
มโนปณิธาน พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร, วงศ์ชะอุ่ม) ตอนที่ ๒. พระคัมภีร์มีชีวิต


ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ เล่าว่า สถานที่สำคัญในวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหารมีอยู่ ๑๓ สิ่ง หนึ่งในนั้นคือ “หอไตร” เรียกเต็มว่า “หอพระไตรปิฎก” เป็นที่เก็บคัมภีร์พระพุทธศาสนา นับตั้งแต่พระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกา และพระคัมภีร์สัททาวิเสส หรือ พระคัมภีร์สสัททาวิเศษ ตลอดจนอุปกรณ์ ต่าง ๆ รวมเรียกว่า ”พระธรรม” เป็นหอสมุดประจำวัด ตั้งอยู่ที่คณะ ๑๐ ด้านทิศใต้ของพระบรมบรรพตภูเขาทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้สร้างขึ้น และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้ทำการบูรณะ
สำหรับพระคัมภีร์สัททาวิเสส หรือ พระคัมภีร์สัททาวิเศษ คือไวยากรณ์พิเศษที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการศึกษาค้นคว้าคัมภีร์พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์พื้นฐาน เพื่อความเข้าใจภาษาบาลี ตลอดจนการเรียนรู้ และวินิจฉัยข้ออรรถข้อธรรมในพระไตรปิฎก ประมาณนี้

และด้วยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน มีความรักในการอ่านหนังสือ เดิมในกุฏิของท่านจึงมากไปด้วยหนังสือ แต่หลังจากท่านให้ปรับปรุงกุฏิ (เนื่องจากหลังคารั่ว) ท่านให้ขนหนังสือและตู้หนังสือมาไว้ที่ห้องสมุด ซึ่งนอกจากมีหนังสือพระไตรปิฎกทุกชุดแล้วก็ยังมีหนังสือเพื่อศึกษาค้นคว้าให้เข้าใจโลก ในการนำมาสื่อธรรมอีกเป็นหมื่นเล่ม

หลวงพ่อสมเด็จท่านให้อิสระในการศึกษาธรรมของพระเณรมากๆ อะไรที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย ท่านสนับสนุนให้ศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือ เพื่อให้รู้โลกกว้างในการนำไปสอนญาติโยมให้เข้าใจธรรมผ่านโลกและชีวิตให้เห็นสัจธรรม

ท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอด เล่าต่อมาว่า ตอนที่โยมพ่อกับโยมแแม่สร้างบ้านใหม่ ท่านทั้งสองก็ทำกุฏิให้ อาตมภาพก็นำหนังสือบางส่วนกลับไปไว้ที่นั่นเพื่อให้เด็กๆ และชาวบ้านแถวนั้นได้อ่านกัน ซึ่งเป็นผู้ที่มาปฏิบัติธรรม หรือ มาทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น ที่วัดป่าพิฆเณศวร์ หรือ วัดป่าบ้านบาก บ้านปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระมหาปฐมพงศ์ ญาณวํโส จากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จำพรรษาอยู่ที่นั่น









พระไตรปิฎก คือพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง
ด้วยพระไตรปิฎก คือพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง ประกอบด้วย พระสูตร เล่าเรื่องพระประวัติของพระพุทธเจ้า และคำสอนของพระองค์ตลอด ๔๕ พรรษา พระวินัย ข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ และ พระอภิธรรม ว่าด้วยเรื่องจิต การทำงานของจิต และจิตสังขาร การปรุงแต่งจิต อย่างละเอียด จนถึงการทำลายอวิชาที่ห่อหุ้มจิต ที่ทำให้เราทุกข์มานับชาติไม่ถ้วนสู่พระนิพพาน ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังที่พระองค์ทรงทรงค้นพบธรรมชาติของจิตและหนทางอริยมรรคมีองค์ ๘ สู่ความพ้นทุกข์ การทำให้จิตบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองได้หมดจด ตลอดจนสามารถทำลายอวิชชาที่ห่อหุ้มจิตได้อย่างสิ้นซาก ตัดภพชาติไม่ต้องกลับมาเวียนเกิดเวียนตายอีก พระคุณของพระพุทธเจ้าหาที่สุดมิได้จริงๆ ที่ทรงมีต่อมวลมนุษยชาติ …

ผู้เขียนเองก็อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสอ่านกัน อยากให้บรรจุการศึกษาพระไตรปิฎกไว้ในระบบการศึกษาไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมไปจนจบปริญญาเอก เหมือนสมัยก่อนที่โรงเรียนเริ่มต้นในวัด เพราะการศึกษาพระพุทธศาสนา จากพระครู หรือ ครูที่เป็นพระ ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณา และปัญญาที่จะช่วยให้เราค้นพบตัวเอง ค้นพบความสามารถของตนเองอย่างสร้างสรรค์

การได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมบทในพระไตรปิฎกนั้น ซึ่งอุดมไปด้วยหลักธรรมการเรียนรู้เรื่องชีวิตและจิตใจ เมื่อเราเรียนรู้จนเข้าใจชีวิตเราเอง เข้าใจจิตใจตนเอง เราจะรู้ว่า ชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร มีเป้าหมายชีวิตอย่างไร

เพราะคำสอนจากพระพุทธองค์ที่พระอริยสาวกช่วยกันท่องจำ บันทึกผ่านแผ่นหิน ใบลาน กระดาษ มาจนถึงพระไตรปิฎกดิจิตัล และออนไลน์ในปัจจุบัน ทุกยุคทุกสมัยผ่านพายุ มรสุมกว่าสองพันปี ยังทรงคุณค่าในหลากหลายภาษาที่ได้มีการแปลออกไปอย่างตรงกันเพื่อให้ผู้คนบนโลกนี้ได้รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ และมีหนทางในการทุกข์ในสังสารวัฏที่ยังทันสมัยเหนือกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้


ตอนที่ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ยังเป็นสามเณร ท่านก็อ่านพระไตรปิฎกแล้ว และฝึกฝนเรื่องการฝึกสมาธิจากพระไตรปิฎกตั้งแต่เยาว์วัย จนพบกับอัศจรรย์แห่งสมาธิจนเกิดปีติและความสงบ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า พระไตรปิฎกมีคุณค่ายิ่งเพียงใด

มโนปณิธาน พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร, วงศ์ชะะอุ่ม)
ตอนที่ ๒ พระคัมภีร์มีชีวิต
เวลาไปวัด เราคงเห็นพระไตรปิฎกอยู่บนศาลาฟังธรรม โบสถ์ วิหาร หรือในห้องสมุดของวัดอย่างเงียบเชียบ แต่จริงๆ แล้ว พระไตรปิฎกของทุกวัด ได้รับการศึกษาจนมีชีวิตอยู่ในพระสงฆ์แล้ว เป็นที่อัศจรรย์ว่า พระพุทธเจ้าทรงมีความสามารถในการค้นพบธรรมชาติที่หยั่งลึกลงไปในใจของมนุษย์อย่างถึงรากถึงโคลน แล้วสร้างหลักสูตรให้พระธรรมนำทาง และมีพระสงฆ์ เป็นผู้สืบทอดพระธรรมอันบริสุทธิ์นั้นมาถึงพุทธบริษัททุกคนได้เรียนรู้หนทางออกจากทุกข์บนแผ่นดินที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกอย่างเยี่ยมยอดบนโลกใบนี้
ผู้เขียนเคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง กิจวัตรประจำวันเริ่มต้นตั้งแต่ตีสาม ทำวัตรสวดมนต์เช้า ทำสมาธิ เดินจงกรม และรับประทานอาหาร หลังจากนั้น ก็ช่วยทำความสะอาดครัว ศาลา โรงฉัน และแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมต่อตลอดวัน
การปฏิบัติธรรมอาจมีหลายความหมาย สำหรับผู้เขียน เข้าใจว่า การฝึกสติในทุกอิริยาบถเพื่อให้เกิดสมาธิ และเกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาชีวิตอย่างรอบด้าน จนสามารถอยู่เหนือความทุกข์และความสุขได้
ช่วงเย็นๆ ของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติก็มารวมตัวกันที่ศาลาอีกครั้งเพื่อรับน้ำปานะ ดื่มน้ำปานะอย่างมีสติ แล้วก่อนทุ่มหนึ่ง ก็เริ่มต้นทำวัตรสวดมนต์เย็น เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยการสาธยายพระพุทธมนต์ คำสอนจากพระไตรปิฎกที่คัดมาบางบทเพื่อให้เราทำความเข้าใจกับชีวิต ความทุกข์ และหนทางออกจากทุกข์ ตามรอยธรรมที่พระพุทธองค์ทรงมอบไว้ให้ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปภาวนาก่อนพักเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็เริ่มต้นภาวนาในวันใหม่ในเวลาตีสามโดยประมาณ
วันหนึ่ง ท่านแม่ชีให้ช่วยทำความสะอาดตู้หนังสือ ซึ่งมีพระไตรปิฎกอยู่ด้วย จึงทำความสะอาดด้วยความระมัดระวัง เกรงว่าหนังสือจะสกปรกจากน้ำและฝุ่น แล้วสิ่งหนึ่งก็ไม่คาดคิด ผู้เขียนพบอึ่งอ่างตัวใหญ่แห้งตายอยู่ในตู้หนังสือ ท่าที่มันตายคือพยายามดันหนังสือออกไปจากตัว เพื่อให้รอดชีวิต แต่แล้ว ความหนักของหนังสือ ก็ไม่สามารถทำให้มันหลุดออกจากที่แคบๆ นั้นได้ แล้วมันก็ตายลงในที่สุด ชีวิตนั้นเป็นทุกข์จริงๆ ไม่มีใครรู้ว่า วันหนึ่ง เราก็อาจเป็นเช่นอึ่งอ่างตัวนี้ จากไปอย่างไม่มีใครเห็น…

พระไตรปิฎก เป็นพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง หากได้อ่านกัน เมื่อได้อ่าน และฝึกปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ดูกาย เวทนา จิต และธรรม จนเห็นการเกิดดับของขันธ์ ๕ ( กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) เราจะเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาในจิต
ในชีวิตฆราวาสจึงสามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกเวลา ให้ใจเราเป็นสถานปฏิบัติธรรม หรือสร้างวัดไว้ในใจเรา ตื่นแต่เช้าเหมือนอยู่วัด ตีสี่ ตีห้า แล้วเพียรรักษาศีลให้ปกติ ฝึกสมาธิจนก่อเกิดปัญญา พิจารณาความเป็นจริงของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จนกว่าจะพบความเป็นอนัตตาในกาย ในจิตเรา ก็จะเห็นว่า ไม่มีอะไรที่เราจะยึดไว้เป็นของเราได้สักอย่างเดียว ความปล่อยวาง ความยึดมั่นถือมั่นก็จะจางคลายออก เกิดความเมตตาต่อตนเองแและผู้อื่น ให้อภัยตนเองและผู้อื่นได้ เมื่อเห็นเหตุ-ปัจจัยอย่างชัดเจน

เคยพบชาวต่างชาติท่านหนึ่ง เขาตั้งใจมาเรียนภาษาไทยโดยเฉพาะ เพื่อที่จะอ่านพระไตรปิฎก เราคนไทยอย่าเสียโอกาสที่มีขุมทรัพย์อยู่กับตัว แล้วไม่ได้ขุดจนพบเพชรในพระคัมภีร์ที่จะช่วยดับทุกข์ในใจ และนี่คือ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระไตรปิฎกที่สามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง
ดังที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เล่าให้ฟังว่า เริ่มสนใจอ่านพระไตรปิฎกมาตั้งแต่บวชเป็นสามเณรใหม่ๆ ที่ศาลาการเปรียญที่วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัด อุบลราชธานี ที่นั่นมีตู้หนังสือพระปิฎกปกสีแดง ชุด “ส. ธรรมภักดี” อยู่ด้วย
“อาตมาชอบไปนอนเล่นที่ศาลา บางทีก็ทดลองนั่งสมาธิ และเปิดพระไตรปิฎกอ่าน รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็อ่านตามประสาอยากรู้อยากเห็น มีหนังสือหลายเรื่องที่อ่าน หนึ่งในนั้น คือ “ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น” รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่อ่านยากมาก”
ท่านกล่าวถึงเรื่องพระไตรปิฎกต่อมาว่า เมื่อก่อนพระในต่างจังหวัด ท่านหวงพระไตรปิฎกเป็นที่หนึ่ง อาจเป็นเพราะหายาก วัดไหนมีพระไตรปิฎกถือว่าเป็นวัดอีกระดับหนึ่ง ใครไปหยิบไปเปิดจะถูกดุอย่างแรง โดยมากพระไตรปิฎกจึงถูกปิดเก็บไว้ในตู้

อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ บุ่งสระพัง จังหวัดอุบลราชธานี
และ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร , วงศ์ชะอุ่ม)
เมื่อครั้งยังเป็นพระมหาเทอด ญาณวชิโร
“แต่ที่นี่ หลวงพ่อท่านอนุญาต อ่านไปก็นึกอยากนั่งสมาธิ วันหนึ่งขณะนั่งสมาธิที่ศาลา เหมือนตัวลอยขึ้นไปจะชนหลังคา ตกใจลืมตาขึ้นก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ตอนนั้นยังไม่รู้เป็นอะไรก็ขนลุกไปทั้งตัว กล้าๆ กลัวๆ นึกไปต่างๆ นาๆ แม้จะกลัว วันหลังก็นั่งอีก”
ความสนใจในการอ่านพระไตรปิฎกของท่านเริ่มมีมากขึ้นจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งเมตตาสอนพระเณรในวัดทุกเรื่อง โดยทุกวันศุกร์สอนพระเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎก สำหรับทุกวันพระขึ้น-แรม ๑๕ ค่ำ สอนสามเณรเรื่องกิริยามารยาท

ท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอดเล่าต่อมาว่า ขณะที่หลวงพ่อสมเด็จฯ บรรยายพระไตรปิฎก ท่านไม่ได้ใช้ตำราเลย เป็นภาษาที่ประมวลออกจากความทรงจำของท่าน แล้วถ่ายทอดออกเป็นคำพูด ทุกประโยคทุกถ้อยคำ เป็นภาษาที่ออกจากใจ จึงมีความงดงาม ล้ำลึก กินใจ ทั้งหนักแน่น ทั้งอ่อนโยน


จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
โดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) เป็นผู้ประสาทปริญญาบัตร
ประกอบกับการที่ท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอดได้รับถ่ายทอดความคิดทางธรรมโดยตรงจากหลวงพ่อสมเด็จฯ ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้มองพระศาสนาและคณะสงฆ์โดยภาพรวม ไม่สอนให้มองแยกส่วน เฉพาะสาย หรือเฉพาะคณะ

การให้โอกาสศึกษาจนจบปริญญาโททางด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และการนำเจริญจิตตภาวนาทุกวันหลังสวดมนต์ทำวัตรค่ำกระทั่งพึ่งตนเองได้ จนเกิดเป็นมโนปณิธานที่มุ่งมั่นในการเผยแผ่ธรรมตามแบบอย่างหลวงพ่อสมเด็จฯ ทำให้ไฟในตัวของท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอด ประทุอยู่ตลอดเวลาในเพศบรรพชิตกว่า ๓๑ ปีแล้ว จนถึงปัจจุบัน ในการที่จะมุ่งผดุงรักษาพระพุทธศาสนาให้สืบทอดต่อไป เพื่อเป็นแผนที่นำทางให้ผู้คนมีที่พึ่งยามทุกข์ใจให้ผ่อนคลายลงจนหาทางออกจากทุกข์ได้ด้วยตนเองในที่สุด
(จากคอลัมน์ มโนปณิธาน โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์หน้าธรรมวิจัย นสพ.คมชัดลึก วันอังคารที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๐



มโนปณิธาน พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร, วงศ์ชะอุ่ม) ตอนที่ ๒. พระคัมภีร์มีชีวิต










