
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๙ ให้สังเกตจิต ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”



บทที่ ๓๙ ให้สังเกตจิต
เฝ้าสังเกตจิตอย่างที่มันเป็น เมื่อไหร่ที่จิตเคลื่อนออกไปในทางที่จะสร้างทุกข์ก็ต้องบอกจิตด้วยความรู้สึกที่เมตตา ด้วยความเอ็นดูต่อจิต ว่าอย่าคิดอย่างนั้นนะ
ความคิด ความคาดหวัง ความเป็นฟุ้งฝัน ความโดดเดี่ยววังเวงใจ ความไขว่คว้าหา ความกลัว ความอยาก ความชอบ ความชัง ความว้าวุ่น ความกระวนกระวาย ความหงุดหงิด ความคาดคะเน ความวาดฝัน ความเลื่อนลอย ความหม่นมัว เศร้าซึม หลั่งไหลเข้ามาในจิตก็ให้รู้ว่า จิตกำลังปั้นแต่งมันขึ้นมา มันเป็นมโนกรรม

ชั่วขณะของความคิดแต่ละอย่าง หากเราไม่รู้เท่าทัน ไปผสมโรงปรุงแต่งจินตนาการเสริมเข้าไป ความคิดนั้น มโนกรรมนั้นก็จะดำรงอยู่นาน จะขยายวงออกเป็นนิมิตนานาประการและจะวนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทางจิตก็อย่าไปปักใจเชื่อ ให้รู้จิต แต่อย่าไปเชื่อจิต ทุกสิ่งมันเกิดจากมโนกรรมปรุงแต่งขึ้นมา มโนกรรมสร้างมันขึ้นมา ถ้าลังเลไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นมันจริงหรือปลอมก็ให้กลับไปตั้งหลักที่ลมหายใจ กลับไปดูลมหายใจ ดูจนกว่าปัญญาจะเติบโตขึ้นมารู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิต จนเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ ก็จะรู้ว่าสิ่งที่จิตกำลังปรุงแต่งอยู่นั้นมันไม่เที่ยง ไม่ต่างจากลมหาย

ให้รู้ว่า สิ่งใด ความคิดใดนำไปสู่ความว้าวุ่น ทุกข์ เครียด ให้บอกใจในทุกบัลลังก์ที่นั่งสมาธิว่า เราจะกำหนดรู้ทุกข์และเรียนรู้ตัวตนของทุกข์จากจิตของเราเอง ทุกข์ที่เกิดขึ้นกำลังจะสอนอะไรเราบ้าง เราจะเฝ้าเรียนรู้จากมัน
ในขณะที่นั่งสมาธิ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตกำลังสอนอะไรเราบ้าง

แม้ร่างกายเราจะเจ็บปวด เมื่อยล้า จะกระสับกระส่าย ทุรนทุรายในใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเรียนรู้จิตจากความเจ็บปวดทุกขเวทนา
ให้ความเจ็บปวดทุกขเวทนาเป็นสนามของการเรียนรู้

วันหนึ่งระหว่างบัลลังก์สมาธิ จิตเราดิ่งลึก นิ่งสว่างไสวอยู่ภายใน เราก็ลิงโลดใจ ตื่นเต้น ดีใจว่า “ดีจังเราทำได้” แต่พอนั่งอีกวัน ไม่เกิดอย่างนี้ก็เสียใจ อยากดิ่งลึกก็ไม่ดิ่งลึก อยากสว่างไสวก็ไม่สว่างไสว อยากสงบก็ไม่สงบ ก็หดหู่หม่นเศร้า ผิดหวัง เสียใจ แต่แม้วันที่นั่งสมาธิแล้วไม่ดิ่งลึกอย่างวันก่อน มันก็ไม่แน่นอน หากยังเพียรอยู่ไม่หยุดหย่อน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อนั่งในบัลลังก์ต่อไป หรือวันต่อไปก็จะทำได้
ให้ความไม่แน่นอนของความไม่สงบเป็นสนามของการเรียนรู้เพื่อให้การภาวนาเติบโต
ต้องเฝ้าสังเกตจิตที่มันร้องทุกข์กับเราอยู่ตลอดเวลา มันเฝ้าแต่เสียดาย โหยหาว่า วันหน้าอาจจะดีขึ้นกว่าเดิม แล้วก็คาดหวังรอคอยด้วยความว้าวุ่นใจ แต่วันที่ดีที่สุดก็คือวันนี้ วันที่เรากำลังคู้บัลลังก์นั่งดูลมหายใจ คอยเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ วันที่เรายังได้ใช้ลมหายใจเป็นสนามของการเรียนรู้ และวันที่เรายังมีโอกาสได้เห็นจิตของเราเอง










