
ส่วนหนึ่งจากคำนำ…
สุดทางจงกรมเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิในเบื้องต้น โดยอาศัยหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นแนวทาง เป็นภาคต่อจากเล่ม “สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน ภาค ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมาธิ” ที่ได้พิมพ์ไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒
เนื้อหาในหนังสือเป็นการหยิบเอาข้อคิดจากการปฏิบัติมารวบรวมไว้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เริ่มสนใจในทางปฏิบัติเหมือนการทำแผนที่สภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติสมาธิ แล้วทำเครื่องหมายตรงจุดที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์เอาไว้

ผู้เขียนใช้เวลาเรียบเรียงขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๒ รวมระยะเวลาที่ถูกขุมขัง ๔๕๐ วัน ช่วงเวลานั้นเหมือนกำลังลอยคออยู่กลางทะเลลึก ทั้งยังต้องเผชิญกับคลื่นมหาสมุทรของพายุร้ายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดไม่เห็นฝั่ง “ความหวัง คือ แสงสว่างเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้มองไม่เห็นฝั่งก็จะไปให้ถึงฝั่ง” ในระหว่างนั้น ได้ใช้สมาธิภาวนาเป็นเครื่องดำรงอยู่ เพื่อเตรียมจิตให้พร้อมในการเผชิญหน้ากับความทุกข์เข็ญใดๆ บรรดามี ซึ่งกำลังรออยู่ข้างหน้า หลังออกจากการนั่งสมาธิในแต่ละวัน ได้บันทึกสภาวะจิตขณะนั้นๆ เอาไว้ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ ชุด สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน จนเสร็จสิ้นบริบูรณ์
เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง จึงทำให้การจดบันทึกและการเรียบเรียงหนังสือเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้วิธีจดบันทึกใส่ใบคำถามเกี่ยวกับปัญหาในทางคดีที่ทนายสอบถามเข้ามาบ้าง จดบันทึกใส่กระดาษสำนวนคดีบ้าง จดบันทึกใส่กระดาษใบนำส่งอาหารที่ญาติโยมส่งเข้ามาถวายบ้าง ตามแต่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ และหยิบฉวยสิ่งใดทัน
ภาษาจึงดูกระท่อนกระแท่น กระโดดไปกระโดดมา ตามสภาวการณ์ที่เป็นไปในขณะนั้น
เมื่อนำมาเรียบเรียงเพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ปรับปรุงถ้อยคำและขยายความให้ชัดขึ้น แต่ก็พยายามคงสำนวนดั้งเดิมตามที่จดบันทึกเอาไว้ เพื่อรักษาร่องรอยความจริงแห่งธรรมที่เกิดขึ้นในภาวะขณะนั้น
พระราชกิจจาภรณ์
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
“ญาณวชิระ”
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร, มกราคม ๒๕๖๘

สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๑๗ เรื่องของทุกข์ที่ต้องรู้ ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”
บทที่ ๑๗ เรื่องของทุกข์ที่ต้องรู้
ความทุกข์ในจิตใจ คือ ความไม่สมดุลของจิต ความที่จิตไม่มีดุลยภาพ เป็นความบิดเบี้ยวผิดปกติของจิต

การภาวนาเป็นการฝึกจิตให้กลับมามีความสมดุล ทำให้จิตกลับมามีดุลยภาพ ภาวะที่จิตมีความสมดุลดังกล่าวนี้เรียกว่า “อุเบกขา” แล้วใช้สภาวะสมดุลที่เรียกว่า อุเบกขานี้ เฝ้าดูความไม่สมดุลของจิตจนเกิดความเห็นอย่างใหม่ขึ้นมาเห็นว่าจิตมีสุขมีทุกข์อยู่อย่างนี้เป็นธรรมดา

เมื่อจิตมีสุขมีทุกข์อยู่เป็นธรรมดา
ทุกข์จึงเป็นสิ่งที่ต้องรู้
ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องผลักไสออกไป
เมื่อทุกข์เกิดจึงต้องเข้าไปกำหนดรู้ทุกข์

ในขณะนั่งสมาธิ เมื่อจิตทุรนทุราย ร้องทุกข์ เสียดาย โหยหา ขุ่นมัว หวาดหวั่น เราเห็นความทุรนทุราย ร้องทุกข์ของจิตก็คือเห็นทุกข์ เป็นการเข้าไปกำหนดรู้ทุกข์ว่าเป็นอย่างนี้
การที่จิตสงบนิ่งเป็นอุเบกขา
ประคองความสมดุลเอาไว้
เฝ้าสังเกตการเกิดขึ้นแล้วดับไป
ของอารมณ์ที่ชอบ เฉยอยู่ด้วยใจเป็นกลาง
โดยไม่คิดปรุงแต่งจินตนาการต่อไป
เป็นการขจัดตัวโลภะและตัณหาออกไป

การเฝ้าจ้องจับสังเกตการเกิดขึ้นแล้วดับไปของอารมณ์ความรู้สึกไม่ชอบ เฉยอยู่ด้วยใจเป็นกลาง โดยไม่คิดปรุงแต่งจินตนาการความรู้สึกนั้นต่อไป เป็นการขจัดตัวปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ และโทสะออกไป
การเฝ้าสังเกตและรับรู้ถึงความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ หม่นมัว เบลอๆ ไม่แจ่มชัด เฉยอยู่ด้วยใจเป็นกลาง เป็นการขจัดความหลง คือ โมหะออกไปจากจิต

เวลานั่งสมาธิ ภายในจิตที่ดูสงบนั้น แท้จริงแล้ว อารมณ์ความรู้สึกชอบไม่ชอบ ขัดเคืองใจ และความรู้สึกไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรจะคอยเปลี่ยนหน้าผลัดกันทยอยขึ้นมาปรากฏในจิตซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ความคิดเกิดขึ้นมาก็เห็นความคิด ส่วนผู้รู้ความคิดก็รู้เฉยอยู่อย่างนั้น
จิตที่คิดก็คิดก็ปรุงแต่งอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา แต่ด้วยความที่จิตถูกฝึกให้มีสติมาตามลำดับจึงเกิดความรู้สึกตัวทุกขณะที่จิตคิด

สองทางแยกที่สำคัญขณะเข้าถึงกึ่งกลางความสมดุลในภาวะอุเบกขา จะเป็นการวางใจเป็นกลางในการปรุงแต่ง แล้วเป็นแต่เพียงผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น เพราะเป็นการมองลึกเข้าไปภายในจิต จนเห็นการรู้การปรุงแต่งของจิต ไม่ใช่เป็นผู้ปรุงแต่งจิตเสียเอง
เห็นความคิด แต่ไม่ปรุงแต่งความคิด เพราะสติถูกฝึกมาให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอด
เมื่อเพียรพยายามปฏิบัติ จนจิตถึงความเป็นกลาง มีสติบริบูรณ์ และมีอุเบกขาคอยประคองความสมดุลไว้ จิตจะนิ่งแนบแน่นเหมือนตาภายในเปิด เกิดอาการสว่างไสวอยู่ภายใน จะพบทางแยกที่สำคัญ ๒ เส้นทาง คือ
๑. ถ้าจะไปต่อตามแนวทางแห่งความสงบก็เพ่งจับจ้องเข้าไปยังกลางความสงบ ดูความว่างเปล่าไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนเห็นอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เฝ้าเพ่งจับจ้องดูอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป เรียกว่า “สมถะ”
๒. ยกจิตขึ้น หรือเปลี่ยนความคิดพลิกขณะจิตถอยออกมาเพ่งความสนใจไปเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของจิต มีอารมณ์ชอบและชังเกิดขึ้น ขัดแย้งปะทะกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่สิ้นสุด เป็นการพลิกขณะจิตจากการเพ่งจับจ้องเข้าไปยังกลางความสงบไปเรื่อยๆ ถอยออกมานึกตรึกตรองสาวหาเหตุแห่งการเกิดดับของจิตที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ เรียกว่า “วิปัสสนา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนความคิดจากนั่งเพ่งความสงบอยู่เฉยๆ แล้วปรับท่าทีของจิตดูเข้ามาที่กายที่ใจว่าเป็นอย่างไร










