
“โดยส่วนตัว อาตมาเรียกท่านว่า หลวงพ่อ เพราะตั้งแต่อายุ ๑๒ ขวบ บิดานำไปฝากบวชเรียนไว้ที่วัด และมอบให้อยู่ในโอวาทหลวงพ่อ ท่านก็เป็นเสมือนหนึ่งบิดา ที่ดูแลตั้งแต่เป็นเณรน้อย จึงนับได้ว่าท่านเป็นพ่ออีกคน”

ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เล่าถึง พระมงคลธรรมวัฒน์ (บุญจันทร์ จตฺตสลลฺโล) หรือ ญาถ่านจันทร์ ประทีป แห่งแม่น้ำมูล อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ บุ่งสะพัง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจารย์ท่านเจ้าคุณเทอด ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย

ท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอด เล่าว่า …

หลวงพ่อท่านเก่งในเรื่องการสร้างคน อาตมาก็ถือได้ว่า เป็นคนหนึ่งที่ท่านสร้าง จากเด็กเลี้ยงวัว ลูกชาวนา จนมาสู่จุดที่มี ที่เป็น เช่นปัจจุบันทุกวันนี้

ในแง่ของการพัฒนา ท่านถือว่าเป็นพระสมัยใหม่ นำพาชาวบ้านพัฒนา วัด บ้าน โรงเรียน ท่านมักเล่าให้ฟังเสมอว่า แรกที่มาอยู่วัดปากน้ำ เสื่อสักผืนจะปูนอนก็ไม่มี ด้วยความเป็นพระสมัยใหม่ ไม่มีความเชื่อเรื่องลี้ลับสักนิด ต้นโพธิ์ใหญ่ในวัดก็ตัดโคล่นลง เพราะมันรก สุดท้ายอาพาธหนักถึงขนาดตัดไตออกข้างหนึ่ง และไปนำหน่อโพธิ์จากอินเดีย มาปลูกทดแทนถึงหายอาพาธ

ความยากจนของหมู่บ้านปากน้ำสมัยนั้น ขนาดน้ำกินต้องไปหาบไกลเป็น ๑ – ๒ กิโลเมตร ท่านเห็นความลำบากจึงนำพาชาวบ้านขุดบ่อน้ำขึ้นมาใช้ในหมู่บ้าน บ่อหนึ่งอยู่ที่วัด อีกอันอยู่กลางบ้าน บ่อหนึ่งสามแยกหน้าโรงเรียน อีกบ่ออยู่ตรงบ้านโนน (ถ้าจำผิดขออภัย)


ความทันสมัย บ้านปากน้ำแทบจะเป็นหมู่บ้านแรก ๆ ที่ถนนยางมะตอย ลาดผ่านตรงกลางหมู่บ้าน ถนน ตรอกซอย ของหมู่บ้านถูกวางแปลนไว้อย่างเป็นระบบ ระเบียบ นั่นเพราะการนำพาของท่าน

อีกเรื่องที่ฟังและจดจำจากปากท่านก็คือ มะพร้าว เป็นที่รู้จักกันทั่วว่า วัดปากน้ำ จะปลูกมะพร้าวไว้ทั่ววัด สมัยผู้เขียนเป็นเณรก็ได้แอบปีนจนอกแดงหมด รู้ด้วยว่า ถ้าอยากกินมะพร้าวน้ำหวานๆ จะต้องปีนต้นไหน

ในสมัยที่น้ำไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่าย ท่านแนะวิธีการปลูกมะพร้าวก็คือ ขุดหลุม เอาหม้อใส่น้ำลงไปในหลุม แล้วค่อยเอาหน่อมะพร้าวลงฝังดิน แบบนี้หน้าแล้ง มะพร้าวก็จะไม่ตาย




ในเรื่องการปฏิบัติ เมื่อถึงคราววันพระ ท่านจะไปจำวัดที่วัดป่าพระพิฆเณศวร เสมอ ผู้เขียนมีโอกาสติดสอยห้อยตามหลวงพ่อไปตลอด สมัยนั้นสำนักเรียนเรารุ่งเรืองมาก มีพระเณร ๗๐ กว่ารูป ทุกครั้งที่หลวงพ่อไม่อยู่ เณรก็เหมือนหนูไม่มีแมว เพื่อนๆ จะสนุกสนานกัน เพราะไม่ต้องท้อง จำหนังสือ แสดงว่าไม่ต้องโดนหลายลงหลัง ส่วนเราต้องไปนอนวัดป่ากับหลวงพ่อ เมื่อถึงวัดป่า ทำวัตร สวดมนต์ ทำสมาธิ




ตอนนอนท่านจะปักกลด บนอาสน์สงฆ์ สวนเณร กางมุ้งนอนรวมกันด้านล่าง นอนดูท่านนั่งสมาธิพร้อมกับหลับไปจนไม่รู้ว่าท่านออกจากสมาธิตอนไหน ส่วนมากก็จะติดตามท่านไป ๓ – ๕ รูป ที่วัดป่าแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ใครปฏิบัติตนไม่ดีมักโดนลองของอยู่เรื่อยๆ ท่านมักเล่าเรื่องการขุดพบหลวงพ่อเงิน และฆ้องทองคำขนาดใหญ่ ที่ท่านนิมิตเห็น ให้ฟังเสมอ จึงนับว่าท่านเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสองค์หนึ่ง

เรื่องคาถาอาคม หลวงพ่อท่านเก่งมากขนาดผีปอปที่ว่าแน่ ๆ ในย่านนั้น บอกกลัวหลวงพ่อองค์เดียว เวลาสิงร่างใคร แค่เห็นด้าย ๗ สีที่ท่านสร้างก็กลัวจนต้องรีบ ออกแล้ว

เรื่องด้ายนี้คนทำจริงๆก็พวกเราสามเณรนิแหละ ท่านจะบอกคาถาบริกรรมไปด้วย เวลาตัด มัดและใช้ไฟลน ส่วนการปลุกเสกหลวงพ่อท่านปลุกเสกเองด้วย นำไปให้พระเกจิดัง ๆ ช่วยปลุกเสกด้วย เพิ่มความขลังเป็นเท่าทวีคูณ ผู้เขียนมีโอกาสได้ติดตามท่านไปหาตลอดก็คือ หลวงปู่พวง ที่ยโสธร และหลวงปู่สวน ที่ตาลสุม


อีกอย่างคือการฝังดาบ ที่ไหนที่แรงๆ นิมนต์ท่านไปฝังดาบ เป็นหาย เงียบสงบ เรื่องที่ฮือฮาสมัยนั้นก็คือ เรื่องผีตามหาหัว ถ้าจะพอจำกันได้ก็คือ ข่าว คู่หนุ่มสาว พากันขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านแล้วผู้หญิงโดนเส้นลวดที่คนขึ้งขวางถนนไว้บาดคอ ความแรง ความเร็วของรถทำให้หัวผู้หญิงขาด กว่าผู้ชายจะรู้ตัวก็คือแวะปั้มเติมน้ำมัน เด็กปั้มวิ่งหนีกระจาย (เรื่องเล่าต่อๆกันมาไม่ยืนยันว่าจริงเท็จขนาดไหน) แต่ที่แน่ ๆ แถวนั่นตกเย็นมา หมาหอนเป็นทอด ๆ ทุกบ้านปิดไฟนอนแต่หัวค่ำ สุดท้ายต้องทำบุญบ้าน แล้วนิมนต์ท่านไปฝังดาบ แต่นั้นมาก็สงบ เงียบเป็นปกติ

การฝังดาบของท่าน จะเขียนคาถาลงในดาบที่ทำจากไม้ไผ่ ผ่าเป็นซีก ตัดโคลนให้เท่ากัน ปลายตัดให้แหลม ยาวขนาด 1 ข้อไม้ไผ่ จำนวน ๙ อัน ตามทิศทั้ง ๘ บวกกับตรงกลาง
ผู้เขียนได้ทำหน้าที่จัดหาไม้ไผ่มาทำเป็นดาบให้เสมอ ไผ่ที่ใช้คือ ไผ่สีสุก หรือไผ่เหลือง





ก่อนท่านจะมรณภาพ ท่านถามผู้เขียนว่า พรรษาเท่าไหร่ จะให้เรียนคาถาฝังดาบ ตอนนั้นได้ ๘ พรรษาไม่ถึงเกณฑ์ ต้อง ๑๐ พรรษาขึ้นไป เลยอดไม่ได้เรียน เห็นจะเป็นท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันที่ได้วิชาฝังดาบ นี้ไป



เมื่อถึง ๑๕ เมษาซึ่งตรงกับวันเกิดของท่าน ถือว่า เป็นวันอาจริยบูชา ของสำนักและของหมู่บ้าน ทุกๆปีเรากำหนดให้ถือเป็นวันทำบุญเทศมหาชาติของหมู่บ้าน

๑๓ เมษายนของทุกปี เป็นวันแห่หลวงพ่อเงิน วันที่ ๑๔ เมษายนของทุกปีเป็นวันลงบุญ และวันที่ ๑๕ เมษายนของทุกปี เป็นวันเทศน์มหาชาติ แห่กัณฑ์หลอน ๑๖ กัณฑ์หลง


จึงขอบันทึกเรื่องราวของหลวงพ่อให้อนุชนรุ่นหลัง ได้สำนึกในบุญคุณว่า หมู่บ้านเราเจริญมาได้ด้วยมีบารมีท่านสร้างมา











