
บทที่ ๑๙ การพัฒนาปัญญา ๓ อย่าง
การฝึกสมาธินั้นเป็นขั้นตอนการพัฒนาปัญญา จึงเรียกว่า “ภาวนา” และ การภาวนาซึ่งเป็นขั้นตอนการพัฒนาปัญญาให้ค่อยๆ เติบโตขึ้นตามลำดับนั้น จะต้องมีฉันทะอย่างยิ่งยวด มีความเพียรอย่างต่อเนื่อง ต้องผ่านการประคบประหงม ประคับประคอง ฟูมฟัก เอาใจใส่เสมอต้นเสมอปลาย เหมือนปลูกต้นไม้ต้องประคบประหงม หมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน อย่าให้แน่นเกินไป อย่าให้หลวมเกินไป ปลูกต้นไม้จะเร่งวันเร่งคืนให้ต้นไม้โตออกดอกออกผลตามใจอยากไม่ได้

การพัฒนาปัญญา ๓ อย่าง คือ
๑. ปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟังหรือเรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์แล้วจดจำไว้ เรียกว่า “สุตตมยปัญญา” เป็นความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาหาความรู้

๒. เมื่อได้ยินได้ฟังศึกษาหาความรู้มาแล้วก็นำมาทบทวน ขบคิดพิจารณา จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน เรียกว่า “จินตามยปัญญา” เป็นปัญญาที่เกิดจากการนำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาขบคิด จนเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นด้วยตัวเอง

๓. เมื่อขบคิดจนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นจริงตามนั้นก็ลงมือทำ เพียรพยายาม ฝึกฝน พัฒนาทักษะจนเกิดความชำนาญด้วยตัวเอง เป็นการขัดเกลา เปลี่ยนแปลงจากภายในของตน เป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายของคนอื่นอีกต่อไป เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา”

ภาวนามยปัญญา น่าจะตรงกับหลักการทำซ้ำ ๆ จนเกิดความชำนาญขึ้น เป็นทักษะเฉพาะตน แล้วกลายเป็นความรู้แจ้งชัดด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายของคนอื่นอีกต่อไป ซึ่งก็คือ ความรู้ที่เป็นญาณทัศน์นั่นเอง

ใครทำอะไรบ่อยๆ ฝึกหัดซ้ำๆ นานเข้าก็จะเกิดทักษะเฉพาะตน กลายเป็นความชำนาญในเรื่องนั้นๆ ซึ่งการภาวนาก็เช่นกัน ฝึกหัดภาวนาซ้ำบ่อยๆ เพิ่มพูนมากขึ้นก็จะเกิดความชำนาญจนกลายเป็นทักษะในการภาวนาเฉพาะตนขึ้นมา













