
๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันล้ออายุ หรือ วันคล้ายวันเกิดท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ ครบรอบ ๑๒๐ ปี ชาตกาลพุทธทาสภิกขุ

จึงขอนำธรรมโอสถ ซึ่งท่านได้แสดงธรรมบรรยายเรื่อง “การเดินทางด้วยปัญญา” ณ โรงธรรมวัดธารน้ำไหล เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘อ จากหนังสือ “ภาษาคน – ภาษาธรรม” ที่ได้คัดบางส่วนมาลงในวารสาร ธรรมมาตา ปีที่ ๑๙ เล่มที่ ๒ มกราคม – เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ดังนี้

มีปัญญามองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่แหละ คือ หนทางที่แท้จริงไปสู่ความดับทุกข์
เมื่อมีปัญญาเข้าใจถูกต้องในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นสังขาร หรือเป็นธรรมชาติเหล่านั้นแล้ว เมื่อนั้นแหละ คนเราจะประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ชนิดที่เป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง คือ ไม่ใช่เป็นการทำตามระเบียบ ตามธรรมเนียม ตามแบบพิธีโดยที่ยังไม่เข้าใจ
หรือถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เพราะคนมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วปล่อยเขาไปเถอะ จะไม่มีทางที่จะทำอะไรผิดทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เพราะอำนาจของความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง เป็นเครื่องกำกับเอาไว้
คือ เมื่อรู้ หรือเข้าใจ หรือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างถูกต้องแล้ว คนเราจะคิดผิด หรือหวังผิด หรือพูดผิด หรือทำผิด เป็นได้อย่างไรกัน เพราะว่าปัญญานั้นมองเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่ชัด ๆ แล้ว จึงหลงผิดอะไรไม่ได้ ทำไปตามปัญญานั้น ก็มีแต่ความถูกต้อง
เพราะฉะนั้น จึงเป็นศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ ขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นกุศลกรรม ๑๐ ประการ (กุศลกรรมบถ ๑๐) ขึ้นมาเอง ดังนี้เป็นต้น
นี้จะทำให้ท่านทั้งหลายมองเห็นได้ว่า ถ้าสมมุติว่า เราจะลงมาจากยอด ก็คือเราลงมาจากยอดของปัญญาที่มองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ทำอะไรข้างล่าง หรือข้างใต้นี่ถูกหมด
ทีนี้อีกทางหนึ่ง เราจะตั้งต้นจากข้างล่างคือฐานราก เราก็ต้องสร้างฐานรากที่กาย ที่วาจา หรือที่ใจ ให้เป็นการประพฤติปฏิบัติชนิดที่เป็นไปในลักษณะที่จะทำให้เราเกิดปัญญาเพิ่มขึ้นทุกวัน
เพราะฉะนั้นถ้ายังเป็นชาวบ้านธรรมดา เป็นปุถุชนคนเคลาอยู่ตามสามัญแล้ว ก็จงเชื่อ จงพยายามปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนั้นเรื่อยไป ไม่เท่าไหร่ก็จะมีปัญญาเกิดขึ้นตามลำดับ เพราะว่ามันเป็นการเดินที่ถูกทาง ในที่สุดก็จะถึงยอด คือ ได้รับปัญญา ได้เกิดปัญญา ที่มองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อีกนั่นเอง
เพราะเหตุฉะนี้แหละ เราจะมองดูจากปลายทางมาต้นทาง หรือจะมองจากต้นทางไปปลายทาง มันก็ควรจะได้ทั้งนั้น แล้วแต่ใครเกิดมามีพื้นเพอุปนิสัย มีอินทรีย์ มีสติปัญญา มากน้อยอย่างไรนั้นมากกว่า และสำหรับบุคคลที่ได้เกิดมาในโลกนี้ มีอายุยืนยาวมาป่านนี้แล้ว ก็ควรจะมีปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ จนกระทั่งบัดนี้ พอที่จะมองเห็นได้ว่า สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้อย่างไร หรือว่าการปรุงแต่งไม่หยุดนั้นเป็นความทุกข์อย่างไร การไม่ปรุงแต่งเป็นความไม่ทุกข์อย่างไร
นี่แหละเป็นคำตอบที่พอแล้ว สำหรับจะช่วยให้มองเห็นว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสิ่งที่เรียกว่า ทาง หรือ หนทาง นี้ไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน ในอันดับสูง ได้ตรัส สติปัฏฐาน ๔ ว่าเป็นเอกายนมรรค หรือ หนทางอันประเสริฐ สำหรับบุคคลผู้เดียว เดินทางไปในทางเส้นเดียว เพื่อถึงจุดหมายปลายทางเพียงสิ่งเดียว อย่างนี้ก็มีคือ ได้ตรัสสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นว่า เป็นตัวทาง และยังมี ทาง ที่ตรัสไว้ในชื่ออื่นอีกมากมาย ไม่จำเป็นที่จะต้องประมวลมาในที่นี้ให้มากเกินไป จนทำความฟั่นเฝือนรำคาญ
เพียงแต่ต้องการให้ท่านทั้งหลายมองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า ทาง นั้น จะเป็นทางที่แท้จริงขึ้นมา ก็ต่อเมื่อมีปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามาเจืออยู่ด้วย
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ยังไม่เป็นหนทางที่แท้จริง จะเป็นเพียงการตระเตรียม หรือ ต้นทาง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
หมายความว่า ถ้ายังไม่มีปัญญาที่จะมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเดินทางนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน มีแต่จะเดินเข้าหาสิ่งซึ่งเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากขึ้น แล้วก็จะมีความทุกข์ซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้ามองเห็นเสียบ้างว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว จิตใจก็จะเดินทางหลีกห่างออกจากสังขารเหล่านั้น ไปตามแนวทางที่จะข้ามพ้น หรืออยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ไม่ให้ความเป็นอนิจจัง ทุกคขัง อนัตตา นั้นทำอันตรายตนได้
นี่แหละ คือ หนทางที่แท้จริง ที่หลีกออกไปจากความทุกข์ ไปสู่ความดับทุกข์









