
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๑๖ อุเบกขาก็คือปัญญา ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๑๖ อุเบกขาก็คือปัญญา
อุเบกขาที่ถึงความเป็นกลาง ก็คือปัญญานั่นเอง และปัญญาในที่นี้ก็คือ สติ และ สัมปชัญญะ ที่ได้รับการพัฒนาขัดเกลาจนถึงความบริบูรณ์แล้ว เพราะถูกขัดเกลามาตามลำดับ ตั้งแต่การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก อันเป็นกิจเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานจนถึงจตุตถฌาน จนรักษาความเป็นกลางระหว่างความรู้สึกสุขและทุกข์ไว้ได้

ฌานทุกขั้นต้องมีสติสัมปชัญญะ และอุเบกขา ประคองความสมดุลมาตามลำดับ แต่ยังไม่แจ่มชัดเพราะขณะนั้นนิวรณ์ยังแรงอยู่ เหมือนดวงดาวมีอยู่ในเวลากลางวัน แต่ส่องแสงไม่ได้ เพราะถูกแสงอาทิตย์บดบัง เราจึงมองไม่เห็นดวงดาว
เช่นเดียวกับอุเบกขาคือ สติสัมปชัญญะและปัญญา ซึ่งเจืออยู่ในฌานขั้นต้น แต่ยังทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ เพราะถูกนิวรณ์บดบัง ยังถูกความอยากนั่งสบาย อยากนอนสบาย อยากยืนสบาย ยังมีความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ ความรำคาญ เบื่อหน่าย บดบังเอาไว้ ความรู้ตัวทั่วพร้อมจึงไม่เด่นดวงขึ้นมา
ต่อเมื่อนิวรณ์เบาบางลงนั่นแหละ
ปัญญาคือความรู้ตัวทั่วพร้อมจะปรากฏเด่นดวงขึ้นมา
ขับไล่ความขุ่นมัวของจิตออกไป

ปัญญาก็คืออุเบกขา และอุเบกขาก็คือปัญญา เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อสติได้รับการฝึกฝนจนมีความบริบูรณ์ก็จะเกิดสมาธิ เมื่อสมาธิถึงความบริบูรณ์เต็มที่ก็จะถึงความเป็นกลาง เมื่อสติมีความเป็นกลางเฝ้ามองความคิดที่กำลังเกิดขึ้นและดับไปเป็นกระแสตามธรรมชาติของจิต การเพ่งดูรู้เฉยนั้นจึงเป็นอาการของปัญญาที่รู้ธรรมชาติของจิตลงไปตรงๆ ตามอาการของจิต

แท้จริง ในขณะลงมือนั่งสมาธิ อุเบกขาหรือปัญญาก็มีมาตามลำดับนับตั้งแต่เริ่มกำหนดลมหายใจเข้าออก เพียงแต่ในขณะนั้นอุเบกขาหรือปัญญายังอ่อน ยังไม่มีกำลังพอที่จะแทรกนิวรณ์ออกมาได้ แต่เมื่อลงมือปฏิบัติไปจนจิตมีกำลังขึ้นมา อุเบกขาหรือปัญญาจะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นมาตามลำดับตามการเติบโตของสติและสมาธิ เหมือนในวันที่มีเมฆหมอกหนาแสงอาทิตย์ก็แทรกออกมาไม่ได้

แต่เมื่อปฏิบัติไปแล้ว จิตเคลื่อนออกจากความเป็นกลาง แสดงว่า ขณะนั้นนิวรณ์ฟุ้งขึ้นมารบกวนก็ให้กลับไปดูลมหายใจ เป็นการกลับไปหาหลักหรือกลับไปปักหลักใหม่เพื่อให้จิตมีกำลัง ในทางปฏิบัติเรียกว่ากลับไปตั้งหลักที่มูลกรรมฐาน จิตจะได้มีกำลังขึ้นมาอีก เหมือนแล่นเรือออกไปกลางมหาสมุทร พอเจอพายุใหญ่ก็ต้องหยุดทอดสมอปักหลักมั่น หรือหาที่หลบพายุ จนพายุสงบ จึงค่อยแล่นเรือต่อ
การทำสมาธิก็เหมือนการเดินทาง
ออกสำรวจไปในมหาสมุทรแห่งจิต
ถ้าคลื่นลมแห่งนิวรณ์สงบก็สำรวจจิตไปเรื่อย
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่จิตปั่นป่วนเพราะพายุแห่งนิวรณ์
ก็หยุดทอดสมอแห่งสติที่ลมหายใจก่อน

พึงระลึกไว้เสมอว่าเวลานั่งสมาธิ วันสงบก็มี วันไม่สงบก็มี บางบัลลังก์ก็นั่งได้ดี บางบัลลังก์ก็นั่งได้ไม่ดี วันที่นั่งได้ไม่ดีเหมือนใจจะขาดให้ได้ก็อย่าไปท้อถอยอะไร ให้รู้ว่ามันเป็นธรรมดาของจิต ธรรมดาของจิตมันเป็นอย่างนั้น












