“แก่นพุทธศาสตร์” กุญแจไขความลับหนทางแห่งการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง
“แก่นพุทธศาสตร์”

ศาสตร์แห่งความว่างจากความทุกข์
พุทธทาสภิกขุ

รำลึก ๖๐ ปี ยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ ประกาศ
“แก่นพุทธศาสตร์” ปาฐกถาธรรมของพุทธทาสภิกขุ
หนังสือดีเด่นประจำปีพุทธศักราช ๒๕๐๘
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ
หนังสือที่ทำให้ชาวโลกทึ่งกับการค้นพบตัวเองของพระพุทธเจ้า
เมื่อสองพันหกร้อยกว่าปีก่อน
นำมาสู่ศาสตร์แห่งชีวิตในการดับทุกข์สำหรับมนุษย์ทุกคน
ที่ท่านพุทธทาสภิกขุนำมาอธิบาย แจกแจงอย่างละเอียด
เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ออกจากกรงขังในสังสารวัฏ…

พลิกของคว่ำให้หงาย พบใบไม้ในกำมือ ของขวัญจากพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงค้นพบ “ความว่าง” จากความทุกข์ในใจ ด้วยหลักการปฏิบัติอันง่ายที่ได้ปักหมุดอยู่ใน “แก่นพุทธศาสตร์” ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุนำมาอธิบายไว้อย่างลัดสั้น เพื่อนำไปใช้ดับทุกข์เล็ก ทุกข์น้อย ไปจนถึงทุกข์ใหญ่ ๆ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วย และ ความตายในขณะจิตหนึ่ง
ดังที่ท่านกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ถ้าเอาตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็มีหลักง่ายๆ คือ หลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่สาวก ชื่อ พาหิยะ ว่า
“ดูกรพาหิยะ, เมื่อใดเธอได้เห็นรูป สักว่าตาเห็น , ได้ฟังเสียง สักว่าหูได้ยิน, ได้ดมกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้กลิ่น, ได้ลิ้มรส ก็สักแต่ว่าได้ชิม, ได้สัมผัสผิวหนังก็สักแต่ว่าเป็นการกระทบทางผิวหนัง, จะนึกคิดขึ้นมาในใจก็สักแต่ว่า รู้สึกตามธรรมชาติขึ้นมาในใจ, เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เมื่อนั้นตัวเธอจักไม่มี (คือตัวกูไม่มี), เมื่อตัวเธอไม่มี การวิ่งไปทางโน้นหรือวิ่งมาทางนี้ หรือหยุดอยู่ที่ไหนก็ตาม มันก็ไม่มี, นั่นแหละ คือที่สุดของความทุกข์, นั่นแหละ คือนิพพาน”,
เมื่อใดเป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อนั้นเป็นนิพพาน ถ้าเป็นถาวรก็เป็นนิพพานถาวร, ถ้าเป็นชั่วคราว ก็เป็นนิพพานชั่วคราว นี่แปลว่า เป็นหลักเพียงอย่างเดียวไม่มีอย่างอื่น

การกลับมาของ “แก่นพุทธศาสตร์” อมตธรรม เหนือกาลเวลา อกาลิโก รำลึก ๖๐ ปี หนังสือชนะเลิศรางวัลจากยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ เล่มนี้ รวบรวมปาฐกถาธรรมของพุทธทาสภิกขุ ๓ ครั้ง ที่แสดงแก่แพทย์ พยาบาล และนักศึกษา ณ โรงพยาบาลศิริราช ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ จัดพิมพ์อยู่ในเล่มนี้ทั้งหมดแล้ว โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ
รวบรวมไว้ในสามหัวข้อที่เป็น “คู่มือชีวิต” นำจิต-วิญญาณให้เป็นอิสระจากโรคทางใจทั้งปวง เสมือนมีแพทย์ประจำตัวที่ช่วยให้ท่านผู้อ่านแก้ปัญหาทุกข์ทางความคิดปรุงแต่งสารพัดที่ยังแก้ไม่ได้
ด้วยการทำความเข้าใจแก่นพุทธศาสตร์สามหัวข้อใหญ่ คือ ๑. “ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา” ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุได้สรุปใบไม้ในกำมือที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้น คือ อะไร และจะนำหลักธรรมทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์มานำมาแก้ไขความทุกข์ได้อย่างไรในชั่วขณะหนึ่งลมหายใจเข้า-ออก
แล้วพลิกไปศึกษาหัวข้อที่ ๒ คือ “ ความว่าง” ที่ช่วยให้มีหนทางในออกจากความทุกข์ทั้งปวงได้ แม้แต่ในขณะอ่าน “แก่นพุทธศาสตร์” ก็สามารถพบความว่างจากความคิดในใจในขณะนั้น ซึ่งช่วยให้หยุดความทุกข์จากความคิดปรุงแต่งได้โดยฉับพลันในชั่วขณะหนึ่ง
ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “ ความว่าง” มีหลายความหมายมาก และความหมายหนึ่งก็คือ “ปัญญา” แล้ว “ปัญญา” นี่แหละที่เกิดขึ้นในขณะจิตว่างจากความคิด หรือว่างจากตัวกูของกู ก็สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แม้แต่ความตายที่จ่อลมหายใจเข้า-ออกในขณะนี้ ด้วยการกลับมาอยู่กับความว่างจากตัวตน อิสรภาพจากความตาย – ความเกิด ก็ปรากฏในขณะนั้น การจากโลกนี้ไปในขณะที่จิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ย่อมทำให้อยู่เหนือการเกิดและการตาย
คราวนี้ คงสงสัยว่า “ปัญญา” ที่เกิดจาก “ความว่าง” จากความคิดปรุงแต่งจะปรากฏได้อย่างไร

ท่านพุทธทาสภิกขุ อธิบายไว้ในหัวข้อที่ ๓ เรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง โดยสรุปว่า การปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่างนั้น ก็มาจากการสังเกตในชีวิตประจำวันนี่เอง ด้วยการกลับมามีสติกับลมหายใจเข้า – หายใจออก แล้วสังเกตบ่อยๆ ไม่ว่าเราจะทำอะไร ให้สังเกตทั้งความคิด และการกระทำ จะช่วยให้เรามีสติอยู่ในขณะนั้น หรือเรียกว่ามีสติอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืน นั่ง นอน รับประทานอาหาร แปรงฟัน ฯลฯ ทำอะไรก็ตามอยู่ให้สังเกต เมื่อสังเกตบ่อยๆ ก็จะเกิดสติต่อเนื่องรวมตัวกันเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นบาทฐานของการเกิดปัญญาอย่างทันท่วงทีในการระงับกิเลสไม่ให้เกิด หรือระงับความทุกข์จากความคิดได้ก่อน
ดังนั้น เมื่อจะทำอะไรก็ตาม เมื่อสังเกตบ่อย ๆ สติจะมาเร็วขึ้นๆ ทำให้ไม่ประมาท อาจกล่าวได้ว่า นี่คือการเจริญสติ สมาธิ และฝึกวิปัสสนาในชีวิตประจำวันก็ได้
ในหัวข้อที่สาม “วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง” คือความต่อเนื่องจากหัวข้อที่สอง เป็นการอธิบายหลักการปฏิบัติลัดสั้นเพื่อให้เกิดความว่างอย่างรวดเร็วในการเตรียมตัวดับไม่เหลือในปัจจุบันขณะ และดับไม่เหลือในช่วงการป่วยไข้ระยะสุดท้ายของชีวิต หรือแม้แต่ความตายจากทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที
การฝึกเพื่อเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง คือหัวใจของการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาที่มุ่งนำจิตเราไปสู่พระนิพพาน หรือความว่างจากความทุกข์ในสังสารวัฏ ตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกลมหายใจเข้า-ออก ที่พระองค์ทรงค้นพบความลับในธรรมชาติแล้วนำมาบอก มาสอน มาเผยแผ่แก่มนุษยชาติเพื่อความปลอดภัยในวัฏสงสารมากว่า ๒๖๐๐ ปีแล้ว
ซึ่งท่านพุทธทาสได้ขุดเพชรจากพระไตรปิฎกออกมาแล้วอธิบายสภาวะนิพพานด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย โดยหยิบยก “สุญญตา” อันหมายถึง “ความว่าง” จากตัวกูของกู หรือว่างจากอัตตาตัวตน มาช่วยให้เราไปให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งทุกอย่าง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย อันมีความหมายว่า ธรรมะทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือ สรรพสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งถือเป็น “แก่นพุทธศาสตร์” ที่ทำให้เราเข้าถึงความจริงในระดับโลกุตระได้ในสภาพที่เราเป็นฆราวาส โดยนำ “แก่นพุทธศาสตร์” หรือ “ความว่างจากตัวกูของกู” ที่เป็นยาระงับสรรพโรค มาแก้ทุกข์ทางใจ อันจะทำให้เกิดปัญญาในการใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันความทุกข์ได้ทุกเรื่องทุกคราวไปจนลมหายใจสุดท้ายก็แยกธาตุ แยกขันธ์ และจากโลกนี้ไปด้วยความว่างจากความทุกข์ ก็คือ ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งทุกอย่างที่จะหน่วงเหนี่ยวจิตเราผูกไว้ในสังสารวัฏ
ท่านพุทธทาสภิกขุจึงให้กำลังใจฆราวาสที่ไม่ได้บวชเรียน และไม่มีเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัดหรือไปภาวนาในคอร์สต่างๆ ว่า
“สุญญตา” = “ความว่าง” คือ ของขวัญสำหรับฆราวาส

คำถามก็มีต่อมาอีกว่า แล้วเมื่อมีความทุกข์มาก ๆ ในใจ จะพบกับความว่างจากความทุกข์ได้อย่างไร
เพราะ “ความทุกข์” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเผชิญ แต่บ่อยครั้งเรามักแก้ปัญหาทุกข์ด้วยการสร้างทุกข์เพิ่มโดยไม่รู้ตัว จนบางครั้งถึงแก่ชีวิตก็มี จากความโกรธ ความโลภ ความหลง ความไม่ได้ดั่งใจ สารพัดเรื่อง ที่เราต้องเอาคืน เมื่อมีความแค้น และความแค้นนั้นคือ ไฟที่เราสุมไว้ในใจมากขึ้นโดยไม่รู้ว่าจะดับมันอย่างไร
ในหนังสือ “แก่นพุทธศาสตร์” ท่านพุทธทาสภิกขุได้อธิบายความทุกข์จากความแค้น ว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง คือเป็นโรคทางวิญญาณ และในปัจจุบัน ท่านบอกว่า คนเราเป็นโรคทางวิญญาณกันหนักขึ้นทั้งส่วนตัวและส่วนรวม
“เพราะเมื่อทุกคนเป็นโรคทางวิญญาณแล้ว โลกนี้ทั้งโลกก็เป็นโรคทางวิญญาณไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตกาลถาวรก็เข้ามาแทนที่ของสันติภาพถาวร…อย่าพูดถึงสันติภาพถาวรให้ป่วยการเลย เพราะว่าสองฝ่ายเป็นโรคทางวิญญาณ
คือทั้งฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายถูก และฝ่ายอื่นว่าเป็นฝ่ายผิดนั้น ทั้งสองฝ่ายเป็นโรคทางวิญญาณ ซึ่งถ้าอธิบายเป็นภาษาคนก็คือ โรค “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง จึงมีแต่เรื่องที่จะสร้างความทุกข์ขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เป็นเหมือนเครื่องจักรผลิตความทุกข์ขึ้นมาในโลก แล้วโรคทางวิญญาณนี้จะสงบได้อย่างไร”
ท่านพุทธทาสภิกขุเสนอการแก้ไขไว้ว่า ต้องทำให้ทุกคนในโลกนี้หยุดเป็นโรคทางวิญญาณ หรือ โรคตัวกู-ของกู ให้ได้
แล้วจะมีอะไรมาแก้ ?
การแก้มันต้องมีหยูกยาที่มีไว้เฉพาะโรคนี้ คือ ธรรมะกำมือเดียวในพระพุทธศาสนา ที่จะต้องเข้าถึงให้ได้ นั้นก็คือ “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” อันมีความหมายว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา
เพราะการยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ในขณะยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหละเป็นความทุกข์ แล้วในขณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้น ในขณะนั้นไม่มีทุกข์
การปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นให้เด็ดขาดลงไป
ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้เช่นนั้น

การกลับมาของ “แก่นพุทธศาสตร์”
อมตธรรม เหนือกาลเวลา อกาลิโก
รำลึก ๖๐ ปี หนังสือชนะเลิศรางวัลจากยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ
ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๐๘
“แก่นพุทธศาสตร์” ปาฐกถาธรรมของพุทธทาสภิกขุ ๓ ครั้ง ที่แสดงแก่แพทย์ พยาบาล และนักศึกษา ณ โรงพยาบาลศิริราช ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕

จัดพิมพ์อยู่ในเล่มนี้ทั้งหมดแล้ว โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

“ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนานั้นหมายความว่า เป็นหลักที่มีความมุ่งเฉพาะไปยังความดับทุกข์…ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย…” พุทธทาสภิกขุ











