


(๕) “บารมีสามสิบทัศ” รหัสธรรมสุวรรณสาม “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร เจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ


พระสุวรรณสาม
ตำนานคนกตัญญู


“ความทุกข์เพราะถูกยิงด้วยธนู ไม่ทุกข์นัก
แต่ความทุกข์ที่จะไม่ได้เห็นบิดามารดาตลอดไป
เป็นทุกข์ยิ่งกว่าถูกยิงด้วยธนู”


พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ ขณะบำเพ็ญ “เมตตาบารมี” เมื่อครั้งเกิดเป็นสุวรรณสาม ชายหนุ่มผู้มีจิตใจอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยเมตตา สุวรรณสามได้ทิ้งความสุข สนุกสนานตามประสาเด็กหนุ่มทั้งหลาย เลี้ยงดูพ่อแม่ตาบอด ไม่เสียดายแม้กระทั่งชีวิต เพราะความรัก ความเมตตา ที่มีต่อพ่อแม่ผู้ตาบอด ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่า มีสัตว์ป่าเป็นเพื่อน


สุวรรณสามชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต

ขณะตรัสเล่าเรื่องสุวรรณสามนั้น พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้ออุทยานพระกุมารพระนามว่า“เชต” สร้างถวาย พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้บิณฑบาตเลี้ยงบิดามารดา เพื่อจะยกย่องพระภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดา ด้วยสิ่งของที่ชาวบ้านถวายว่า เป็นพระภิกษุยอดกตัญญู ให้เป็นแบบอย่างแก่พระภิกษุทั้งปวง พระพุทธองค์จึงตรัสเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ที่เคยบวชเรียนและเลี้ยงดูพ่อแม่มาก่อนที่จะเกิดเป็นสุวรรณสาม ลูกกตัญญู


คลิกอ่าน ทศชาติ ฉบับ ญาณวชิระ
คลิกฟัง ทศชาติ ฉบับ ญาณวชิระ

เรื่องย่อ พระสุวรรณสาม ตำนานคนกตัญญู …
สุวรรรณสามเป็นบุตรของดาบส และดาบสินี ที่ดำรงเพศพรหมจรรย์มาโดยตลอด แต่ด้วยความที่ท่านทั้งสองมีบุพกรรมกับงูพิษ ที่จะต้องทำให้ท่านทั้งสองตาบอดในอนาคต ท้าวสักกเทวราช จึงเป็นห่วงได้ลงมาจากเทวโลกแล้วขอให้ท่านมีบุตร เพื่อช่วยเหลือท่านยามตาบอด ดาบสทั้งสองไม่เสพโลกธรรม ท้าวสักกเทวราช จึงขอให้ท่านทุกูลบัณฑิตดาบสเอามือลูบท้องปาริกาดาบสินีเวลานางมีระดู ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลก มาถือปฏิสนธิในครรภ์นางปาริกาดาบสินี

ครั้นล่วงเลยไปสิบเดือน นางคลอดบุตรมีผิวพรรณงาม ทั้งดาบสและดาบสินีจึงตั้งชื่อว่า “สุวรรณสาม”

สุวรรณสาม เลี้ยงดาบสทั้งสองนั้นในป่าใหญ่ วันหนึ่งดาบสทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของสุวรรณสามเข้าไปเก็บผลไม้ในป่า เจอฝนตกหนักระหว่างทางจึงพากันเข้าไปยืนหลบฝนที่โคนต้นไม้บนจอมปลวกแห่งหนึ่ง งูพิษซึ่งอาศัยอยู่ที่จอมปลวก ได้กลิ่นเหงื่อเจือน้ำฝนจากกายของ สองดาบส จึงพ่นพิษออกมา ถูกตาทั้งสองข้างของดาบสและดาบสินีนั้น บอดสนิท ไม่สามารถมองเห็น กันและกัน

บิดามารดาของสุวรรณสาม ได้ทำกรรมไว้ในอดีตชาติ แม้จะออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญสมณธรรม ก็ยังประสบเคราะห์กรรม มีเหตุทำให้ต้องตาบอด

ในอดีตชาติ ทั้งสองคน เคยเกิดในตระกูลแพทย์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุ เป็นจักษุแพทย์ ผู้มีชื่อเสียง นายแพทย์นั้น ได้ทำการรักษาโรคในจักษุของชายผู้มีทรัพย์มากคนหนึ่ง เมื่อดวงตาของชายผู้นั้น หายดีเป็นปกติแล้ว กลับไม่ยอมจ่ายค่ารักษาให้นายแพทย์คนนั้น นายแพทย์โกรธจึงกลับบ้านไปปรึกษาภรรยาว่า ควรจะทำอย่างไรกับชายผู้นั้นดี

ฝ่ายภรรยา ได้ฟังสามีกล่าว ก็โกรธเช่นกัน จึงบอกสามีว่า “อย่าไปต้องการทรัพย์มันเลย ประกอบยาหยอดตาขนานหนึ่งให้ ทำให้มันกลับไปตาบอดเหมือนเดิม” สามีเห็นด้วย จึงออกจากเรือน ไปหาชายผู้นั้น ได้ทำตามนั้น ไม่นานนัก ดวงตาทั้งสองข้างของชายผู้มีทรัพย์มาก ก็บอดสนิท “บิดามารดาของสุวรรณสามตาบอด เพราะกรรมนี้”

ส่วนสุวรรณสาม นั่งคอยบิดามารดา จนอาทิตย์อ่อนแสงเย็นลงทุกขณะ เห็นผิดปกติ จึงร้อนใจ เป็นห่วงบิดามารดาว่า ในวันก่อน ๆ บิดามารดาเคยกลับมาในเวลานี้ แต่วันนี้ กลับผิดเวลา สุวรรณสาม ตัดสินใจเดินสวนทางไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ในเวลาที่บิดามารดาไปและกลับ เดินไปพลางตะโกนกู่ร้องเรียกหาเรื่อยไป ท่านทั้งสองนั้น จำเสียงลูกชายได้ ก็ขานรับ แต่เพราะความเป็นห่วง กลัวจะเกิดอันตราย จึงร้องห้ามไม่ให้สุวรรณสามเข้าไปที่นั้น ว่า “ลูกสาม ในที่นี้ มีอันตราย ลูกอย่าเข้ามา” สุวรรณสามกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น พ่อกับแม่ จับไม้เท้าแล้ว เดินออกมา”

สุวรรณสาม จึงยื่นไม้เท้ายาวให้จับออกมา แล้วถามถึงสาเหตุว่า ทำไมถึงตาบอด บิดามารดาทั้งสอง จึงเล่าให้ลูกชายฟังว่า ขณะเดินทางกลับมาถึงบริเวณนี้ เกิดฝนตกหนัก จึงเข้ามายืนหลบฝนอยู่บนจอมปลวก ที่โคนต้นไม้นี้ ตาทั้งสองก็บอด สุวรรณสามได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ว่า มีงูพิษอยู่ในจอมปลวก นั้น

สุวรรณสามเห็นบิดามารดาตาบอดเช่นนี้ จึงร้องไห้ ครั้นแล้ว ก็กลับหัวเราะ บิดามารดา เกิดความสงสัยว่า ทำไมลูกร้องไห้ แล้วกลับหัวเราะ จึงถามถึงสาเหตุ สุวรรณสามตอบว่า ที่ร้องไห้ เพราะเสียใจว่า ดวงตาของบิดามารดาบอดสนิท ในเวลาที่ตนยังเด็กอยู่ จึงร้องไห้ แต่ก็ดีใจว่าจะได้ปฏิบัติบำรุงท่านทั้งสอง ตั้งแต่อายุยังน้อย จึงหัวเราะ สุวรรณสาม ปลอบโยนบิดามารดาให้เบาใจ แล้วนำกลับมาอาศรม

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา สุวรรณสามได้ผูกเชือกเป็นราวในบริเวณอาศรม สำหรับบิดามารดาเดินไปในที่ต่าง ๆ ทั้งในที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรม ที่บรรณศาลา และที่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ แล้วเข้าป่า เก็บผลไม้มาเตรียมไว้ในบรรณศาลา เก็บกวาดที่อยู่ของบิดามารดาแต่เช้าตรู่ ไหว้บิดามารดาก่อนแล้ว จึงถือหม้อน้ำ ไปแม่น้ำมิคสัมมตานที ตักน้ำดื่มมา จากนั้น ก็จัดเตรียมผลไม้ นานาชนิด ไม้สีฟัน และน้ำบ้วนปากไว้พร้อม ครั้นบิดามารดาฉันเสร็จ บ้วนปากแล้ว ตนเองจึงทานผลไม้ที่เหลือ เมื่อทานเสร็จแล้ว ก็กราบลาบิดามารดา มีฝูงสัตว์ป่านานาชนิดแวดล้อม เข้าป่า เพื่อหาผลไม้อีก เหล่ากินนรที่เชิงเขา ต่างแวดล้อมพระโพธิสัตว์ ช่วยเก็บผลไม้มาให้

ตกเย็น สุวรรณสามกลับมาถึงอาศรม เอาหม้อตักน้ำมาตั้งไว้ ต้มน้ำให้ร้อน แล้วอาบ และ ล้างเท้าบิดามารดา นำกระเบื้องถ่านเพลิง มาให้บิดามารดาผิง เช็ดมือเช็ดเท้าบิดามารดา เมื่อบิดามารดานั่งแล้ว ให้บริโภคผลไม้ ส่วนตนเอง บริโภคภายหลังจากที่บิดามารดาบริโภคเสร็จแล้ว เก็บผลไม้ที่เหลือไว้ใน อาศรมบท สุวรรณสามปฏิบัติบำรุงบิดามารดาเช่นนี้ ด้วยความสุขใจ ตลอดมา

ถูกยิงด้วยธนูอาบยาพิษ
สมัยนั้น พระราชา พระนามว่า “พระเจ้าปิลยักษ์” ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี แคว้นกาสี พระองค์ติดใจในรสเนื้อกวาง จึงมอบราชสมบัติให้พระชนนีว่าราชการแผ่นดิน จัดเตรียมอาวุธสำหรับล่าเนื้อ มุ่งหน้าสู่ป่าหิมวันต์ เพียงพระองค์เดียว ทรงฆ่ากวาง เสวยเนื้อ แล้วเสด็จไปจนถึงแม่น้ำมิคสัมมตานที เสด็จย้อนขึ้นไปตามสายน้ำที่ไหลลงมา จนถึงท่าที่สุวรรณสามลงตักน้ำ ทอดพระเนตร เห็นรอยเท้ากวางมากมาย ในบริเวณท่าน้ำนั้น จึงทำซุ้มด้วยกิ่งไม้สด ประทับนั่ง ดักยิงกวางอยู่ในซุ้มนั้น

วันนั้น สุวรรณสามเก็บผลไม้มา ในเวลาเย็น จัดเก็บไว้ในอาศรมแล้ว จึงกราบลาบิดามารดาไปตักน้ำ เดินถือหม้อน้ำ ไปตามทางที่เคยเดิน มีฝูงกวางแวดล้อมไป เป็นจำนวนมาก สุวรรณสามให้กวางสองตัวเดินเคียงคู่กัน วางหม้อน้ำดื่มบนหลังกวางทั้งสอง ใช้มือประคอง เดินไปท่าน้ำด้วยความร่าเริง สนุกสนาน เล่นหัวกับฝูงสัตว์ป่า เหมือนเพื่อนเล่น

ฝ่ายพระราชา ประทับแอบอยู่ในซุ้ม ทอดพระเนตรเห็นสุวรรณสาม แวดล้อมด้วยฝูงกวางเดินมา ทรงคิดว่า พระองค์ท่องเที่ยวไปในป่าหิมวันต์ จนมาถึงที่นี่ ยังไม่เคยเห็นมนุษย์สักคนเดียว ชายหนุ่มผู้นี้ จะเป็นเทวดา หรือนาค ก็ไม่อาจทราบได้ ถ้าพระองค์เข้าไปไต่ถาม หากเป็นเทวดา ก็จะเหาะหนีไปในอากาศ หากเป็นนาค ก็จะดำดินหนีไป แล้วพระองค์ ก็ไม่สามารถจับได้

พระองค์ ไม่ได้เที่ยวอยู่ในป่าตลอดไป เมื่อกลับพระนคร หากพระองค์ถูกหมู่อำมาตย์ถามว่า ขณะท่องเที่ยวอยู่ในป่าหิมวันต์ ได้เคยทอดพระเนตรเห็นอะไรแปลก ๆ บ้าง ครั้นบอกว่า เคยเห็นสัตว์ประเภทนี้ เขาก็จะย้อนถามว่า สัตว์ชนิดนั้น ชื่ออะไร เมื่อพระองค์ตอบว่า ไม่รู้จัก เขาก็จะพากันหัวเราะเยาะ จึงตกลงใจ ที่จะยิงชายหนุ่มผู้นี้ ให้บาดเจ็บก่อน ค่อยถามเรื่องราวทีหลัง

เมื่อฝูงกวางลงดื่มน้ำแล้วขึ้นก่อน สุวรรณสามจึงค่อย ๆ ลงน้ำ กิริยาอาการท่วงที ราวกับพระเถระผู้ได้รับการฝึกหัดจริยาวัตรแล้ว สุวรรณสามอาบน้ำระงับความกระวนกระวายแล้ว จึงขึ้นจากน้ำ นุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดงผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง เอาหนังเสือพาดเฉวียงบ่า ยกหม้อน้ำขึ้นวางบนบ่าซ้าย เตรียมก้าวเท้าเดินกลับ

พระราชาทรงคิดว่า ยิงเวลานี้แหละ ดีที่สุด จึงยกธนูอาบยาพิษ ขึ้นเล็ง อย่างแผ่วเบา เมื่อได้เป้าหมายที่เหมาะ พลันลูกธนู ก็พุ่งออกจากคัน แหวกอากาศไปด้วยความแรงและเร็ว ตรงเข้าเสียบ ทะลุสีข้างสุวรรณสาม สุวรรณสามร้องเสียงดัง ด้วยความเจ็บปวด ฝูงกวางรู้ว่า สุวรรณสามถูกยิง ต่างก็ตกใจกลัว วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทาง

แม้สุวรรณสาม จะถูกยิง แต่ก็ยังมีสติ ประคองหม้อน้ำไว้ ตั้งสติมั่นแล้ว ค่อย ๆ วางหม้อน้ำลง คุ้ยเกลี่ยทรายให้เป็นร่อง ตั้งหม้อน้ำ กำหนดทิศ แล้วนอนบนพื้นทรายเนื้อละเอียดขาวดังแผ่นเงิ หันศีรษะไปทางด้านที่บิดามารดาอยู่ แม้จะเจ็บปวดเจียนขาดใจ แต่ก็ตั้งสติ กล่าวออกไปด้วยถ้อยคำอ่อนโยนว่า “ในป่าแห่งนี้ เราไม่เคยสร้างเวรไว้กับใคร แม้บุคคลผู้มีเวรกับบิดามารดาเรา ก็ไม่มี เช่นกัน” กล่าวได้แค่นี้ ก็ฝืนความเจ็บปวด บ้วนเลือด ถ่มออกจากปาก

แม้มองไม่เห็นพระราชา ก็ถามออกไปว่า “ใครยิงเรา ซึ่งยังไม่ทันระวังตัว เพราะกำลังแบกหม้อน้ำ จึงไม่ทันได้แผ่เมตตาให้ ท่านเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ หรือแพศย์ ยิงเราแล้ว แต่กลับหลบอยู่ในพุ่มไม้ เนื้อของเรา ก็กินไม่ได้ หนังก็ไร้ประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไม ท่านจึงเข้าใจว่า ควรยิงเรา ท่านเป็นใคร เพื่อนเอ๋ย จงบอกเราเถิด ยิงเราแล้ว ทำไมจึงซ่อนตัวเสียเล่า” พูดได้แค่นี้แล้ว ก็นิ่งกล้ำกลืนฝืนความเจ็บปวด

แม้สุวรรณสาม กล่าวเช่นนั้น พระราชาก็ทรงดำริว่า “ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือนาคก็ตาม ก็สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ทั้งนั้น เราไม่รู้ว่า ชายหนุ่มผู้นี้ เป็นเทวดา เป็นนาค หรือมนุษย์ ถ้าเขาโกรธ ก็อาจทำอันตรายได้ เมื่อบอกให้รู้ว่า เราเป็นพระราชา ไม่มีใคร ที่ไม่กลัว ชายผู้นี้ แม้ถูกเรายิง ล้มลง ก็ไม่ด่าทอ ไม่ตัดพ้อ กลับเรียกเราด้วยถ้อยคำที่ไพเราะจนจับจิต เราควร ไปหาเขา”

ว่าแล้ว พระเจ้าปิลยักษ์ จึงออกจากที่กำบัง เสด็จไปประทับยืนใกล้สุวรรณสาม แล้วตรัสว่า “เราเป็นพระราชา ของชาวกาสี คนเรียกเราว่า “พระเจ้าปิลยักษ์” เราออกจากราชมณเฑียร เที่ยวล่ากวาง เรามีความชำนาญในการยิงธนู เป็นที่เล่าลือปรากฏไปทั่วพื้นชมพูทวีปว่า มีฝีมือแม่นยำนัก แม้ช้างอยู่ในระยะลูกศร ก็ไม่สามารถวิ่งหนีไปได้ถึง ๗ ก้าว”

ครั้นพระราชาสรรเสริญความสามารถของพระองค์ดังนี้แล้ว จึงถามสุวรรณสามว่า “เธอเป็นใคร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร จงบอกชื่อพ่อชื่อแม่ และโคตรของเธอ ให้เราทราบด้วย”

สุวรรณสามคิดว่า ในป่าใหญ่ไร้มนุษย์เช่นนี้ ถ้าบอกว่า เป็นเทวดา นาค ยักษ์ กินนร หรือ เป็นกษัตริย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง พระราชา ก็ต้องเชื่อ แต่ควรบอกความจริงเท่านั้น จึงทูลว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรฤๅษี ผู้เป็นบุตรของนายพราน ญาติทั้งหลาย เรียกข้าพระองค์ว่า “สาม” วันนี้ ข้าพระองค์ใกล้ตาย นอนอยู่อย่างนี้ เพราะถูกพระองค์ยิง เหมือนกวางถูกศรพรานป่า ขอพระองค์ทอดพระเนตรข้าพระองค์ นอนจมกองเลือดของตนเถิด เชิญทอดพระเนตรลูกธนู ที่เข้าข้างขวา ทะลุออกข้างซ้าย ข้าพระองค์บ้วนโลหิตอยู่ รู้สึกทุรนทุราย กระสับกระส่าย ทำไม จึงซุ่มยิงข้าพระองค์ เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา ก็แล้วพระองค์ เข้าใจว่า ข้าพระองค์ควรถูกฆ่า ด้วยเหตุอะไร”

แม้พระราชา ได้ฟังเช่นนั้น ก็ยังไม่ตรัสบอกตามจริง ตรัสเลี่ยงไปว่า “สาม กวางปรากฏตัวเดินเข้ามาในระยะลูกศร ครั้นเห็นเธอเข้า ก็ตกใจ แตกตื่น วิ่งหนีไป เราโกรธ จึงยิงเธอ”
พระโพธิสัตว์ทูลว่า “พระองค์ตรัสอะไร ในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ไม่มีกวางตัวใด เห็นข้าพระองค์ แล้วหนีไป ตั้งแต่จำความได้ ข้าพระองค์ก็นุ่งผ้าเปลือกไม้มาตั้งแต่เยาว์วัย ลูกกวาง และฝูงกวางในป่า แม้ดุร้าย ก็ยังไม่กลัวข้าพระองค์ แม้ฝูงกินนร ได้ชื่อว่า มีความขลาดอย่างยิ่ง อาศัยอยู่บนภูเขาคันธมาทน์ เห็นข้าพระองค์ ยังไม่สะดุ้งกลัว พวกเราต่างสนุกสนานชื่นชมต่อกัน ท่องเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพร เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝูงกวางจะสะดุ้งกลัวข้าพระองค์ ด้วยเหตุอันใด”

พระราชารู้สึกละอายใจว่า พระองค์ยิงคนผู้ไร้ความผิด แล้วยังกล่าวเท็จอีก จึงบอกความจริงว่า “สาม กวางเห็นเธอแล้ว หาตกใจ หนีไปไม่ แต่เรา โกหกเธอ เพราะความโกรธ และความโลภ เราจึงยิงเธอ”
ครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงดำริว่า ไม่น่าที่สุวรรณสามจะอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้เพียงลำพัง เขาจะต้องมีญาติแน่ จะต้องถามให้รู้ความ จึงตรัสถามว่า “เธอมาจากไหน ใครใช้ให้เธอ มาตักน้ำ”

สุวรรณสามสู้อดกลั้นความเจ็บปวดทุกขเวทนาเจียนขาดใจ บ้วนเลือดแล้วกล่าวว่า “บิดามารดาของข้าพระองค์ เป็นคนตาบอด ข้าพระองค์เลี้ยงดูท่านทั้งสอง อยู่ในป่าใหญ่แห่งนี้ จึงมาตักน้ำไปให้ท่าน”
ครั้นกล่าวถึงบิดามารดาอย่างนี้แล้ว ความทุกข์โศก ก็กลับท่วมทับหัวใจของสุวรรณสามอย่างมาก จึงบ่นรำพันว่า “อาหารของบิดามารดาที่เก็บไว้ ยังพอมีกินได้อีก ๖ วัน แต่ท่านทั้งสองตาบอด เกรงจะตายเสีย เพราะขาดน้ำ ความทุกข์เพราะถูกยิงด้วยธนู ไม่ทุกข์นัก แต่ความทุกข์ที่จะไม่ได้เห็นบิดามารดาตลอดไป เป็นทุกข์ยิ่งกว่าถูกยิงด้วยธนู เมื่อบิดามารดาไร้คนดูแล จะร้องไห้ บ่นรำพันหาข้าพระองค์ อีกนานแสนนาน ข้าพระองค์เคยนวดมือนวดเท้าของท่าน ทุกเช้า สาย บ่าย เย็น เมื่อข้าพระองค์มาหายไปเช่นนี้ ท่านคงออกติดตามเที่ยวร้องเรียกไปในป่าใหญ่ว่า “ลูกสาม ลูกสาม” ความโศกนี้แหละ ทำให้หัวใจข้าพระองค์หวั่นไหว จากนี้ไป ข้าพระองค์ ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าบิดามารดา ชีวิตคงจะหาไม่แล้ว”

พระราชาทรงคิดว่า เด็กหนุ่มคนนี้ นอกจากประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนมีคุณธรรมแล้ว ยังมีความกตัญญูเหลือเกิน ปฏิบัติบิดามารดาอย่างดียิ่ง แม้ประสบทุกข์ถึงเพียงนี้ ก็ยังคร่ำครวญถึงบิดามารดา เราได้ทำความผิด ต่อคนผู้มีคุณธรรมอย่างนี้แล้ว เราจะปลอบใจเด็กหนุ่มคนนี้อย่างไรดี เมื่อเราตกนรก ราชสมบัติจะช่วยอะไรได้ เราจะเลี้ยงดูบิดามารดาของเด็กหนุ่มคนนี้ ตามที่เขาปฏิบัติมา เขาจะได้เหมือนไม่ตาย จึงตรัสว่า “เธออย่าเป็นห่วงเลย เรามีความชำนาญในการยิงธนู จนเป็นที่รู้จักไปทั่วชมพูทวีป เราจะยิงกวางและหาอาหารในป่า มาเลี้ยงบิดามารดาของเธอให้เหมือนกับที่เธอเลี้ยง บิดามารดาของเธอ อยู่ไหน”

สุวรรณสามทูลว่า “ข้าพระองค์ขอฝากบิดามารดาด้วย ขอพระองค์โปรดเลี้ยงดูท่าน ทางด้านหัวนอนของข้าพระองค์ มีทางที่เดินเส้นเดียว พระองค์เสด็จไปตามทางนั้น ประมาณกึ่งเสียงกู่ จะถึงที่อยู่บิดามารดาของข้าพระองค์”
สุวรรณสามทูลบอกทางพระราชา อย่างนี้แล้ว สู้อดกลั้นความเจ็บปวดทุกขเวทนาไว้ ด้วยความรักบิดามารดา ยกมือขึ้นประคองอัญชลี ทูลวิงวอนพระราชา เพื่อขอให้เลี้ยงดูบิดามารดาว่า “พระองค์ผู้ปกครองชาวกาสีให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าพระองค์ขอน้อมกราบฝ่าพระบาท ขอพระองค์ทรงเลี้ยง บิดามารดาผู้ตาบอดของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์ขอฝากกราบเท้าท่านทั้งสองด้วย”

สุวรรณสามยกมือขึ้นไหว้บิดามารดาไปทางทิศอันเป็นที่ตั้งอาศรม ครั้นแล้วพิษลูกธนูก็กำเริบ สลบแน่นิ่งไป ลมหายใจก็หยุดนิ่ง เสียงพูดก็ขาดไป ริมฝีปากปิดสนิท นัยน์ตาหลับสนิท มือเท้า แข็งกระด้าง ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด
พระราชาทรงรำพึงว่า “สุวรรณสาม พูดกับเราอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นอะไรหนอ จึงเงียบไปเช่นนี้” ทรงตรวจดูลมหายใจ ก็หยุดนิ่ง ร่างกายก็แข็งทื่อ ก็ทรงเข้าใจว่า สุวรรณสามตายแล้ว ไม่อาจกลั้นความโศกไว้ได้ จึงนั่งเอามือกุมพระเศียร ร้องไห้คร่ำครวญกลางป่าใหญ่ว่า “เมื่อก่อน เราเข้าใจว่าจะไม่แก่ ไม่ตาย เรารู้วันนี้เอง เพราะเห็นสุวรรณสามตาย จึงรู้ว่า ทั้งตัวเราและเหล่าสัตว์อื่น ๆ ต้องแก่ ต้องตาย ทั้งนั้น สามถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ พูดอยู่กับเราหลัด ๆ กลับไม่พูดอะไรอีกเลย เราต้องตกนรกแน่แล้ว เพราะกรรมที่เราทำ เราทำกรรมหยาบช้าในบ้านเมือง ยังมีคนติเตียนเราได้ คนทั้งหลายจักชุมนุมกันวิพากษ์วิจารณ์เรา ก็แล้วใครเล่า จะติเตียนเราให้ระลึกถึงกรรม ในราวป่า ที่ไร้มนุษย์เช่นนี้”

อานุภาพแห่งความกตัญญู
กาลนั้น เทพธิดา นามว่า “พหุสุนทรี” อยู่ภูเขาคันธมาทน์ เคยเป็นมารดาของสุวรรณสามในอดีตชาติ นับย้อนหลังกลับไปอีก ๗ ชาติ เพราะความรัก ความผูกพันบุตร ไม่ว่าบุตรจะเกิดที่ไหน จึงคอยเฝ้าดูความเป็นไปของพระโพธิสัตว์ อยู่ตลอดเวลา

วันนั้น นางกำลังเสวยทิพยสมบัติ จึงมิได้ป้องกันสุวรรณสาม ครั้นกลับมาพิจารณาดูก็เห็นพระเจ้าปิลยักษ์ ยิงสุวรรณสาม นอนจมกองเลือด อยู่ที่หาดทรายฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา จึงคิดว่า “ถ้าเราไม่ไป สุวรรณสามจะตาย แม้พระราชา ก็จะอกแตกตาย บิดามารดาของสุวรรณสาม จะอดอาหาร เมื่อไม่ได้ดื่มน้ำ ก็จะเหือดแห้ง ตายไปเช่นกัน แต่เมื่อเราไป พระราชาจะถือหม้อน้ำดื่ม ไปหาบิดามารดาของสุวรรณสาม ครั้นเสด็จไปแล้ว จะรับสั่งให้ทราบว่า พระองค์ฆ่าสุวรรณสาม แล้วนำท่านทั้งสอง ไปดูลูกชาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ดาบส ดาบสินีทั้งสอง และเรา จะทำสัจกิริยา ตั้งสัตยาธิษฐาน พิษในร่างกายสุวรรณสาม ก็จะหาย สุวรรณสาม จะฟื้นคืนชีวิต ดวงตาทั้งสองข้าง ของบิดามารดาสุวรรณสาม ก็จะมองเห็นเป็นปกติ พระราชาจะได้ฟังธรรมจากสุวรรณสาม ภายหลังเมื่อเสด็จกลับพระนคร จะทรงบริจาคมหาทาน ปกครองบ้านเมือง ด้วยทศพิธราชธรรม ครั้นตายไป ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์”
เทพธิดาอันตรธานไปจากภูเขาคันธมาทน์ พร้อมกับความคิด ไปสถิตอยู่กลางอากาศ ที่ริมฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตานที กล่าวกับพระเจ้าปิลยักษ์ โดยไม่ปรากฏกายว่า “พระองค์ทำผิดมหันต์ ได้ทำกรรมอันชั่วช้า คนทั้งสาม ไร้ความผิด ถูกพระองค์ฆ่า ด้วยศรเพียงลูกเดียว เชิญเสด็จมาเถิด ข้าพเจ้า จะสั่งสอนพระองค์ ซึ่งจะทำให้พระองค์ ได้ไปเกิดบนสวรรค์ พระองค์จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสอง ผู้ตาบอดโดยธรรมในป่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ด้วยวิธีนี้ พระองค์จึงจะพ้นจากนรก ได้ไปเกิดในสวรรค์”

พระราชาสดับคำเทพธิดา ทรงเชื่อว่า หากพระองค์เลี้ยงบิดามารดาของสุวรรณสามแล้ว จะได้ไปเกิดในสวรรค์ ทรงดำริว่า “เราจะต้องการราชสมบัติไปทำไม เราจะเลี้ยงดูท่านทั้งสองนั้น” ทรงตั้งพระทัยมั่น ร่ำไห้รำพันคร่ำครวญอยู่กลางป่าเพียงลำพัง อย่างน่าเวทนา ครั้นระงับความโศกให้เบาบางลงได้แล้ว จึงเก็บดอกไม้ มาบูชาร่างพระโพธิสัตว์ ประพรมด้วยน้ำ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วทรงกราบ เพราะเข้าใจว่า สุวรรณสามตายแล้ว
จากนั้น จึงถือหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ใส่น้ำไว้เต็มแล้ว มุ่งหน้าไปทิศใต้ ตามทางที่สุวรรณสาม บอกไว้
พระราชาทรงถือหม้อน้ำ ไปถึงอาศรม เดินเข้าประตูบรรณศาลาของทุกูลบัณฑิต เพราะพระองค์เดินลงเท้าหนัก จึงทำให้อาศรมกระเทือน ทุกูลบัณฑิตนั่งอยู่ภายใน ได้ฟังเสียงฝีพระบาทพระราชา ก็ทราบว่า ไม่ใช่เสียงเท้าสุวรรณสาม จึงถามว่า “นั่น เสียงเท้าใคร ลูกสาม เดินเบา วางเท้าเบา เสียงเท้าจึงไม่ดัง ท่านเป็นใครกัน”
พระราชาทรงดำริว่า “ถ้าเราไม่บอกก่อนว่า เราเป็นพระราชา แต่บอกว่า เราฆ่าลูกของท่าน ตายแล้ว ท่านทั้งสองจะโกรธ และด่าเรา อย่างหยาบคาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะโกรธ จนถึงทำร้ายท่านทั้งสอง จะเป็นอกุศลกรรมแก่เรา มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อบอกว่า เราเป็นพระราชา ไม่มีใคร ไม่กลัวพระราชา เราจะบอกให้รู้ก่อนว่า เราเป็นพระราชา” จึงวางหม้อน้ำไว้ ที่โรงน้ำดื่ม แล้วประทับยืนที่ประตู ตรัสว่า“เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คนเรียกเราว่า “พระเจ้าปิลยักษ์” เราออกจากแว่นแคว้น เที่ยวแสวงหากวาง เพราะติดใจในรสเนื้อกวาง เราเป็นผู้ชำนาญในการยิงธนู จนเป็นที่ร่ำลือของคนทั่วไปว่า ยิงธนูได้แม่นยำนัก แม้ช้างอยู่ในระยะลูกธนูก็ไม่สามารถหนีรอดไปได้”

ทุกูลบัณฑิตดาบสทราบว่า เป็นพระราชา ก็เกิดความยินดี จึงกล่าวปฏิสันถารว่า “ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว พระองค์มีเดชานุภาพมาก เสด็จมาไกล ก็เหมือนใกล้ ในอาศรม มีผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า ขอเชิญพระองค์เลือกเสวยแต่ผลที่ดี ๆ เถิด ขอจงทรงดื่มน้ำเย็น ที่ตักมาจากแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งไหลมาจากซอกเขา ตามพระประสงค์เถิด”
พระราชาทรงคิดว่า ยังไม่ควรบอกว่า พระองค์ได้ฆ่าลูกของท่านทั้งสอง ตอนนี้ ทำเป็นเหมือน ไม่รู้ ควรชวนพูดเรื่องอะไร ๆ ไปก่อน แล้วตรัสว่า “ท่านทั้งสองตาบอด มองไม่เห็นอะไร ๆ ในป่า ใครเป็นคนเก็บผลไม้มาจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย เหมือนคนตาดี จัดแจงไว้”
ทุกูลบัณฑิตกราบทูลว่า “ลูกสาม เด็กหนุ่มน่ารักรูปร่างงดงามสมส่วน ผมยาวดำเฟื้อย ปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน เก็บผลไม้มา ขณะนี้ เธอถือหม้อน้ำ ไปตักน้ำที่แม่น้ำ ประเดี๋ยว ก็คงใกล้ จะกลับมาแล้ว”
พระราชาได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงสะเทือนใจอย่างมาก ไม่อาจปกปิดไว้ได้ จึงตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ข้าพเจ้า ได้ฆ่าสามผู้ปฏิบัติบำรุงท่านเสียแล้ว บัดนี้ เธอนอนอยู่ที่หาดทราย ร่างกาย เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด”
อาศรมของนางปาริกา อยู่ใกล้กับทุกูลบัณฑิต นางได้ยินการสนทนา ระหว่างทุกูลบัณฑิตกับพระราชา ก็รู้สึกหวาดหวั่น ต้องการจะทราบเหตุนั้น จึงออกจากอาศรมของตน เกาะเชือกสาวเดินไปหาทุกูลบัณฑิต กล่าวว่า “ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านพูดอยู่กับใครว่า สามถูกฆ่าเสียแล้ว แค่ได้ยินว่า สามตาย หัวใจดิฉัน ก็สั่น ไม่ต่างอะไรจากใบไม้อ่อนถูกลมพัด”

ทุกูลบัณฑิตได้โอวาทนางปาริกาว่า “ปาริกา ท่านผู้นี้ คือ พระเจ้ากาสี พระองค์ยิงลูกสามเราตาย ที่หาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา เราทั้งสอง อย่าโกรธพระองค์เลย”
นางปาริกากล่าวว่า “บุตรที่รัก กว่าจะได้มา ก็แสนยาก ทั้งเป็นผู้เลี้ยงเราผู้ตาบอดในป่า จะไม่ให้โกรธคนฆ่าลูกคนเดียวของเรา ได้อย่างไร”
ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า “บัณฑิตทั้งหลาย สรรเสริญบุคคลผู้ไม่โกรธ บุคคลผู้ฆ่าบุตรคนเดียว” ครั้นแล้ว ฤๅษีทั้งสองก็ใช้มือตีอกชกตัวเอง คร่ำครวญพรรณนาคุณของสุวรรณสาม เป็นอันมาก

พระราชาปลอบใจท่านทั้งสองว่า “พระคุณเจ้าทั้งสอง อย่าเศร้าโศกเสียใจไปมากเลย ข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงดูพระคุณเจ้าในป่าใหญ่ แทนสุวรรณสาม ข้าพเจ้ายิงธนูแม่น จะยิงกวาง และเก็บผลไม้ในป่า มาเลี้ยงดูท่านทั้งสอง ข้าพเจ้า ไม่ต้องการราชสมบัติ จะเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ไปตลอดชีวิต”
ฤๅษีทั้งสองทูลว่า “พระองค์ เป็นพระราชาของอาตมาทั้ง ๒ การทำเช่นนั้น ไม่สมควร” พระราชาทรงดำริว่า น่าอัศจรรย์ แม้เพียงคำหยาบของฤๅษีทั้งสองนี้ ที่ด่าทอพระองค์ผู้ทำร้ายถึงเพียงนี้ ก็ไม่มี กลับยกย่องพระองค์เสียอีก จึงตรัสว่า “ท่านผู้เป็นเชื้อชาตินายพราน ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านเต็มไปด้วยความถ่อมตน ขอท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้า ข้าแต่นางปาริกา ขอท่านจงเป็น มารดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขออยู่ในฐานะสาม บุตรของท่าน จะทำกิจทุกอย่าง ตั้งแต่การล้างเท้า เป็นต้น ขอท่านทั้งสอง อย่าถือว่า ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จงถือว่า ข้าพเจ้าเป็นเหมือนสาม ลูกของท่านเถิด”

ฤๅษีทั้งสอง ประคองอัญชลี ทูลวิงวอนว่า “ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์ไม่มีหน้าที่ที่จะทำการงานให้อาตมา แต่ขอพระองค์จงทรงถือปลายไม้เท้า นำทางไปหาสุวรรณสามเถิด อาตมาทั้งสอง จะสัมผัสเท้าทั้งสอง และดวงหน้าอันงดงามน่าดูของเธอ แล้วทรมานตน ให้ตาย ตามกันไป” เมื่อท่านเหล่านั้น สนทนากันอยู่อย่างนี้ พระอาทิตย์ ได้อัสดงลง ตามลำดับ
พระราชา ทรงดำริว่า ถ้าพระองค์นำฤๅษีทั้งสองผู้ตาบอด ไปหาสุวรรณสาม ดวงใจของท่านก็จะแตกสลาย เพราะเห็นสุวรรณสาม เมื่อท่านทั้งสองตาย พระองค์ก็เหมือนนอนอยู่ในนรก พระองค์จะไม่ยอมนำฤๅษีทั้งสองไป จึงตรัสว่า “สามตายไปแล้ว นอนอยู่ในป่า เหมือนดวงจันทร์ และ ดวงอาทิตย์ ตกลงเหนือแผ่นดิน เปื้อนด้วยฝุ่นทราย ป่านั้นกว้างใหญ่นัก มีสัตว์ร้ายมากมาย ทั้งศพสุวรรณสาม ก็อยู่ไกลแสนไกล ท่านทั้งสอง อย่าไปเลย จงอยู่ในอาศรมนี้เถิด”
ฤๅษีทั้งสองกล่าวว่า “ในป่า มีสัตว์ร้ายตั้งร้อยตั้งพันและตั้งหมื่น อาตมาทั้งสอง ก็ไม่ได้กลัว” เมื่อไม่อาจทัดทานได้ พระราชาจึงจูงฤๅษีทั้งสอง นำทางไปหาสุวรรณสาม
ครั้นถึงแล้ว ประทับยืนใกล้สุวรรณสาม ตรัสว่า “นี้ บุตรของท่านทั้งสอง” บิดามารดา สัมผัสกายสุวรรณสาม ซึ่งนอนเกลือกฝุ่นทราย ถูกทิ้งไว้กลางป่าใหญ่ หัวใจแทบแตกสลาย บิดาช้อนศีรษะสุวรรณสามขึ้นวางไว้บนตัก มารดายกเท้าขึ้นวางไว้บนตักของตน นั่งร้องไห้บ่นรำพัน อย่างน่าเวทนาว่า

“โลกนี้ ช่างไม่ยุติธรรม ขอให้ชาวโลก จงรู้ว่า ความไม่เป็นธรรม กำลังเป็นไป ในโลกนี้ ลูกสามผู้งดงาม น่ารัก ลูกหลับเอาจริง ๆ ลูกเคลิบเคลิ้มเอามากมายเหลือเกิน เหมือนคนดื่มสุราเข้ม ขัดเคืองใครมากมายขนาดนั้น วันนี้ ลูกไม่พูดอะไร ๆ กับพ่อกับแม่บ้างเลย ลูกปฏิบัติบำรุงพ่อแม่ทั้งสองผู้ตาบอด ลูกมาตายเสียแล้ว ต่อไป ใครเล่า จะทำความสะอาดชฎาอันหมักหมม เปื้อนฝุ่นละออง เมื่อลูกมาตายเสียแล้ว ใครจะจับไม้กวาด กวาดอาศรมให้พ่อกับแม่ ใครจะเตรียมน้ำเย็น น้ำร้อน ให้อาบ ใครจะจัดหาผลไม้ในป่า มาให้พ่อกับแม่”
เมื่อมารดาพระโพธิสัตว์ บ่นเพ้อมากแล้ว ก็เอามืออังที่อกพระโพธิสัตว์ รู้สึกยังอุ่นอยู่ จึงคิดว่า “ลูกสาม ยังมีไออุ่นอยู่ ลูกเรา เห็นจะสลบไป เพราะยาพิษ เราจะกระทำสัจกิริยา เพื่อถอนพิษ” คิดดังนี้แล้ว ได้กระทำสัจกิริยา ตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ลูกสาม มิได้แค่ประพฤติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็น ผู้ประพฤติดังพรหมด้วย ได้กล่าวคำจริงมาแต่ก่อน ได้เลี้ยงบิดามารดา มีความเคารพต่อญาติผู้ใหญ่ ในตระกูล เป็นผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษของลูกสาม จงหายไป บุญกุศล อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ลูกสามเลี้ยงเราและบิดาของเธอ ด้วยอานุภาพกุศลบุญนั้นทั้งหมด ขอพิษในกายลูกสาม จงหายไป”
เมื่อมารดา ทำสัจกิริยาอย่างนี้ สุวรรณสาม ก็พลิกตัวกลับ นอนต่อไป บิดาคิดว่า ลูกยังไม่ตาย จึงทำสัจกิริยาอย่างนั้นบ้างว่า “ลูกสาม ไม่ได้แค่ประพฤติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประพฤติดังพรหม ด้วย ได้กล่าวคำจริงมาแต่ก่อน ได้เลี้ยงดูบิดามารดา มีความเคารพต่อญาติผู้ใหญ่ในตระกูล เป็นผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษในกายลูกสาม จงหายไป บุญกุศลอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่ลูกสามเลี้ยงดูเราและมารดาของเธอ ด้วยอานุภาพกุศลบุญนั้นทั้งหมด ขอพิษในกาย ของลูกสาม จงหายไป”
เมื่อบิดาทำสัจกิริยา อยู่อย่างนี้ สุวรรณสาม ก็พลิกตัวอีกข้างหนึ่ง แล้วนอนต่อไป พหุสุนทรีเทพธิดา มองดูสุวรรณสามด้วยความเอ็นดู ก็ได้ทำสัจกิริยาเช่นกันว่า “เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มายาวนาน คนอื่นซึ่งเป็นที่รักของเรากว่าสามไม่มี ต้นไม้ทั้งหมดมีอยู่ที่เขาคันธมาทน์ ล้วนแต่เป็นไม้หอม ด้วยสัจจวาจานี้ ขอพิษในกายของสามกุมาร จงหายไป”
ในกาลที่เทพธิดาทำสัจกิริยาจบลง เมื่อฤๅษีทั้งสองบ่นเพ้อรำพันอยู่ สุวรรณสามได้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ได้หายไป เหมือนน้ำกลิ้งตกจากใบบัว แม้แผลที่ถูกยิงก็ไม่ปรากฏ
ความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะนั้น คือ พระบรมโพธิสัตว์สุวรรณสาม หายจากโรค ดวงตาบิดามารดา กลับเห็นเป็นปกติ แสงเงินแสงทองยามรุ่งอรุณ จับขอบฟ้า และท่านทั้งสี่ มาปรากฏที่อาศรม สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน ด้วยอานุภาพของเทวดา
บิดามารดาทั้งสอง กลับได้ดวงตาดี เป็นปกติ แล้วยินดีอย่างเหลือเกินว่า ลูกสามหายแล้ว สุวรรณสามกล่าวกับท่านทั้งสองว่า “ลูก คือสุวรรณสาม ลูกหายเป็นปกติ ปลอดภัยดีแล้ว ขอท่าน อย่าคร่ำครวญนักเลย ยิ้มและพูดกับลูก ด้วยวาจาอันไพเราะเถิด”
พระโพธิสัตว์ มองเห็นพระราชา เมื่อจะทูลปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า “ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์ เสด็จมาดีแล้ว เพราะพระองค์ มีเดชานุภาพมาก เสด็จมาไกล ก็เหมือนใกล้ ในอาศรม มีผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า ขอเชิญพระองค์เลือกเสวยแต่ผลที่ดี ๆ เถิด ขอจงทรงดื่มน้ำเย็น ที่ตักมาจากแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งไหลจากซอกเขา ตามพระประสงค์เถิด”
พระราชาเห็นความอัศจรรย์เช่นนั้น จึงตรัสว่า “เรามึนงงไปหมด แปลกประหลาดใจมาก เหลือเกิน เราเห็นสามตายแล้ว แต่ทำไม กลับฟื้นคืนมาได้อีก”
พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้คนเข้าใจว่า คนมีชีวิตอยู่ ประสบความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรง นิ่งเงียบไปว่า “ตายแล้ว” เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมคุ้มครองบุคคลผู้เลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม แม้นักปราชญ์ทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญเขา ผู้นั้น บุคคลนั้น ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมมีความสุข บันเทิงอยู่ในสวรรค์”
พระราชา เกิดความอัศจรรย์ใจว่า แม้เทวดาทั้งหลาย ก็ช่วยเยียวยารักษาโรคให้บุคคลผู้เลี้ยงดูบิดามารดา จึงประคองอัญชลี ตรัสว่า “ข้าพเจ้าแปลกประหลาดใจมากจริง ๆ ท่านบัณฑิต ข้าพเจ้า ขอถึงท่าน เป็นสรณะ ขอท่าน จงเป็นที่พึ่ง ของข้าพเจ้า”
สุวรรณสามกราบทูลพระราชาว่า ถ้าประสงค์จะไปสวรรค์ เสวยทิพยสมบัติ พระองค์จงปกครองแผ่นดิน ด้วยทศพิธราชธรรม จึงถวายโอวาทพระเจ้าปิลยักษ์ ด้วยทศพิธราชธรรมว่า
“ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนก และพระชนนนี ในพระโอรส และพระมเหสี ในมิตร และอำมาตย์ ในพาหนะ และกองทัพ ในชาวบ้าน และชาวนิคม ในชาวเมือง และชาวชนบท ในสมณะ และพราหมณ์ ในฝูงกวาง และหมู่นกทั้งหลาย
ครั้นพระองค์ประพฤติธรรมนั้น ๆ ในโลกนี้แล้ว จะได้ไปเกิดในสวรรค์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้ว จะประสบแต่ความสุขความเจริญ พระองค์ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จะได้ไปเกิดในสวรรค์ พระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งหมู่พรหม เข้าถึงทิพยสถานได้ด้วยการประพฤติธรรม ขอพระองค์ อย่าประมาทในธรรม”
พระโพธิสัตว์แสดงธรรมกถาถวายพระราชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะถวายโอวาทยิ่งขึ้น ได้ถวาย เบญจศีล พระราชาทรงรับโอวาทพระโพธิสัตว์ ทรงไหว้ และขอขมาโทษพระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี ทรงบำเพ็ญกุศล มีทาน เป็นต้น ทรงรักษาศีล ๕ ครองราชสมบัติโดยธรรม ครั้นสิ้นพระชนม์ ได้ไปเกิดในสวรรค์
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ปฏิบัติบำรุงบิดามารดา ได้บรรลุอภิญญาและสมาบัติ พร้อมทั้งบิดามารดา ไม่ได้เสื่อมจากฌาน เมื่อหมดอายุ ได้ไปเกิดในพรหมโลก พร้อมทั้งบิดามารดานั้น

กลับชาติมาเกิดสมัยพุทธกาล
พระบรมศาสดา ทรงเล่าเรื่องสุวรรณสามแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลาย” ตรัสดังนี้แล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ เพื่อประชุมชาดก เมื่อทรงแสดง อริยสัจ ๔ จบลง พระภิกษุหนุ่มผู้เลี้ยงดูบิดามารดารูปนั้น ได้บรรลุโสดาปัตติผล
พระราชาปิลยักขราช ในกาลนั้น กลับชาติมาเกิด เป็นพระอานนท์ ในชาตินี้ พหุสุนทรี เทพธิดา เกิดเป็นภิกษุณี ชื่อว่า อุบลวรรณา ท้าวสักกเทวราช เกิดเป็นพระอนุรุทธะ ทุกูลบัณฑิต ผู้บิดา เกิดเป็นพระมหากัสสปะ นางปาริกาผู้มารดา เกิดเป็นภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานี ส่วนสุวรรณสามบัณฑิต คือ เราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้า

(๕) “บารมีสามสิบทัศ & กตัญญูกตเวทิตา” รหัสธรรมสุวรรณสาม “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร เจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

เป้าหมายที่จะไปให้ถึง
ตามรอยมหาบุรุษทั้งแปด อริยสาวกของพระพุทธเจ้า คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล ![]()
![]()
![]()
![]()
สามเณรพุทธศากยบุตรฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน สวดมนต์ทำวัตร ![]()
![]()
เข้า – เย็น ![]()
ตามรอย “ทศชาติ
ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง“ ฉบับ ญาณวชิระ ![]()
![]()
ถึงลูกผู้ชายต้องบวช เพื่อการนี้ นิพพานปัจโยโหตุ ![]()

บทเจริญพระพุทธมนต์บารมี ๓๐ ทัศ
ทานะปาระมี สัมปันโน , ทานะอุปะปาระมี สัมปันโน , ทานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
สีละปาระมี สัมปันโน , สีละอุปะปาระมี สัมปันโน , สีละปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
เนกขัมมะปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะอุปะปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
ปัญญาปาระมี สัมปันโน , ปัญญาอุปะปาระมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
วิริยะปาระมี สัมปันโน , วิริยะอุปะปาระมี สัมปันโน , วิริยะปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
ขันตีปาระมี สัมปันโน , ขันตีอุปะปาระมี สัมปันโน , ขันตี ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
สัจจะปาระมี สัมปันโน , สัจจะอุปะปาระมี สัมปันโน , สัจจะปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
อะธิฏฐานะปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะอุปะปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปาระมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
อุเปกขาปาระมี สัมปันโน , อุเปกขาอุปะปาระมี สัมปันโน , อุเปกขาปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
ทะสะปาระมี สัมปันโน , ทะสะอุปะปาระมี สัมปันโน , ทะสะปะระมัตถะปารมี สัมปันโน ,
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา ฯ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง ฯ

จากทศชาติ สู่ ทศบารมี
พระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๑๐ ประการ เพื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้ามาหลายภพหลายชาติ จนไม่อาจกำหนดได้ นับตั้งแต่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์สามัญ เป็นมนุษย์ชั้นสูง จนถึงเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ละพระชาติ ทรงบำเพ็ญแต่ละพระบารมี ด้วยจิตใจที่มั่นคง แน่วแน่ จนถึง ๑๐ พระชาติสุดท้าย ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีอย่างยิ่งยวด ดังนี้

๑. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการออกบวช เป็นการปลีกตัวปลีกใจ ออกจากการครองเรือน

๒. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่น อุตสาหะ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่

๓. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวง มีความสุขความเจริญ

๔. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่

๕. พระมโหสถบัณฑิต ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริง และรู้จักแก้ไข ปฏิบัติจัดการต่าง ๆ

๖. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการรักษากาย วาจา ให้อยู่ในหลักความประพฤติที่เป็นแบบแผนแห่งภาวะของตน ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย

๗. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความอดทน ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตน ให้อยู่ในอำนาจเหตุผล และแนวทางความประพฤติ หรือการปฏิบัติที่ตั้งไว้ เพื่อจุดหมายอันชอบ

๘. พระนารทมหาพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความวางใจเป็นกลาง ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม และดำรงอยู่ในธรรม ไม่เอนเอียง หรือหวั่นไหวไป ด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใด ๆ

๙. พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญสัจจบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความตั้งมั่น ในสัจจะความจริง

๑๐. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการทุ่มเท อุทิศตนเสียสละแม้แต่สิ่งที่สละได้ยาก

พระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมี ละเอียดขึ้นไปตามลำดับ ตั้งแต่ ขั้นธรรมดา เรียกว่า “บารมี” ขั้นกลาง เรียกว่า “อุปบารมี” และขั้นสูงสุด เรียกว่า “ปรมัตถบารมี”
ขั้นธรรมดา พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมี โดยไม่คำนึงถึงทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ และคนที่พระองค์รัก เพื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงสละได้ แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติทั้งปวง ยศถาบรรดาศักดิ์ และคนที่พระองค์รัก
ขั้นกลาง พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมี โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะ ร่างกาย ทรงหวงแหนพระโพธิญาณ ยิ่งกว่าหวงแหนอวัยวะ ร่างกาย เพื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงสละได้ แม้กระทั่งอวัยวะ และร่างกายของตน
ขั้นสูงสุด พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมี โดยไม่คำนึงถึงชีวิต ทรงหวงแหนพระโพธิญาณ ยิ่งกว่าหวงแหนชีวิต เพื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงสละได้ แม้กระทั่งชีวิตของตน
บารมีทั้ง ๑๐ ประการ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญละเอียดขึ้นไปตามลำดับ รวมเป็นบารมี ๓๐ ประการ










