
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕ ลมหายใจ คือ กายสังขาร เขียนโดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๕ ลมหายใจ คือ กายสังขาร
ในการลงมือปฏิบัติสมาธิ ที่บอกว่า “เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า หายใจออก” นั้น อะไรคือกายสังขาร?
ลมหายใจ คือ กายสังขาร
เพราะลมหายใจเกี่ยวเนื่องอยู่กับกายปรุงแต่ง
เกิด-ดับไปตามลมหายใจเข้า-ออก
สำเหนียกว่า “เราจักระงับกายสังขาร” คือ เอาใจใส่ ให้ความสนใจ พยายามสังเกตอาการของลมหายใจ คอยประคับประคองลมหายใจที่กำลังละเอียดลงตามลำดับ เป็นเหตุให้กายสงบระงับ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากายสังขารเริ่มระงับ?
รับรู้ได้จากการที่สัมปชัญญะลุกโพรงขึ้นมา เกิดการรู้ตัวทั่วพร้อมความเป็นไปของกาย ขณะนั้นจะเริ่มรับรู้ได้ถึงการโยกคลอน โครงเครง โอนเอน ส่าย สั่นไหว หมุนคว้างไปมา
พยายามประคองสติให้รู้กาย เตือนสติว่า “หยุดๆ” เพื่อให้กายหยุดโยก คลอน โครงเครง โอนเอน สั่นไหว หมุนคว้าง
เมื่อลมหายใจหยาบดับไป ยังเหลือลมหายใจละเอียด ขณะนั้น อาการต่างๆ ทางกายยังปรากฏอยู่ ประคองให้อาการนั้นๆ ค่อยๆ ระงับไป กำหนดเพ่งจับจ้องเข้าไปตรงกลางลมหายใจ ลมหายใจจะละเอียดลงไปอีก ก็จะพบสภาวะจิตปรากฏเด่นดวงขึ้นจากภายในโดยอาการต่างๆ
จะเรียกอาการนั้นว่า “สภาวธรรม” “นิมิต” หรือ “วิปัสสนูปกิเลส” ก็ตามที ทั้งหมดเป็นอาการที่เกิดมาจากผลของจิตสงบ
การกำหนดรู้ลมหายใจ ให้เพ่งการรับรู้จับจ้องไว้ที่ปลายจมูก ให้รู้ลมหายใจที่เข้าออก เหมือนยามเฝ้าประตู มีหน้าที่คอยตรวจตราคนผ่านเข้าและออก ไม่จำเป็นต้องเดินตามเข้าไปดูหรือเดิมตามออกไปดู คนมาถึงประตูก็รู้ แล้วเข้าไป คนมาถึงประตูก็รู้ แล้วออกไป
ที่จริง จะว่าใส่ใจก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใส่ใจก็ไม่ใช่ ยามเฝ้าประตูจะรู้ตลอดว่า มีคนเข้าออกประตู ด้วยความเอาใจใส่เฝ้าระมัดระวัง เมื่อใครมีท่าทีดูน่าสงสัยก็ตรวจดูอย่างละเอียด
การดูลมหายใจก็เหมือนกัน คอยจับเฉพาะเวลาที่ลมหายใจกระทบปลายจมูกแล้วเข้าไป กระทบปลายจมูกแล้วออกมา คอยตั้งสติไว้ที่ปลายจมูก จะว่าใส่ใจลมหายใจก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใส่ใจก็ไม่ใช่ แต่ก็รู้อยู่ตลอดว่า มีลมหายใจเข้า-ออก คือ ไม่เพ่งจับจ้องจนดูเกร็งๆ เคร่งเครียด แข็งขืน แต่เพ่งความสนใจไว้แบบเฝ้าดูด้วยความเฝ้าระวัง กลัวจิตจะหลุดออกจากลมหายใจ
ให้ประคองจิตไว้ด้วยความระมัดระวัง เหมือนแม่อุ้มลูกอ่อนไว้ในวงอ้อมแขน ด้วยความระมัดระวัง กลัวลูกจะหล่นจากมือ ไม่อุ้มแน่นไปจนเกร็ง ไม่หลวมไป จนตั้งอยู่ในความประมาท ประคองไว้แต่พอดีๆ
ประคองจิตไว้ด้วยความระมัดระวัง เหมือนคนเดินไปบนถนนลื่น ด้วยความระมัดระวัง กลัวจะลื่นล้มลง และเหมือนมีเพชรล้ำค่าอยู่ในมือ กลัวหล่นลงพื้น
เมื่อมีความเพียรพยายาม ระมัดระวังลมหายใจ ประคับประคองอยู่เช่นนี้ กายก็จะเป็นกายเบา จิตก็จะเป็นจิตเบา เมื่อกายและจิตมีสภาพเบาก็จะรู้สึกเหมือนกายลอยอยู่กลางอากาศ จิตเกิดความสว่างไสว เบิกบานอยู่ภายใน
เมื่อจิตเกิดความสว่างไสวอยู่ภายในแล้ว ลมหายใจก็จะเกิดปรากฏอาการต่างๆ เหมือนปุยนุ่น เหมือนปุยฝ้าย เหมือนปุยเมฆ เหมือนกลุ่มก้อนหมอกควัน เหมือนสายลมบางเบาโชยพัดทำให้เกิดความรู้สึกสุขสงบ
อาการเหล่านี้จะปรากฏแตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง แต่ละครั้งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีสัญญาที่แตกต่างกันไป การปรากฏของลมหายใจ จึงปรากฏแตกต่างกันไป ตามสัญญาของคนนั้นๆ
เมื่ออาการแห่งลมหายใจ
ปรากฏโดยประการต่างๆ ดังกล่าวมานี้
โดยลักษณะก็คือ นิมิตแห่งลมหายใจนั่นเอง
แต่เมื่อถามครูบาอาจารย์ว่า เป็นนิมิตหรือไม่ ท่านก็จะไม่บอกว่า อาการนั้นเป็นนิมิตหรือไม่ เพราะถ้าบอกว่าไม่ใช่นิมิตก็อาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติท้อใจ เหนื่อยอ่อนใจ เสียกำลังใจ คิดว่าปฏิบัติไปก็ไม่เห็นมีอะไร จะเกิดความท้อถอยไม่ภาวนา
ถ้าตอบว่าเป็นนิมิต ผู้ปฏิบัติก็อาจจะหยุดพักเสีย ไม่ภาวนาต่อเนื่อง เพราะคิดว่าได้นิมิตแล้ว ไม่รู้จะภาวนาต่อไปทำไม
ที่ครูบาอาจารย์ไม่ชี้ว่าอาการที่ปรากฏนั้นเป็นอะไร ก็เพื่อให้ความรู้ในการปฏิบัติเติบโตขึ้นด้วยตัวเราเอง ให้ประสบการณ์ในการปฏิบัติสอนเราด้วยตัวเราเอง จนสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นความรู้ของเรา ไม่ใช่ความรู้ที่จดจำมาจากการบอกของครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ท่านจึงบอกเพียงว่า ปรากฏเป็นอะไรก็ให้รู้อาการนั้น และดูอาการนั้นต่อไป แม้จะเปลี่ยนเป็นสิ่งใดก็ให้ดูสิ่งนั้น ให้รู้สิ่งนั้น รู้ลงไปตรงๆ ตามอาการ ให้ดูการเกิด (การปรากฏ) ของสิ่งนั้น แล้วดูเข้ามาที่จิตว่ารู้สึกอย่างไร ดีใจไหม และดูการดับ (การหายไป) ของอาการนั้น แล้วดูเข้ามาที่จิตว่ารู้สึกอย่างไร เสียใจไหม
คือ ให้ดูการเกิด การดับของสิ่งนั้น ซึ่งปรากฏอยู่เฉพาะหน้า จนหาระหว่างไม่ได้ เป็นเพียงผู้เฝ้าดู เฝ้ารู้ เฝ้าสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่ยึดถือว่าเป็นเจ้าของ ด้วยมีตัณหาและทิฐิเข้าไปอิงอาศัย อย่าเอาความอยากปรุงแต่งผสมโรงเข้าไป
การที่เรามีลมหายใจก็เพียงเพื่อให้ลมหายใจเป็นเครื่องมือให้เจริญญาณ เจริญสติเท่านั้น
ไม่ว่าอะไรปรากฏก็ประคองจิตไว้ อย่าดีใจจนเกิดเหตุ อย่าลิงโลดใจจนเกินไป จะเป็นเหตุให้อาการนั้นเลือนหายไป ค่อยๆ ประคับประคองจิตไว้ด้วยความระมัดระวัง เหมือนมารดาท้องแก่ประคับประคองกายเพื่อรักษาลูกในครรภ์
นับตั้งแต่นิมิตแห่งลมหายใจปรากฏ
ก็เป็นสิ่งแสดงว่า นิวรณ์ทั้งหลาย
ซึ่งเป็นเมฆหมอกปกคลุมจิตให้มืดมัวอยู่
ได้ถูกข่มให้สงบระงับไปแล้ว
เบาบางไปแล้ว จางคลายไปแล้ว ชั่วขณะหนึ่ง
ณ เวลานั้น ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะปรากฏเด่นดวงขึ้นมา
ให้เพ่งจับจ้องนิมิตแห่งลมหายใจเอาไว้อย่างมั่นคง













