
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๔๙ ดูจิตให้เห็นธรรม ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๔๙ ดูจิตให้เห็นธรรม
การทำสมาธิก็คือวิธีการที่จะส่องความระลึกรู้เข้าไปในจิต เพื่อเฝ้าสังเกตอาการของจิต
แล้วจิตอยู่ที่ไหน?
จิตอยู่ที่ตัวเรา
เมื่อจะรู้จิตจึงต้องเริ่มด้วยการรู้ตัวเราก่อน ค่อยๆ รู้เข้าไปทีละชั้น เหมือนการปลอกมะพร้าว กว่าจะถึงจาวมะพร้าวก็ต้องปลอกเปลือกเข้าไปจนถึงกะลา แล้วสับกะลาออก ด้วยความที่จิตมีความละเอียด ไม่มีตัวตนเหมือนวัตถุสิ่งของที่จะให้หยิบฉวยสิ่งได้ อาศัยอยู่ในกาย มีกายเป็นที่อาศัย การจะรู้จิตจึงยาก ต้องดูเข้าไปทีละชั้นจากสิ่งที่หยาบ จับต้องได้ คือ กายของเรานี้ก่อน
แล้วกายอยู่ที่ไหน?
กายอยู่ที่ตัวเรา

เมื่อกลับมาพิจารณาที่กายของเราก็จะพบว่า กายมีลมหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น ไม่มีว่างเว้น สืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน เมื่อหายใจเข้าก็ต้องหายใจออก เมื่อหายใจออกก็ต้องหายใจเข้า จะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว ร่างกายนี้ก็ต้องหายใจ จะกำหนดรู้หรือไม่กำหนดรู้ ร่างกายนี้ก็ต้องหายใจ จะให้ความสนใจหรือไม่ให้ความสนใจ ร่างกายนี้ก็ต้องหายใจ
เมื่อหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็เรียกว่าตาย เมื่อหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็เรียกว่าตายเช่นกัน
จำไว้ว่า เมื่อเราเห็นลมหายใจกำลังเคลื่อนเข้าออกก็ให้รู้ว่า “จิตเป็นผู้เห็นลมหายใจ ไม่ใช่ลมหายใจเห็นตัวเอง” ให้จิตคอยเฝ้าสังเกตดูลมหายใจเข้าออกอยู่เช่นนี้
เมื่อมองลงลึกในรายละเอียดรูปทรงของกายก็จะเห็นว่า กายเรามีอิริยาบถปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด จากอิริยาบถเดินเป็นยืน จากยืนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นนอน จากนอนก็กลับเป็นยืน เดิน นั่ง หรือนอนเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา
ใครเป็นผู้เห็นอิริยาบถที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป?

จิตเป็นผู้เห็นอิริยาบถ ไม่ใช่อิริยาบถเห็นตัวเอง ให้จิตเฝ้าสังเกตอิริยาบถที่สลับปรับเปลี่ยนอยู่อย่างนี้
เมื่อมองลงลึกในรายละเอียดอิริยาบถของการยืน เดิน นั่ง นอนเหล่านั้น ก็ยังมีอิริยาบถย่อยลงไปอีก มีการก้าวไปข้างหน้า มีการถอยกลับไปข้างหลัง มีการหมุนตัว มีการโน้มไปข้างหน้า โน้มไปข้างหลัง มีการคู้ขาเข้า เหยียดขาออก คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก มีการกำมือเข้า แบมือออก มีการแล มีการเหลียว มีการดื่ม มีการกิน มีการยิ้ม มีการหัวเราะ เป็นต้น
อิริยาบถน้อยใหญ่เคลื่อนไหวเป็นองคาพยพอยู่ตลอดเวลา ให้จิตเฝ้าสังเกตดูการเคลื่อนไหวอย่างเป็นองคาพยพเหล่านี้
เมื่อมองลึกเข้าไปภายในองคาพยพของกายที่มีการเคลื่อนไหวอยู่นั้น ก็จะเห็นรูปกายที่ประกอบด้วยอวัยวะ ทั้งภายในและภายนอก

อวัยวะภายนอก ประกอบด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตา หู จมูก เป็นต้น
อวัยวะภายใน ประกอบด้วย เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูกเลือด น้ำเหลือง น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา เป็นต้น
ให้จิตเข้าไปสำรวจทั้งอวัยวะภายในและภายนอกเหล่านี้

อวัยวะร่างกายเหล่านี้ ส่วนใดที่แข็งก็สมมติเรียกกันว่าเป็น “ธาตุดิน” ส่วนที่ชุ่มเย็น อาบเอิบก็สมมติเรียกกันว่าเป็น “ธาตุน้ำ” ส่วนที่อุ่นก็สมมติเรียกกันว่า “ธาตุไฟ” และส่วนที่พัดไหว เคลื่อนที่เข้าออกก็สมมติเรียกกันว่า “ธาตุลม”
เมื่อธาตุเหล่านี้มีความสมดุลกัน คุมกันอยู่ในอัตราที่พอดีกัน ร่างกายนี้ก็ชื่อว่า ยังอยู่เป็นปกติดี ถ้าธาตุคุมกันในอัตราที่ไม่พอดี ธาตุน้ำน้อยหรือมากเกินพอดี ธาตุไฟมากหรือน้อยเกินพอดี ธาตุลมมากหรือน้อยเกินพอดี ร่างกายก็ปั่นป่วน ธาตุดินถูกกระทบ เนื้อฉีก กระดูกแตกหัก ฟันผุก็เจ็บปวด ธาตุลมเดินไม่สะดวก ลมตีในช่องท้องก็จุกเสียด อึดอัด ต้องได้ยาระบาย
ใช้จิตเพ่งพิจารณาว่า “ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม คุมกันอยู่ในร่างกายเรานี้”
ถ้าลมดับ ไม่เข้าไม่ออก มรณกาลมาถึงก็เรียกว่า “ตาย” ร่างกายก็เน่าสลายไปตามธรรมชาติ
เมื่อขาดลมหายใจ ธาตุไฟก็ดับ ร่างกายก็เย็นลง และแข็งกระด้าง จากนั้นก็พองขึ้นกลายเป็นสีเขียว ช้ำเลือดช้ำหนอง แล้วหนังที่หุ้มอยู่ก็แตกปริออก น้ำเลือดและน้ำหนองไหลเยิ้มออกมา พร้อมกับร่างกายแฟบยุบลง มีหมู่หนอนชอนไชเจาะกิน จนเหลือแต่กระดูกที่มีเอ็นดึงรัดโครงกระดูกไว้ แล้วกระดูกสีขาวโพลนก็กระจัดพลัดพรายออกจากกัน หล่นเรี่ยรายอยู่เกลื่อนไป และย่อยสลายกลายเป็นดิน

ถึงแม้กลับมาดูลมหายใจก็จะเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ มีเข้าแล้วมีออก มีออกแล้วมีเข้า สืบเนื่องกันไปเป็นสาย
เมื่อมองลึกเข้าไปในลมหายใจเข้าก็พบความไม่เที่ยงของลมหายใจ เพราะในลมหายใจเข้ามีการเกิดขึ้น มีตั้งอยู่และดับไป แม้ลมหายใจออกก็มีการเกิดขึ้น มีตั้งอยู่และมีดับไปเช่นเดียวกันก็จะเห็นการเกิดการดับของลมหายใจ สืบเนื่องไม่ขาดสาย ไม่ต่างไปจากความไม่เที่ยงของรูปกาย
เมื่อมองลึกเข้าไปในลมหายใจอีกชั้นก็จะพบว่าในลมหายใจมีธาตุสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม คุมกันอยู่ และเกิดดับไปกับลมหายใจอยู่ตลอดเวลา
ธาตุดินในลมหายใจ มีลักษณะที่รับรู้ได้จากการกระทบกับโพรงจมูกและริมฝีปาก ธาตุน้ำมีลักษณะของความเย็น ธาตุไฟมีลักษณะของไออุ่นที่มากับลมหายใจ และธาตุลมมีลักษณะของการเคลื่อนที่เข้า-ออกผ่านช่องโพรงอยู่ตลอด
เมื่อหายใจเข้า ลมหายใจเข้าก็เกิดดับ และธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ของลมหายใจก็เกิดดับไปพร้อมกับลมหายใจขาเข้านั่นเอง
เมื่อหายใจออก ลมหายใจออกก็เกิดดับ และธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ของลมหายใจก็เกิดดับไปพร้อมกับลมหายใจขาออกนั่นเอง
เป็นการเห็นการเกิดดับที่ละเอียดลงไปอีก ซึ่งการจะเห็นอย่างนี้ได้ จิตต้องดี ต้องใส ต้องได้รับการฝึกหัดขัดเกลามาตามลำดับ จึงคิดอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ได้

เมื่อเพ่งความสนใจลึกเข้าไปในลมหายใจ มีสติจดจ่ออยู่กับอาการหายใจเข้าหายใจออก เราก็จะเห็นลมหายใจที่ไม่ใช่ลมหายใจอีกต่อไป แต่จะเห็นการเข้าและการออกอยู่อย่างนั้น เมื่อเพ่งความสนใจดูการเข้าและการออกของลมหายใจไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นเพียงการเกิดดับสืบเนื่องกันไปไม่ขาดระยะๆ ไม่ใช่เห็นลมหายใจอีกต่อไป คือ จะเห็นเพียงแค่การเกิดดับ ไม่ใช่เห็นลมหายใจ
“เวลาที่จิตสุดท้ายจะมาถึง ก่อนประสาทสัมผัสจะดับ ธาตุขันธ์จะแตกจากกัน รอบตัวจะกลายเป็นสีเหลืองพร่าลาง เวลานั้นเป็นเวลาที่ต้องตั้งสติให้ดี ให้คิดไว้เสมอว่า วันนี้เป็นวันสุดท้าย เวลานี้เป็นเวลาสุดท้าย จะทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าฯ”
พระราชกิจจาภรณ์

เมื่อมองลึกเข้าไปอีกชั้นหนึ่งก็จะเห็นลมหายใจเป็นแค่สิ่งที่เคลื่อนเข้าเคลื่อนออก เห็นแค่อาการของการเคลื่อนเข้าเคลื่อนออกเท่านั้น ไม่ใช่เห็นลมหายใจที่เป็นลมหายใจอีกต่อไป
ลมหายใจรู้จักตัวเองไม่ได้ นอกจากจิตเป็นผู้รู้ลมหายใจ ในที่สุดเราก็จะเห็นว่า จิตนั้นเป็นผู้เห็นลมหายใจ ไม่ใช่ลมหายใจเห็นลมหายใจ
เมื่อเปลี่ยนความคิดจากการเพ่งจับจ้องให้ความสนใจอยู่กับลมหายใจ มาดูที่รูปกาย เราจะเห็นรูปกายมีการเปลี่ยนอิริยาบถไปเรื่อย จากยืนเป็นเดิน จากเดินเป็นนั่ง และจากนั่งเป็นนอน ก็จะเห็นความไม่เที่ยงในอิริยาบถ เห็นความทุกข์และความไม่มีแก่นสารหาสาระใดๆ ของกายนี้ เมื่อยืนจะรู้สึกสบายหรือเป็นสุขในช่วงแรก จากนั้น ความทุกข์ในอิริยาบถยืนก็จะค่อยๆ ก่อตัวและรุมเร้าเข้ามา จนไม่สามารถทนต่อทุกข์ในอิริยาบถยืนได้ จิตที่ถูกรุมเร้าอยู่ด้วยตัณหาก็จะสั่งกายให้เปลี่ยนอิริยาบถ และเราก็จะเห็นการเกิดดับในอิริยาบถ ซึ่งสืบเนื่องติดต่อกันไม่ขาดระยะ

เมื่อเกิดอิริยาบถยืน และอิริยาบถยืนดับก็เกิดอิริยาบถเดิน เมื่ออิริยาบถเดินดับก็เกิดอิริยาบถนั่ง เมื่ออิริยาบถนั่งดับก็เกิดอิริยาบถนอน เมื่ออิริยาบถนอนดับก็กลับไปเกิดเป็นอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน นอนหมุนกันไปไม่ขาดระยะ ในที่สุดก็จะเห็นเพียงอิริยาบถเท่านั้นที่เปลี่ยนอยู่ตลอด ไม่คงที่ จะไม่ใช่การเห็นร่างกายโดยความเป็นร่างกายอีกต่อไป
แม้ในอิริยาบถใหญ่ก็ยังมีอิริยาบถย่อยเคลื่อนไหวเกิดดับอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียว
ในอิริยาบถนั่งมีการเคลื่อนไหวมือขวา มือซ้าย มีการเคลื่อนไหวขยับขาขวา ขาซ้าย มีการเหลียวซ้าย แลขวา มีการกระพริบตา มีการกลืนน้ำลาย เมื่อการเคลื่อนไหวมือขวาดับก็เกิดเคลื่อนไหวมือซ้าย เมื่อการเคลื่อนไหวขาขวาดับก็เกิดการเคลื่อนไหวขาซ้าย เมื่อการเคลื่อนไหวคว่ำมือดับก็เกิดการหงายมือ หมุนเวียนไป
เมื่อเพ่งความสนใจเฝ้ามองอย่างเพ่งพินิจในความสงบก็จะเห็นการเคลื่อนไหวมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
การเปลี่ยนท่าอิริยาบถใหญ่ มีการเกิดดับในอิริยาบถใหญ่ก็ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของอิริยาบถย่อย ทำให้อิริยาบถย่อยมีการเกิดดับอย่างเป็นองคาพยพตามไปด้วย เราจะเห็นความไม่เที่ยงยิบย่อยลงไป เป็นการเห็นความเกิดดับเป็นไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของอิริยาบถ

เมื่อมองทะลุผ่านอิริยาบถและตามความเคลื่อนไหวเข้าไป เราจะเห็นอวัยวะส่วนต่างๆ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก เป็นต้น เกิดดับอยู่ไม่ขาดสายเช่นเดียวกัน
ผม ขน เล็บ ยาวขึ้นก็ต้องตัด ต้องแต่ง ตั้งแต่เล็กจนโต ต้องตัดต้องแต่งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งนับไม่ถ้วน เพราะความเปลี่ยนแปลง คือ การดับในอวัยวะน้อยใหญ่มีอยู่อย่างสืบเนื่องถึงกัน ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย
เมื่อมองลึกเข้าไปอีกชั้นก็จะเห็นดิน น้ำ ไฟ ลมเท่านั้น ที่เกิดดับอยู่ภายในร่างกายของเรา ต่างคนต่างเกิดดับไปตามธรรมชาติของตัวเอง
ดินก็เกิดดับไปตามธรรมชาติของดิน
น้ำก็เกิดดับไปตามธรรมชาติของน้ำ
ไฟก็เกิดดับไปตามธรรมชาติของไฟ
และลมก็เกิดดับไปตามธรรมชาติของลม

ทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม แม้จะต่างคนก็ต่างเกิดดับไปตามธรรมชาติของตนเอง อยู่ภายในรูปกายของเรา แต่ก็อิงอาศัยซึ่งกันและกันดำเนินไปด้วยการรักษาความสมดุลไว้ในลักษณะพอดี
ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกินพอดี เช่น น้ำมากไป ไฟมากไป เป็นต้น ก็จะเกิดปัญหากับร่างกายได้ ดังนั้น ดิน น้ำ ไฟ ลม จึงดำเนินไปในลักษณะ รักษาความพอดีคุมกันอยู่ในรูปกาย
เมื่อมองลึกเข้าไปในรูปกายที่กำลังเคลื่อนไหวไปมา
เราก็จะพบว่า จิตใจเป็นผู้ผลักดันรูปกายให้เกิดการเคลื่อนไหว
เมื่อมองเข้าไปในจิตเราก็จะเห็นว่า จิตใจมีความอยาก คือ ตัณหา รุมเร้าอยู่ในจิตคอยผลักดันให้เกิดการกระทำในรูปแบบต่างๆ ในที่สุดเราก็จะพบความอยากเดินผลักดันทำให้มีการเดิน ความอยากนั่งผลักดันทำให้รูปกายนั่ง ความอยากยืนผลักดันทำให้รูปกายยืน ความอยากนอนผลักดันให้รูปกายนอน และความอยากทำโดยประการใดๆ ทำให้เกิดการกระทำตามใจอยาก เป็นผลทำให้ทุกองคาพยพของอวัยวะน้อยใหญ่เคลื่อนไหวตามอย่างเป็นระเบียบ มีผลสืบเนื่องถึงกัน

เมื่อลอกออกทีละชั้นอย่างผู้คอยเฝ้าสังเกต เหมือนผู้หลงใหลในท้องฟ้าเฝ้าสังเกตการเคลื่อนตัวของหมู่ดาวในระบบจักรวาล จนเห็นระบบกาแล็กซีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเหมือนนักศึกษาแพทย์ที่ต้องศึกษาอวัยวะทุกชิ้นส่วนของมนุษย์อย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
การเฝ้าสังเกตกายก็เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นแค่การสังเกตชั้นเปลือกนอก ด้วยการเริ่มต้นดูการเคลื่อนไหวของกาย เรียกว่า “ดูรูป” ก็เป็นวิธีที่จะเข้าถึงชั้นลึกสุดของจิต คือ นามได้ในที่สุด
การเฝ้าสังเกตกายจึงเป็นการกะเทาะเปลือกนอกออกก่อน แล้วจึงลอกส่วนที่หยาบออกทีละชั้นจนกว่าจะถึงชั้นในสุด ซึ่งเป็นส่วนที่ละเอียด ก็จะพบว่า ตัณหาคือความอยากนั่นเอง เป็นตัวการคอยชักใยจิตให้เป็นไปต่างๆ มีการไขว่คว้าไม่จบสิ้น เมื่อไขว่คว้าหามาได้ก็อยากยึดไว้เป็นของตนอยู่อย่างนั้น แล้วทะยานอยากไขว่คว้าหาสิ่งใหม่ต่อไปอีก












