
สุดทางจงกรม :
สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ
(มหาสติปัฏฐาน ๔)
บทที่ ๑๘ เรื่องของลมหายใจ
ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”
บทที่ ๑๘ เรื่องของลมหายใจ
เมื่อจิตเริ่มเข้าสู่ภาวะสงบจะเห็นภาวะเหมือนลมหายใจถูกดึงเข้าไปจนเต็มปอดแล้วปล่อยออกมาชัด นานเข้าลมหายใจจะหายไป ยังเหลือแค่ความรู้สึกตัวว่า มีลมหายใจแผ่วๆ อยู่ ในขณะนั้น จะว่ามีลมหายใจก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีลมหายใจก็ไม่ใช่ แม้ลมหายใจก็หายไป แต่ก็ยังรู้สึกตัว เพียงแต่ไม่รู้ว่า เราอยู่ที่ไหน อยู่ในรูปแบบใด รู้สึกได้ถึงความมีอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เป็นความรู้สึกตัวในความว่าง
นั่นแหละผู้รู้เกิดขึ้นแล้ว
รู้อย่างไร?
ก็รู้ว่า มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ในความว่างๆ เปล่าๆ ก็คือมีสัมปชัญญะอยู่นั่นเอง

เมื่อเราตั้งจิตไว้ที่ลมหายใจแล้ว ให้มีความเพียรอยู่กับลมหายใจเข้าออกบ่อยๆ พิจารณากายเห็นเวทนา เพ่งรู้จิต พินิจธรรม รู้สึกตัวอยู่กับอิริยาบถ มีสติมั่น ถึงคราวสภาธรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดก็ไม่ดีใจ(อภิชชา) ไม่เสียใจ (โทมนัส) จนเกินไป ให้มีสติ ดีใจก็รู้ ปล่อยวาง รู้เฉยอยู่ เสียใจก็รู้ ปล่อยวาง รู้เฉยอยู่ คอยกำจัดความดีใจ(อภิชชา) และความเสียใจ(โทมนัส) อยู่เสมอ

เมื่อมีความเพียร มีความรู้สึกตัวอยู่เช่นนี้จะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้น เรียกว่า “นิมิต” เมื่อนิมิตเกิดขึ้นก็ให้มีสติ อย่าดีใจ (อภิชชา) จนเกินไป อย่าเสียใจ (โทมนัส) จนเกินไป คอยจับจ้องเพ่งพินิจนิมิตนั้นไว้ เพราะถ้าดีใจ ตื่นเต้นจนเกินไป จะทำให้นิมิตนั้นเลือนหายไปได้ คือ ความดีใจและเสียใจจะทำให้จิตเคลื่อนออกจากนิมิต จิตจะประคองนิมิตเอาไว้ไม่ได้ เมื่อประคองนิมิตไม่ได้ก็ไม่สามารถยกนิมิตขึ้นพิจารณาได้ ก็ไม่รู้การเกิด-ดับของนิมิต เมื่อไม่เห็นการเกิดดับของนิมิตก็ไม่ได้ปัญญาจากการเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับไปของนิมิต

การนั่งสมาธิจะอยู่ในบัลลังก์ได้นานหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ขั้นตอนการขัดเกลาทำความสะอาดนิวรณ์ ๕ ให้ดีเสียก่อน คือ ให้ขัดเกลากามฉันทะ ความอยากนั่งสบาย อยากนอนสบาย อยากยืนสบาย ให้เห็นโทษจนสงบระงับ ทำความหงุดหงิด ความกระวนกระวายทางกายให้สงบลง ความง่วง ความเบื่อหน่าย ความลังเลสงสัยก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่ต้องขัดเกลา ทำให้หายออกไปจากใจ หรือ กำหนดรู้จนนิวรณ์ดับไป

นิวรณ์เป็นสิ่งที่ทำให้จิตสกปรก ทำให้จิตรกรุงรัง ทำให้จิตไม่สะอาด สมาธิหรือฌานไม่สามารถตั้งอยู่ในจิตที่สกปรกได้นาน การจะนั่งสมาธิได้นานๆ นั้น จึงต้องทำความสะอาดจิตให้นิวรณ์เบาบาง นิวรณ์เบาบางมากเท่าไหร่ สมาธิก็ตั้งมั่นได้มากเท่านั้น

ยกตัวอย่างเหมือนคนผู้ดีไปห้างสรรพสินค้าจะอยู่ในห้างได้เป็นเวลานาน เพราะสถานที่สะอาดสะอ้าน สบายหูสบายตา แต่เมื่อให้คนผู้ดีไปตลาดสดก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่สะอาด ทั้งกลิ่นไม่ดี พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่ไม่เรียบร้อย เอะอะโวยวาย อึกทึกไปด้วยเสียงก่นด่า มีวาจาไม่น่าฟัง ทั้งพื้นเฉอะแฉะไม่สะอาด เป็นต้น

สมาธิหรือฌานที่ดำรงอยู่ในจิตที่ไม่สะอาดจากนิวรณ์ก็เช่นเดียวกัน ย่อมตั้งอยู่ได้ไม่นาน การขัดเกลานิวรณ์ให้สะอาดก่อนจึงมีผลต่อการดำรงอยู่ของสมาธิได้นานในแต่ละบัลลังก์
สติก็เหมือนเชือกผูกลูกวัว การฝึกสติให้ดีเพื่อใช้ในการผูกจิตก็สำคัญ ต้องฟั่นสติให้เหนียวเหมือนฟั่นเชือกผูกลูกวัว เมื่อจะผูกลูกวัวไว้ที่ตอจะต้องผูกด้วยเชือกที่ฟั่นอย่างดี เพื่อไม่ให้ลูกวัวดึงเชือกขาดหนีไป ถ้าจะฝึกจิตให้อยู่กับอารมณ์สมาธิก็ต้องใช้สติผูกมัดจิตไว้กับลมหายใจ สติที่ใช้ผูกจิตจะต้องถูกฟั่นให้มั่นคง แนบสนิท เนียนดีจึงจะผูกจิตอยู่ได้ เพราะจิตจะดิ้นรนไปหาอารมณ์ที่เคยชิน เหมือนลูกวัวพันแข้งพันขาเดินวนเวียนดิ้นรนตามแม่วัว
เมื่อสติถูกฟั่นดีแล้ว แม้จิตดิ้นรนอย่างไรก็ไม่หลุดจากเชือกคือสติ

ฌานนั้นมีเสียงเป็นข้าศึก การเลือกสถานที่ในการปฏิบัติสมาธิก็มีความสำคัญ เหมือนการเลือกตอหรือหลักผูกเชือกวัว หากเชือกและหลักไม่ดี วัวก็จะดึงเชือกขาดหรือดึงหลักถอนขึ้นหลุดหนีไปได้
บางทีขณะนั่งสมาธิไป จิตกำลังดิ่งดี เกิดเสียงอะไรขึ้นมา จิตจะถอนออกจากสมาธิ ถ้าสติมั่นคงดีก็อาจจะกำหนดต่อไปได้ แต่สำหรับคนที่เริ่มฝึกใหม่ๆ จิตกำลังดิ่งดีก็อาจถึงขนาดสะดุ้งก็มี พอจะกำหนดกลับเข้าไปใหม่อีกครั้งก็อยากแล้ว
ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนว่า ฌานมีเสียงเป็นข้าศึก การเลือกสถานที่ให้สัปปายะ ไม่อึกทึกครึกโครม มีเสียงรบกวนน้อย เพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติก็มีความสำคัญต่อการฝึกสมาธิ












