
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๔๔ รู้จักจิตจากการสอนจิต และบทที่ ๔๕ รู้จักจิตจากอิริยาบถ ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๔๔ รู้จักจิตจากการสอนจิต
ในตอนแรก พอนั่งลงขาขวาทับขาซ้ายมือขวาทับมือซ้ายเท่านั้น ยังไม่ทันได้กำหนดลมหายใจเลยด้วยซ้ำ ในใจก็จะคิดไปแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะเห็นอะไร มันจะเป็นอย่างนั้นไหม มันจะเป็นอย่างนี้ไหม ก็บอกจิตสอนใจว่า “อย่าๆ พอๆ ไม่คิดๆ หยุดๆ จะเกิดอะไรก็เกิด จะเห็นอะไรก็เห็น ช่างมัน เราจะเป็นเพียงผู้รู้เท่านั้น”

เมื่อเริ่มกำหนดลมหายใจ จิตมักจะหลุดลอยออกจากลมหายใจไปตามเสียงที่ได้ยิน ไปตามความรู้สึกนึกคิดที่หวนคำนึงถึง ไปตามรูปที่เคยเกิดขึ้นในอดีต รูปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งรูปหยาบรูปละเอียด

เมื่อรู้สึกตัวว่าเผลอสติไปก็เปลี่ยนความคิดกลับมามีสติอยู่กับลมหายใจ ให้สติมาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ บอกสอนจิตว่า “อย่าๆ พอๆ ไม่เอาๆ ไม่คิดๆ พอแล้วๆ หยุดๆ แล้วก็สอบถามจิตดูว่า จะคิดทำไม” พอสอบถามจิตเท่านั้น จิตก็จะไม่คิดเรื่องนั้นอีก ความคิดจะหยุดลงทันที เป็นการใช้การสอบถามจิต
ตัดกระแสความคิดให้ขาดออกเป็นท่อน
ไม่ให้จิตคิดเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นก็กลับมาดูลมหายใจ พอดูลมหายใจต่อไปได้สักครู่ จิตก็จะคิดเรื่องใหม่ขึ้นมาอีกก็สอบถามจิตดูอีกว่า “คิดเรื่องนี้ทำไม” เหมือนเป็นการจับจิตมาสอบสวนทวนความ

พอทำอย่างนี้อยู่บ่อยๆ เข้า จิตจะแนบแน่นอยู่กับลมหายใจ มีฉันทะพอใจที่จะเพ่งจ้องจับอยู่กับลมหายใจ เกิดมีจิตเอิบอิ่ม ซาบซ่านใจ มีความปราโมทย์ มีจิตเบิกบานสว่างไสวอยู่ภายใน ผู้รู้ก็จะเกิดขึ้น
ผู้รู้ก็คือจิต สติก็คือผู้คอยตามรู้จักจิตอีกที พอจิตเผลอไปคิด ผู้รู้คือสติก็จะคอยเตือนจิตว่าอย่าๆ พอๆ

บทที่ ๔๕ รู้จักจิตจากอิริยาบถ
อีกอย่างหนึ่ง เราจะรู้จักจิตจากอิริยาบถด้วยการตามรู้การเคลื่อนไหวของกาย เป็นการฝึกสัมปชัญญะคือความรู้ตัวจากอิริยาบถ
เมื่อยืนก็รู้ว่า “ยืน” เมื่อเดินก็รู้ว่า “เดิน” เมื่อนั่งก็รู้ว่า “นั่ง” เมื่อนอนก็รู้ว่า “นอน” ขยายความรู้สึกตัวออกไปสำรวจดูร่างกายแบบคนกำลังแอบชำเลืองดูอิริยาบถในท่าทางต่างๆ

ให้รู้ว่าก่อนที่คนเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน หรือจะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นจะต้องมีเจตนาก่อน ต้องมีความตั้งใจอยากจะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเดินก็ตั้งใจอยากเดินจึงออกเดิน จะนั่งก็ตั้งใจอยากนั่งก่อนจึงนั่ง ด้วยความที่ความอยากเกิดขึ้นเร็วมาก เราจึงไม่เห็นความอยาก และขณะเดินก็มักจะขาดความรู้ตัวทั่วพร้อม เพราะจิตไม่ได้อยู่กับการเดิน แต่จิตเผลอไปคิดเรื่องอื่นล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ในการฝึกหัดจิต ท่านจึงให้รู้สึกตัวในอิริยาบถใหญ่ๆ นี้ไว้ก่อน พอชำนาญในการรู้สึกตัวในอิริยาบถใหญ่ก็จะเห็นอิริยาบถย่อย ซึ่งละเอียดลงไปอีก แม้เช่นนั้นสัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็ยังไม่ชัด ถ้าจะให้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมชัด ก็ต้องดูอิริยาบถย่อยลงไปอีก ให้ดูการแล การเหลียว การเหยียดแขนออก คู้แขนเข้า การนุ่งห่ม กินดื่ม ขับถ่ายก็ให้ดู

นอกจากจะให้รู้จิตจากอิริยาบถใหญ่แล้วก็ให้รู้จิตจากอิริยาบถย่อยด้วย คือ รู้การแล การเหลียว การเหยียดแขนออก คู้แขนเข้า จะนุ่งจะห่ม จะกิน จะดื่ม ขับถ่ายก็ให้รู้ ให้รู้รายละเอียดความเคลื่อนไหวของกายลงไปอีก ดูบ่อยๆ เข้า อิริยาบถจะหายไป สัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะเด่นชัดขึ้นมา ก็จะเห็นเพียงอาการของกายเท่านั้นที่เคลื่อนไหวไปเป็นองคาพยพ

สุดท้ายจะไม่เห็นอิริยาบถโดยความเป็นอิริยาบถ แต่จะเห็นแค่เพียงอาการเคลื่อนไหวของกายเท่านั้น
เวลาที่จิตนิ่งก็ให้นิ่งอยู่กับลมหายใจเข้าออก เวลาที่จิตคิดก็ให้คิดอยู่ภายในกาย อยู่ภายในอิริยาบถ อยู่ภายในการเคลื่อนไหวของกาย ไม่ปล่อยให้จิตคิดฟุ้งซ่านหลุดลอยออกจากกายไปโดยไม่มีเป้าหมาย ท่านจึงให้พิจารณากาย ทั้งภายในทั้งภายนอก หรือ พิจารณาทั้งกายตนเองและกายผู้อื่น กายตนเองเป็นอย่างไร กายคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น ลมหายใจเราเป็นอย่างไร ลมหายใจผู้อื่นก็เป็นอย่างนั้น

เวลายืน รูปยืนของเราเป็นอย่างไร รูปยืนของคนอื่นก็เป็นอย่างเดียวกัน เวลาเราเดิน เรานั่ง เรานอน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอนของเราเป็นอย่างไร รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอนของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น เวลาหายใจ ลมหายใจของเราเป็นอย่างไร ลมหายใจของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
บางขณะให้เปรียบเทียบระหว่างกายภายใน (กายเรา) กับกายภายนอก (กายคนอื่น) กายภายในเกิดดับแตกสลายอยู่ตามธรรมชาติ แม้กายภายนอกก็กำลังเกิดดับแตกสลายไปตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน
เรียกว่า “พิจารณากายทั้งภายในทั้งภายนอก”












