


จากวันนั้น ถึงวันนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ “โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒ ผ่านไปแล้ว




เมื่อไม่กี่วันก่อน พระมหาติ่ง มหิสฺสโร,ดร. ประธานสงฆ์พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน และ ประธานดำเนิน “โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“




นำคณะสามเณรพุทธศากยบุตร ฯ กราบถวายสักการะท่านอาจารย์เจ้าคุณ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ก่อนเดินทางนำสามเณร ๕ รูปที่ตั้งใจบรรพชาต่อเข้าสำนักเรียนเพื่อศึกษาต่อ หลังจบโครงการฯ




โครงการดังกล่าว เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการอนุรักษ์ สืบสาน พุทธประเพณีศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม การศึกษาเรียนรู้ ๑๐ ปณิธานพระมหาบุรุษ จากหนังสือ ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ
ซึ่งเป็นการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิต ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดหลักไตรสิกขา อันมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ







พระเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (IT)
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครฯ
อันเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อนๆ โดยในปีนี้เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ถึงวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ซึ่งมีผู้รับผิดชอบโครงการ คือ พระมหาสิทธิชัย สิทธิญาโณ พระเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (IT) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครฯ ประธานโครงการ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ อุปถัมภ์โครงการโดย มูลนิธิบุญพระศาสนาสงเคราะห์
และที่ปรึกษาโครงการ ดังนี้
- คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ
- คณะสงฆ์อำเภออุทุมพรพิสัย
- คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
- สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ
- สภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ /วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ

ในช่วงเวลายี่สิบกว่าวันที่ผ่านมา สามเณรพุทธศากยบุตรกว่า ๖๐ รูป ได้เรียนรู้ชีวิตการเป็นบรรพชิตอย่างเข้มข้นตามพระธรรมวินัย ตามรอยหนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ โดยมีการจาริกธุดงค์กว่า ๑๐ วันเพื่อฝึกความอดทน ความเสียสละ ความเพียร ฯลฯ ในระยะทางกว่า ๖๐ กิโลเมตร





โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้
สังคมไทยในอดีต ได้รับการกล่อมเกลาทางศีลธรรมจากการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน วัด อิทธิพลจากวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ประเพณีเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างมาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดตั้งคณะสงฆ์และบัญญัติวินัยขึ้นมา

คณะสงฆ์ก็คือสภาพแวดล้อมที่จะช่วยกล่อมเกลาภิกษุ ส่วนวินัยก็คือสิ่งที่มากำกับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุในหมู่สงฆ์ เป็นไปในทางที่ดีงาม ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามทางธรรม ที่เป็นรากฐานของศีลธรรมระดับวัฒนธรรมเป็นแต่ว่ามีขอบเขตเฉพาะในหมู่สงฆ์เท่านั้น


วินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแก่คณะสงฆ์ เป็นแบบอย่างของการวางระเบียบชีวิตและระบบสังคมเพื่อให้เอื้อต่อความเจริญงอกงามของธรรมในระดับบุคคล สำหรับศีลธรรมของผู้คนในสังคมวงกว้างนั้น ก็ต้องการระบบสังคมที่เกื้อกูลเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญในการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา สู่วงกว้างอย่างเป็นระบบนั้นคือ สาวก ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ที่ต้องมีความรู้ จากการศึกษาพระธรรมวินัย และเรียนรู้การปฎิบัติที่ชัดเจนถูกต้อง และเรียกบุคคลเหล่านั้นว่า พุทธศากยบุตร


ปัจจุบันการบวชในพระพุทธศาสนามี ๒ แบบ คือ บวชเป็นสามเณรเรียกว่า “บรรพชา” และบวชเป็นพระภิกษุเรียกว่า “อุปสมบท” บรรพชา แปลว่า การบวช อรรถกถากล่าวว่า บรรพชา ชื่อว่า ปลอดโปร่ง และไม่มีความห่วงใยซึ่งตรงข้ามกับชีวิตของฆราวาส ที่เป็นทางคับแคบไม่ปลอดโปร่งต่อการสร้างบารมีเพื่อกำจัดกิเลสไปสู่อายตนนิพพาน อุปสมบท แปลว่า การเข้าถึง หมายถึง การบวชเป็นพระภิกษุและภิกษุณี


ในยุคต้นของพระพุทธศาสนาพระสาวกทุกรูปล้วนเป็นพระภิกษุไม่มีพระสาวกที่เป็นสามเณร เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวชนั้นเรียกว่า เสด็จออกบรรพชา ต่อมาในภายหลังมีพุทธานุญาตให้มีการบวช เป็นสามเณร และให้ใช้คำว่า บรรพชาสำหรับการบวชเป็นสามเณร และใช้คำว่า อุปสมบทสำหรับการบวชเป็นพระภิกษุสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา คือสามเณรราหุล ท่านได้รับพุทธานุญาตให้บวช


เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติ ครั้งนั้นพระนางพิมพาทรงแนะให้ราหุลกุมารไปทูลขอสมบัติจากพระพุทธองค์ อันเป็นขุมทรัพย์คู่บุญที่เกิดขึ้นพร้อมกับการประสูติของพระองค์ พระพุทธองค์ทรงดำริว่า
“กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิ์แก่เธอ จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ”
จึงทรงมีพุทธบัญชาให้พระสารีบุตรบรรพชาพระโอรสราหุลเป็นสามเณรด้วยวิธีไตรสรณคมน์ การบรรพชาด้วยวิธีนี้ ได้ใช้เป็นต้นแบบแห่งการบวชสามเณรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และในปีที่ผ่านมา ตามที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จทรงสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ใจความว่า หลังจากที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับติดตามพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ พระองค์ทรงพระประชวรหลายครั้งและคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติของระบบต่างๆจึงต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระประชวรด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรทรุดหนักลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๒๑.๒๑ น. สิริพระชนมพรรษา ๙๓ พรรษา

ด้วยเหตุนี้ ในฐานะพุทธศาสนิกชน ที่มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้ร่วมแสดงความไว้อาลัย จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง






ซึ่งโครงการบรรพชาสามเณรในพระพุทธศาสนา เป็นการเน้นสร้างศาสนทายาท ที่สำคัญต่อการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเรียนรู้ศึกษา พระธรรมวินัย และการปฏิบัติธรรม อบรมจิตใจ และมีการออกจาริกธรรมตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างศรัทธาและฝึกประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ในการตอบแทนบุญคุณบุพการีชน และสานต่อพุทธประเพณีอันดีงาม จรรโลงพระศาสนาให้สังคมปลื้มปิติใจ เป็นปีที่พสกนิกรชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย





และโครงการนี้ได้มุ่งเน้นที่รูปแบบการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมเดินจาริกธรรมยาตรา ตลอดทั้งถอดบทเรียนที่สำคัญในการสร้างบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระชาติต่างๆนั้นที่เรียกว่า ทศชาติชาดก จากหนังสือ “ทศชาติ ปณิธาน มหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับญาณวชิระ” โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ถึงวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ประธานสงฆ์พุทธสถานฮ่องธรรม และ ประธานดำเนินโครงการ
“บรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร
สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง
เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“
โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
– เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๘ /๒๕๖๗ คราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม พ.ศ ๒๕๖๗ และเฉลิมพระเกียรติแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
– เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง



– เพื่อเรียนรู้รูปแบบแห่งการสร้างอุปนิสัยแห่งมหาบุรุษ ๑๐ ประการ จากหนังสือทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ

– เพื่อปลูกจิตสำนึกที่ดีในการเป็นพลเมืองที่ดี และการดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ด้วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข


-เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่มีความสนใจในการตอบแทนบุญคุณบุพการี ได้ฝึกฝนขัดเกลา พัฒนากายและจิตใจ ให้มีความอดทน วิริยะพากเพียร สร้างเป้าหมายที่ดีในชีวิต อย่างถูกต้องเหมาะสม

– เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่งเสริมการสร้างศาสนทายาท สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

-เพื่อปฏิบัติบูชาอาจริยาจารย์ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระพรหมสิทธิ ,พระศรีคุณาภรณ์ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๑๙ ข วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ และตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๗๙ ข วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระราชอุปเสนาภรณ์ และ พระราชกิจจาภรณ์,

สถานที่ดำเนินการ พุทธสถานฮ่องธรรม ตำบลทุ่งไชย อำเภอทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

สามเณรพุทธศากยบุตร ฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน กราบถวายสักการะท่านอาจารย์เจ้าคุณ พระราชกิจจาภรณ์ ก่อนเดินทางเข้าสำนักเรียน ศึกษาต่อ หลังจบโครงการฯ


ก่อนกลับ พระครูสิริวิหารการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร นำสามเณรพุทธศากยบุตร ฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน ขึ้นไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ ฯ










