

ชรัง อนตีโต
เมื่อความชรามาเยือน
๕๕ ความเรียง
ว่าด้วยบทสนทนาของพระลูกชายกับโยมพ่อผู้ชรา

ผู้เขียน
ญาณวชิระ
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
อดีต พระราชกิจจาภรณ์

ชรัง อนตีโต : เมื่อความชรามาเยือน ๔๙. “เรื่องของหอปู่” ผู้เขียน ญาณวชิระ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) อดีต พระราชกิจจาภรณ์

๔๙. เรื่องของหอปู่

ความเชื่อคือสิ่งที่อยู่คู่กับชุมชนมนุษย์มาช้านาน สำหรับลูกหลานชาวบ้านปากน้ำแล้ว ความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่หล่อหลอมหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นมา ดำรงอยู่ ส่งต่อ และสืบทอดในวิถีแบบบ้าน ๆ สถานที่ที่ชาวบ้านให้ความยำเกรงมาพร้อมกับการตั้งหมู่บ้านมีหลายแห่ง จากโนนพระเจ้า มาท่าน้ำคำ ถึงหอปู่ จึงเป็นปู่ดงพระคเณศ


ปู่บุ่งสระพังเป็นเรื่องของฤดูกาล ความราบรื่นไม่มีเหตุเภทภัยในการทำมาหากิน ความอุดมสมบูรณ์ ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ส่วนปู่ดงพระคเณศเป็นเรื่องของความร่มเย็นเป็นสุขของหมู่บ้าน การปกปักรักษา การปัดเป่าความทุกข์ความเดือดร้อน ใต้หอปู่บุ่งสระพังมีน้ำส้างศักดิ์สิทธิ์ ใต้หอปู่ดงพระคเณศก็มีน้ำส้างศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

ใต้หอปู่บุ่งสระพังลงมาจะมีบ่อน้ำที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำอยู่ตลอดทั้งปี ชาวบ้านเรียกว่า “ส้างปู่” เมื่อก่อนใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องแวะขอตักน้ำปู่กิน ใครเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย มีไร่มีสวนอยู่แถบนี้ก็ต้องกินน้ำส้างปู่ที่ท่าหอปู่กันทั้งนั้น

พ่อเล่าว่า เวลาพ่อออกไปหาปลาที่แม่น้ำมูล ต้องอยู่ในเรือเป็นเวลานานหลายชั่วโมง บางทีต้องอยู่จนดึกดื่นค่อนคืนจึงขึ้นฝั่งหุงหาข้าวปลากิน เวลาพายเรือมาจากหัวบุ่ง ก่อนออกมูลจะผ่านหอปู่ พ่อต้องแวะตักน้ำที่ส้างปู่ไปกินระหว่างอยู่ในเรือหาปลา

นอกจากนั้น ชาวบ้านยังถือกันมาว่า เวลาไม่สบาย เป็นไข้ ปวดท้อง กินหยูกยาก็ไม่หาย เชื่อว่า ทำอะไรผิดปู่ ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะให้ไปเอาน้ำจากหอปู่มากินจึงจะหาย ก็จะพากันมากราบหอปู่หงก ๆ สามที จากนั้นจึงลุกไปตีเกราะไม้ข้างหอบอกกล่าวขอน้ำปู่ แล้วลงมาส้างปู่เอามือกอบน้ำกินสองสามอึก

“แต่กี้ ยามออกไปหาปลาอยู่มูล พายเฮือผ่านมากะแวะตักน้ำส้างปู่ไปกิน คนเลี้ยงงัวเลี้ยงควายอยู่นำปากบุ่ง กะไปตักเอาน้ำส้างปู่มากิน เป็นน้ำส้างแซ่งมีน้ำอยู่ทั้งปีบ่แห้ง เดียวนี้บ่แม่นมันฮกเฮื้อเบิ่งบ่เป็นบ้อ”

“ยามไปเลี้ยงปู่เลี้ยงตา กะพากันลงไปตักน้ำส้างปู่มากิน แต่ทุกมื้อนี้บ่ได้ลงไปเบิ่งแล้ว เลี้ยงปู่เลี้ยงตาแล้ว โตกะหนีเมือ จักแม่นมันฮกมันเฮื้อหรือจังใด๋ หรือมีคนถมไปแล้วกะบ่ฮู้ ” พ่อพูดเรื่องน้ำส้างแซ่งที่หอปู่

ด้วยความที่ตั้งแต่โบราณมา ชาวบ้านปากน้ำตั้งหมู่บ้านอยู่ริมบุ่งสระพัง อาศัยหากินอยู่กับบุ่งกับมูล ตลอดริมฝั่งบุ่งสระพังจึงมีท่าน้ำสำหรับลงหาปลาอยู่ตลอดแนว แต่จะเว้นไว้ท่าหนึ่งสำหรับตั้งหอปู่ ซึ่งท่านี้ชาวบ้านถือกันมาว่า จะไม่ลงหาปลา ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องบอกต้องขอปู่ จะว่าไปก็เหมือนกุศโลบายของคนรุ่นปู่รุ่นย่า ให้ปลาได้มีพื้นที่แพร่พันธุ์

ความเชื่อที่ลูกหลานชาวบ้านมีต่อปู่บุ่งสระพัง ถูกสอนกันมาจากรุ่นปู่รุ่นย่าสู่รุ่นพ่อแม่ แล้วส่งต่อถึงลูกหลาน กลายเป็นความยำเกรงที่ถูกสอนกันมาว่า “บ่ให้ข้วมบ่ให้กาย” แล้วช่วยกัน “สืบฮอยตาวาฮอยปู่” จนเชื่อกันว่า ชาวบ้านปากน้ำเป็นลูกหลานจ้าวปู่ แล้วแปรสภาพความเชื่อสู่วิถีชุมชน แม้กระทั่งใครก็ตามที่จะชกมวย ก็ต้องมีฉายานักมวยของตัวเองว่า “ลูกจ้าวปู่” เวลาขึ้นชกมวย ใครมีชื่อนักมวยต่อท้ายว่าลูกเจ้าปู่ ก็เป็นอันรู้กันว่า นักมวยรายนี้เป็นลูกหลานบ้านบาก

ส่วนปู่วัดป่าใครจะเกณฑ์ทหาร ไม่อยากให้ลูกติดทหารก็ต้องมาขอจากปู่วัดป่า อยากเป็นข้าราชการ อยากเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง อยากมีชื่อเสียงให้ผู้คนรู้จัก อยากให้คนนับหน้าถือตา อยากทำการงานสำเร็จลุล่วง อยากทำมาค้าคล่อง ก็ต้องมากราบมาไหว้ ลูกจะเดินทางไกลไปทำงานกรุงเทพกรุงไท ก็ต้องมากราบมาขอ ให้ปู่ตามรักสมรักษา กลับจากกรุงเทพก็ต้องมาบอกมากล่าวให้ปู่รู้

หากมีอะไรมาต้องมาซูน หรือมีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เป็นต้องมาถามปู่วัดป่าว่าจะกันจะแก้อย่างไร

เวลามีบุญศีลกินทานของหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่เป็นต้องถึงปู่วัดป่าทั้งนั้น ไปบอกให้ขึ้นมาเอาบุญ วันเข้าพรรษาวันออกพรรษาไม่ขาด ต้องมานิมนต์ปู่เข้าพรรษาออกพรรษาทุกปี นับถือกันอย่างนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่จนกลายเป็นคำสอน “อย่าถิ้มอย่าป๋า อย่าแกว่งค้อนกายหมากม่วง”


“แต่คราวมาเลื่อยไม้ให้พ่อถ่าน วัดป่ายังฮกเบิ่งบ่เป็น สิหักง่าไม้ง่าตอกในวัดป่า กะต้องเอิ้นต้องบอกปู่ ตอนหลังพ่อถ่านเพิ่นมาสร้างมาแปลงกะแปนออก หว่างมหามังกรมาอยู่คนกะไปมาหลายอยู่” พ่อเอ่ยเรื่องวัดป่าขึ้นมา

“มื้อหนึ่งไปเกี่ยวหญ้าให้งัวกับบักฟ้า ผ่านไปทางปากบุ่ง กะเลยแวะเข้าไปเบิ่งวัดป่าอยู่ ย่างเลาะเบิ่งบ่อนฮั่นบ่อนนี่ วัดบ่มีคนเบิ่งแงงกะเป็นเศร้าหมองอยู่บาดว่านั่นละ” พ่อเล่าเรื่องวัดป่าเท่าที่พ่อรู้ ตามแต่จะนึกอะไรขึ้นได้


“ปีนี้มหาปฐมพงษ์มาจำพรรษาวัดป่า(พุทธศักราช ๒๕๖๖ ) นอนอยู่ผู้เดียว เพิ่นมาบิณฑบาต จังว่า ถามเพิ่นว่าพออยู่ได้อยู่บ่ เพิ่นว่าเงียบแน่อยู่ แต่กะพออยู่ได้ กุฏิบ่ได้ใซ้ดนมันอยากอับแน่จักหน่อย เลยบอกเพิ่นว่า ตอนเจ้าคุณเป็นเณรยังน้อย ๆ เพิ่นกะเคยไปอยู่วัดป่าคือกัน กะยังอยู่ได้อยู่นั่นเด้”

“บักแสงเคนามันอยู่ใกล้กับวัดป่า เป็นเสี่ยวพ่อ เมียมันส่งจังหันจังเพลวัดป่า คันมื้อใด๋มหามังกรบ่อยู่ มันกะมาบอกว่า หมอ! มื้อนี้มหามังกรบ่อยู่ เณรนอนอยู่คนเดียวเด้อ โตกะได้ว่า คันมักแนวนั้น แม่นอยู่คนเดียวกะสิอยู่ได้อยู่ตั๊ว”

แม้พ่อจะไม่ใช่คนวัดคนวา แต่เวลาวัดมีการมีงานต้องการแรงงานสิ่งใด พ่อก็ไม่เคยขาด ยากปานใดพอไปได้ก็ต้องไป

“ตั้งแต่พ่อถ่านยังอยู่ เวลามีประชุมอยู่วัด พ่อนั่งหลบอยู่ทางหลังหมู่
พ่อถ่านกะเอิ้นข้ามผู้เฒ่ามาใส่ “เกินอันนั่น เกินอันนี่ อยู่จังซั้น” ยามมีงานพวกหมู่ผัดว่า พ่อมหา พ่อเจ้าคุณ คือบ่ไป กะต้องไปให้หมู่ให้พวกเห็นหน้า”

“ทุกมื้อนี้ เบิ่ดเฮื่อเบิ่ดแฮงแล้ว มีงานหยังกะไปนั่งเบิ่งซื่อ ๆ บ่มีแฮงจับบ่มีแฮงบายนำเขาแล้วละ มื้อยกเสาศาลวัดป่า เขากะให้นั่งเบิ่งอยู่กับหมู่พวกผู้เฒ่า เห็นเขาพากันลุกเอาเหรียญใส่เสาศาลโตกะลุกไปหย่อนนำเขา” พ่อเล่าถึงวันยกเสาศาลปู่วัดป่า

“สิซ่อมศาลปู่วัดป่านั้น คันไม้บ่พอกะให้เขาไปเบิ่งเอาไม้อยู่สวน ไม้ยางมีอยู่สองสามต้น แต่มันอยากเป็นไม้อ่อนแน่ ไม้บ่ทันแก่ เอามาเฮ็ดหยังมันกะบ่อยากดีปานใด๋ แนวไม้บ่แก่”

“ไม้เฮ็ดขาตุ๊กตาเทคอสอง บักเผิ้งว่า เพิ่นมาขอตัดเอาอยู่นาหัวบุ่งสิแม่นได้จักสามสิบต้น คนกะพากันไปตัดไม้ซ่อยเพิ่นหลายอยู่ พวกเด็กน้อยทางในบ้าน อีจิน อีไย กะพากันไปเฮ็ดแนวกินแนวอยากใส่เพลนำเพิ่น”

“เห็นมาเฮ็ดนั่นเฮ็ดนี่ เว้านำพ่อมันกะคึดนำอยู่ แต่กะแล้วแต่ลูกดอก ก่อสิคึดนั้น เรื่องราวเจ้าของมันบ่ทันแล้วทันทั่ว เฮ็ดไปหลายมันกะสิดังไปหน้า คนกะสิว่าจังซั้นจังซี้ คันมันแล้วมันทั่ว สิเฮ็ดสิทำกะบ่เป็นหยัง แนวตอนนี้คนมันกะคึดว่า ยังมีตำหนิอยู่ คนฮักกะมี คนซังกะมี”

พ่อปรารภอย่างเป็นห่วง ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้กระทบต่อสภาพจิตใจของพ่อเป็นอย่างมาก

“แต่พ่อกะแล้วแต่ลูกดอก กะฮั่งว่านั่นละ เว้านำความคน คนเว้าคนว่ามันกะมีอยู่สู่ม้องสู่บ่อน มันกะเป็นธรรมดา จังว่า พ่อเว้านำมหาปฐมพงษ์มื้อหนึ่งว่า “อีกดนปานใด๋ครูบาสิได้กลับคืนมาคือเก่า” มหาปฐมพงษ์เพิ่นว่า แม่นสิเป็นคือสู่มื้อนี้ เพิ่นบอกหยังเว้าหยังกะเฮ็ดนำเพิ่นอยู่ เพิ่นบอกเพิ่นใซ้กะจังได้มา คันเพิ่นบ่บอกบ่ใซ้กะคือสิได้มา”

ปีนี้ลูกหลานชาวบ้านปากน้ำบูรณะศาลปู่วัดป่าขึ้นใหม่ เพราะศาลปู่หลังเก่าใช้มานานปี ต้องใช้ไม้มากพอสมควร เมื่อพายุปีก่อนโน้นต้นไม้ในวัดป่าโค่นลง ๓ ต้น เอามาเลื่อยใช้ซ่อมศาลปู่ได้ ดูแล้วก็คงยังไม่พอ พ่อบอกว่า หากไม้ไม่พอให้ไปตัดเอาจากสวนมาเสริม แต่ไม่กี่วันถัดมา


พระมหาปฐมพงษ์แจ้งว่า ต้นไม้ที่วัดป่าล้มลงเองสองต้น ช่วงหกโมงเย็นล้มต้นหนึ่ง พอเช้ามืดของคืนวันนั้นล้มลงอีกต้นหนึ่ง ยอดหักขาดออกจากลำต้นเหมือนถูกเด็ด โดยไม่มีรอยฉีกเสียหาย ทั้งๆ ที่วันนั้นไม่มีฟ้ามีฝนอะไร (๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ) จนลือกันไปว่า ปู่วัดป่าหักต้นไม้ให้ซ่อมศาลปู่ ต่อมา ยังมีต้นไม้หักเพิ่มอีก บางคนก็ว่า รุกขเทวดาเห็นกำลังสร้างศาลใหม่ ต่างก็สละต้นไม้ เตรียมเข้าสถิตยังหอโฮงปราสาทที่ลูกหลานกำลังสร้างให้เป็นวิมาน

ช่างหยัด(กำจัด ถาวรพงษ์) ที่รับอาสานำคณะช่างลูกหลานชาวบ้านลงแรง บอกว่า เครื่องไม้หลัก ๆ น่าจะพอสำหรับซ่อมศาลแล้ว ส่วนเครื่องไม้อื่น ๆ หากไม่พอก็เอาไม้เก่าจากศาลามาเสริมได้ บางส่วนเจ้าคุณวิมานให้เอามาจากวัดบ้าน

ชรัง อนตีโต : เมื่อความชรามาเยือน ๔๙. “เรื่องของหอปู่” ผู้เขียน ญาณวชิระ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) อดีต พระราชกิจจาภรณ์


เมื่อความชรามาเยือน
๕๕ ความเรียง
ว่าด้วยบทสนทนาของพระลูกชายกับโยมพ่อผู้ชรา
ISBN : ๙๗๘ – ๖๑๖ – ๙๓๓๗๘ – ๖ – ๗
ผู้เขียน : ญาณวชิระ
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
อดีต พระราชกิจจาภรณ์
ปีที่พิมพ์ : ๒๕๖๗
จำนวนพิมพ์ : ๑,๐๐๐ เล่ม
จำนวนหน้า : ๓๐๔ หน้า
จัดพิมพ์ โดย : สถาบันพัฒนาพระวิทยากร
เลขที่ ๓๔๔ อาคารสันติวัคคีย์ แขวงบ้านบาตร
เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐
พิมพ์ที่ : หจก.นิวไพศาลการพิมพ์
เลขที่ ๕๓ เจริญนคร ๔๖ บางลำพูล่าง
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร











