
บทที่ ๓ รู้อย่างไรชื่อว่ารู้ลมหายใจ
ความชัดเจนของลมหายใจที่ปรากฏ ต้นลมอยู่ที่ปลายจมูก กลางลมอยู่ที่หน้าอก ปลายลมอยู่ที่สะดือ
ต้นลม เห็นลมหายใจเข้า-ออก กระทบปลายจมูกและริมฝีปากชัดเจน
กลางลม เห็นทรวงอกและกระบังลมขยายออก ชัดเจน
ปลายลม เห็นท้องยุบพอง ชัดเจน
ในเวลาลงมือปฏิบัติสมาธินั้น จะคอยเพ่งจับจ้องดักดูเฉพาะต้นลมที่ปลายจมูกก็ได้
จะดูเฉพาะปลายลมที่อาการพอง–อาการยุบของหน้าท้องก็ได้
หรือจะตามดูให้เห็นชัดตลอดกองลมหายใจทั้งปวง ตั้งแต่ลมเข้า กระทบโพงจมูก กระบังลมขยายออก แล้วขยายการรับรู้แผ่ออกไปจนถึงเห็นท้องขยายพองยุบ เป็นการเห็นภาพรวมของลมหายใจ ก็ได้
ท่านจึงเรียกว่า เห็นกองลมทั้งปวง
คำว่า เห็นในที่นี้ ไม่ใช่ดวงตาเห็น ไม่ใช่เห็นจากตาเนื้อ แต่เห็นจากตาใน คือ เห็นด้วยความรู้สึกจากข้างใน
เมื่อฝึกกำหนดลมหายใจไปจนเกิดชำนาญ ไม่ว่าจะเพ่งความสนใจไปจุดไหน จะเป็นต้นลม กลางลม หรือปลายลมก็ตาม อาการของลมหายใจตรงจุดที่เพ่งความสนใจไปจะเด่นชัดขึ้นมา

ต้นลม เห็นลมหายใจเข้า-ออก กระทบปลายจมูกและริมฝีปากชัดเจน
กลางลม เห็นทรวงอกและกระบังลมขยายออก ชัดเจน
ปลายลม เห็นท้องยุบพอง ชัดเจน
ก่อนกำหนดลมหายใจนั้น ในช่วงแรกลมหายใจจะหยาบ คือ หายใจแรง
เนื่องจากกายและจิตเป็นกายและจิตที่ยังหยาบ ยังมีความกระวนกระวาย ยังไม่สงบระงับ เป็นผลมาจากเพิ่งหยุดจากการเคลื่อนไหวกาย จิตจึงยังซัดส่ายฟุ้งซ่าน
ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากจิตรับอารมณ์ต่างๆ มาตลอดทั้งวัน จิตจึงขุ่นมัว มีทั้งอารมณ์ดีใจ อารมณ์เสียใจติดพ่วงมา จิตจะคอยหน่วงอารมณ์เหล่านั้นกลับมาคิดปรุงแต่งจินตนาการอยู่เรื่อยๆ

“วิธีกำหนดลมหายใจ
จะกำหนดโดยการตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า
ต้นลมอยู่ที่ปลายจมูก
กลางลมอยู่ที่หน้าอก
ปลายลมอยู่ที่สะดือ หรือหน้าท้อง”
พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”
เมื่อกายและจิตหยาบ ลมหายใจก็ชื่อว่ายังหยาบ เมื่อกายและจิตสงบระงับ ลมหายใจก็จะละเอียดตามไปด้วย จนเกิดความสงสัยว่า “ลมหายใจมีอยู่หรือไม่ หรือว่า ลมหายใจไม่มี” เหมือนการวัดชีพจรจะได้ผลก็ต่อเมื่อวัดขณะที่กายและจิตสงบแล้ว ต้องนั่งพักสักครู่จนหายเหนื่อยแล้วจึงค่อยวัด เครื่องวัดชีพจรก็จะวัดได้ผลตรงกับค่าของชีพจร
วิธีกำหนดลมหายใจจะกำหนดโดยการตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า ต้นลมอยู่ที่ปลายจมูก กลางลมอยู่ที่หน้าอก ปลายลมอยู่ที่สะดือ หรือหน้าท้อง
หายใจออก ต้นลมอยู่ที่สะดือหรือหน้าท้อง กลางลมอยู่ที่หน้าอก ปลายลมอยู่ที่จมูก
ในการลงมือปฏิบัติจะเพ่งความสนใจจับจ้องไว้ที่ปลายจมูก คอยกำหนดรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออกกระทบโพรงจมูกและริมฝีปากก็ได้
อีกวิธีหนึ่ง จะกำหนดโดยการเพ่งความสนใจจับจ้องไว้เฉพาะที่หน้าท้อง ดูอาการที่ท้องพองยุบขณะหายใจเข้าออกก็ได้
สำหรับบางคน หากจะตามลมหายใจเข้าไปรู้ที่ต้นลม กลางลม และปลายลมก็จะคอยเป็นกังวลตลอดว่า ขณะนี้ลมหายใจอยู่ตรงไหนแล้ว จะทำให้จิตอึดอัดไม่แน่วแน่ ดิ้นรน เต็มไปด้วยคำถามซัดส่ายอยู่ตลอดเวลา จิตจะเหนื่อยหล้า แต่พอเพ่งความสนใจดูเฉพาะเวลาที่ลมหายใจเข้าไปและออกมาก็จะรู้สึกเบาสบาย
เห็นต้นลมหายใจ คือ รู้สึกได้ถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออกกระทบโพรงจมูกและริมฝีปาก
เห็นกลางลมหายใจ คือ รู้สึกได้ถึงอาการกระเพื่อมไหวของหน้าอก ขณะลมหายใจผ่านเข้าออกมา
เห็นปลายลมหายใจ คือ รู้สึกได้ถึงอาการที่ท้องพองยุบขณะหายใจเข้าออก
เห็นกองลมทั้งปวง คือ ขยายการรับรู้แผ่ออกไปถ้วนทั่วสรรพางค์กาย เห็นอาการกระเพื่อมไหวทั่วสรรพางค์กาย ขณะหายใจเข้าหายใจออก เห็นความสืบเนื่องถึงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของระบบการหายใจ
ส่วนการจ้องจับเฝ้าเพ่งดูลมหายใจจะคอยจับจ้องเฉพาะต้นลมหายใจที่ปลายจมูก หรือดูปลายลมที่อาการพองยุบก็ได้
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓ รู้อย่างไรชื่อว่ารู้ลมหายใจ เขียนโดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”












