาดสัมปชัญญะ ขาดความรู้ตัวนั้นเอง ต้องประคองให้จิตตั้งมั่นรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
๔.กำจัดความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ คือ เมื่อกำหนดอารมณ์กรรมฐานให้สติอยู่กับลมหายใจแล้วจิตจดจ่อแนบแน่นอยู่กับลมหายใจ เมื่อสภาวธรรมที่น่ายินดีเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากจิตสงบก็เฝ้าดูเฝ้ารู้เฉย คือให้ดูให้รู้อาการนั้น แต่เฉยๆ ไม่ยินดีสภาวธรรมนั้น สภาวะใดเกิดขึ้น สภาวะนั้นก็ดับไป เมื่อสภาวธรรมที่น่ายินร้ายเกิดขึ้นก็ไม่ตกใจกลัว ให้ดูให้รู้เฉย รู้เฉยๆ ไม่หม่นหมองใจไปกับสภาวะนั้น คอยประคองจิตไว้กับลมหายใจ ให้พิจารณาว่าสภาวะเหล่านั้นไม่ใช่ของจริง เพียงจิตปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาวะที่น่ายินดี หรือสภาวะที่น่ายินร้ายก็เป็นแต่เพียงจิตปรุงแต่งขึ้น มีเกิดมีดับอยู่ตลอด
เมื่อกำจัดความยินดี คือ อภิชฌา และความยินร้าย คือ โทมนัสเสียได้ จิตก็เบาพร้อม สว่างไสวอยู่ มีความเป็นกลางเข้าถึงความสงบ










