
(๓) “ความเงียบอันประเสริฐ” รหัสธรรมพระเตมีย์ “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร เดินทางจากพุทธสถานฮ่องธรรมฯ จังหวัดศรีสะเกษ สู่เกาะพวง จังหวัดสุรินทร์



เกาะพวง เป็นเขต รอยต่อ ระหว่าง สุรินทร์กับศรีสะเกษ
สามเณรพุทธศากยบุตร เดินทางจากพุทธสถานฮ่องธรรมฯ จังหวัดศรีสะเกษ สู่เกาะพวง จังหวัดสุรินทร์


พระใบฎีกาสุรชัย สุรปญฺโญ จากวัดยางคำ จังหวัดร้อยเอ็ด ปุจฉา-วิสัชนากับสามเณรพุทธศากยบุตรเพื่อเรียนรู้ปัญญาจากพระเตมีย์…
พระเตมีย์ …ปัญญาจากความนิ่งเงียบ



“ ถึงร้อยภพร้อยชาติ ก็ปรารถนาพระโพธิญาณ แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป แม้ร่างกายจะแตกดับ เราจะไม่ทำลายปณิธาน ”

พระเตมีย์เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้ง เกิดเป็นพระเตมีย์กุมาร ทรงมีปณิธานที่จะบำเพ็ญ “เนกขัมมบารมี” ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสละราชบัลลังก์ออกบวช แม้จะได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและการบีบคั้นทางด้านจิตใจ อย่างไร ก็ไม่ทำให้ปณิธานของพระองค์แปรเปลี่ยนไป

เตมีย์ชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต

ขณะตรัสเล่าเรื่องเตมีย์นั้น พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขณะนั้น เป็นเวลาบ่ายแล้ว อาทิตย์ย้ายดวงคล้อยต่ำลง หมู่ภิกษุต่างออกจากสถานที่สำหรับทำสมาธิ มานั่งประชุมกันในอาคารสำหรับแสดงธรรม ได้สนทนาถึงการออกบวชของพระพุทธองค์ว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ เนื่องจากพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติแห่งความเป็นพระราชา แต่พระองค์กลับเลือกที่จะออกบวช จึงเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์

ขณะนั้น พระพุทธองค์เสด็จออกจากพระคันธกุฎี มายังอาคารสำหรับแสดงธรรม ตรัสถามภิกษุถึงเรื่องราวที่กำลังสนทนากัน เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า พระองค์บำเพ็ญบารมีมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว จึงสละราชสมบัติออกบวชเพื่อตรัสรู้ ในชาตินี้ การสละราชบัลลังก์ออกบวชของผู้ที่มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้วเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ แต่การออกบวชของพระองค์ ในอดีตชาติ ขณะญาณยังไม่แก่กล้า กำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ได้สละราชสมบัติออกบวช นั่นต่างหาก เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์

และ ประธานดำเนินโครงการ “บรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร
สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง
เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒
พระพุทธองค์ จึงตรัสเล่าเรื่องพระเตมีย์กุมาร ผู้ตั้งปณิธานที่จะออกบวชอย่างแน่วแน่

พระเตมีย์ คือ มหากาพย์แห่งชีวิต ๑ ใน ๑๐ เรื่องสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในพระชาติที่ ๑๑ พระเตมีย์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราชแห่งกรุงพาราณสี ทรงมีความงดงามและเป็นที่ยินดีของประชาชนตั้งแต่แรกเกิด

เมื่อพระเตมีย์มีพระชนม์ได้ ๑ เดือน นางนมได้นำเข้าเฝ้าพระบิดา พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระโอรสแล้ว เกิดความรักเป็นอย่างยิ่ง ทรงสวมกอดจุมพิตพระโอรสที่พระเศียร อุ้มให้บรรทม บนพระเพลา ประทับนั่งชื่นชมอยู่กับพระกุมาร แม้ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ขณะนั้น เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ควบคุมตัวนักโทษ ๔ คน เข้ามายังหน้าพระที่นั่ง เพื่อให้ทรงตัดสินลงพระราชอาญา พระราชาตัดสินลงโทษตามความผิด ดังนี้

นักโทษคนที่ ๑ ให้เอาหวายที่ยังมีหนามเฆี่ยน ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วราดด้วยน้ำเกลือ นักโทษคนที่ ๒ ให้ตีตรวน แล้วส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำ นักโทษคนที่ ๓ ให้เอาหอกแทง ส่วนนักโทษ คนที่ ๔ ให้เอาหลาวเสียบ

พระโพธิสัตว์ ได้ฟังคำตัดสินลงโทษของพระบิดา ก็สะดุ้งกลัว ทรงรำพึงว่า “พระชนกของเราอาศัยราชสมบัติ ทำกรรมหนักเหลือเกิน จะทำให้ไปเกิดในนรก”

คืนนั้น พี่เลี้ยงนางนมให้พระกุมารบรรทมเหนือพระแท่นที่ตกแต่งไว้อย่างดี ภายใต้มหาเศวตฉัตร พระกุมารบรรทมได้ครู่หนึ่ง ก็สะดุ้งตื่น พระองค์ไม่อาจข่มตาหลับต่อไปได้อีก จึงทอดพระเนตรมหาเศวตฉัตร ได้เห็นสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ตระการตา พลันนั้น พระกุมารเกิดความกลัวอย่างจับจิต ทรงสะดุ้งอยู่ตลอด จนมิอาจจะอดกลั้นได้ พระองค์ลืมตาในความมืดมิดของราตรีอันยาวนาน พยายามคิดทบทวนว่า พระองค์มาจากไหน จึงได้มาสู่พระราชมณเฑียรภายใต้มหาเศวตฉัตรแห่งนี้

เมื่อทรงใคร่ครวญดู ก็กลับระลึกชาติได้ว่า พระองค์จุติมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ทรงทบทวนต่อไปอีก ก็ทราบว่า พระองค์เคยหมกไหม้อยู่ในอุสสุทนรกเป็นเวลายาวนาน ทรงทบทวนต่อไปอีกว่า ทำไม จึงได้ไปเกิดในนรก ก็ทราบว่า พระองค์เคยเป็นพระราชาปกครองแผ่นดินภายใต้มหาเศวตฉัตรนี้นั่นเอง

ทรงพิจารณาอยู่ ก็ทราบว่า พระองค์ได้ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีนี้ เป็นเวลา ๒๐ ปี หลังจากสวรรคตแล้ว ได้ไปเกิดในนรกหมกไหม้อยู่ยาวนานถึง ๘๐,๐๐๐ ปี บัดนี้ ได้กลับมา เกิดในปราสาทราชฐาน ซึ่งเปรียบประหนึ่งเรือนโจรภายใต้เศวตฉัตรนี้อีกครั้ง พระกุมารทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักโทษ ๔ คนมา เห็นพระบิดากล่าวคำหยาบ อันจะเป็นเหตุให้ตกนรกเช่นนั้น หากพระองค์เองได้ครองราชสมบัติ ก็จะกลับไปบังเกิดในนรก รับกรรมอีกครั้งเป็นแน่ พระกุมารเกิดความกลัวอย่างมาก จนทำให้ผิวพรรณดุจทองคำซูบซีด เหี่ยวแห้ง เศร้าหมองลง เหมือนดอกบัวที่ถูกคนเอามือขยำจนเหี่ยวเฉา

ปุจฉา -วิสัชนา เรื่อง พระเตมีย์ กับ สามเณรพุทธศากยบุตร
พระองค์บรรทมรำพึงอยู่ในความมืดมิดของราตรี ว่า ทำอย่างไร จึงจะพ้นจากพระราชมณเฑียร ซึ่งเปรียบประหนึ่งเรือนโจรนี้ไปให้ได้

เทพธิดาผู้สิงสถิตอยู่ที่มหาเศวตฉัตร เคยเป็นมารดาพระเตมีย์ในชาติหนึ่ง เห็นเช่นนั้น ก็เห่กล่อมพร้อมทั้งปลอบโยนพระกุมารให้สบายพระทัยว่า “เตมีย์ ลูกแม่ ลูกอย่าเศร้าโศก อย่าคิดมาก อย่าหวาดกลัวไปเลย ถ้าลูกปรารถนาจะพ้นจากราชสมบัตินี้ ลูกแม่ไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็จงทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย ลูกไม่ได้เป็นคนหูหนวก ก็จงทำเป็นเหมือนคนหูหนวก ไม่ได้เป็นใบ้ ก็จงทำเป็นเหมือนคนใบ้เถิด จงตั้งใจอธิษฐาน ๓ อย่างนี้ อย่าแสดงให้เขาเห็นว่า เป็นคนฉลาด จงให้คนทั้งปวงรู้กันว่า ลูกเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา คนเหล่านั้นจะได้กล่าวโทษ ดูหมิ่นลูกว่า เป็นกาลกิณี ความปรารถนาของลูกจะสำเร็จได้ด้วยวิธีนี้”

พระกุมารกลับบังเกิดความอบอุ่นพระทัยขึ้นมาได้ เพราะคำปลอบโยนของเทพธิดา จึงตอบว่า “แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเห็นประโยชน์จึงได้เกื้อกูลข้าพเจ้า อย่างมากมายเช่นนี้”

ครั้นแล้ว พระกุมารก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานตามคำแนะนำของเทพธิดา แล้วเทพธิดาก็ได้อันตรธานหายไป ในความมืดมิดของราตรีกาลนั้น

ปณิธานพระเตมีย์
ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราช เกรงพระโอรสจะเหงา ทรงดำริว่า พระโอรสควรได้เด็ก ๕๐๐ คน มาเป็นเพื่อนเล่น จะได้เบิกบานใจ จึงรับสั่งให้นำเด็กทั้งหมดมาเลี้ยงในราชสำนักของพระเตมีย์ พวกเด็กคนอื่น ๆ ต่างร้องดื่มนมกระจองอแง แต่พระเตมีย์กลับนิ่งเฉยไม่ทรงกรรแสงร้องไห้ เพราะถูกสะกด ด้วยภาพนรกอันน่าหวาดกลัว ทรงครุ่นคิดว่า“จากวันนี้เป็นต้นไป แม้เลือดเนื้อ จะเหือดแห้งไป แม้ร่างกายจะแตกดับ เราจะไม่ทำลายปณิธาน” แล้วไม่ทรงกรรแสงร้องไห้อีกเลย

เมื่อพระเตมีย์อายุได้ ๑ ชันษา พวกอำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า “ตามปกติ เด็กที่มีอายุหนึ่งขวบ ชอบขนม และของเคี้ยว พวกข้าพระองค์จะทดลองพระกุมารด้วยขนมและของเคี้ยว” จึงทดลองนำเด็กบริวารทั้งหมด มานั่งห้อมล้อมพระราชกุมาร ให้นำขนมและของเคี้ยวมากมายไปวางไว้ใกล้ ๆ พระเตมีย์ปล่อยให้เด็กทั้งหมดยื้อแย่งกันกินขนมตามชอบใจ ส่วนพวกอำมาตย์ พากันยืนแอบสังเกตดู เด็กคนอื่น ๆ ทั้งทะเลาะทั้งยื้อแย่งกันกินขนม

ส่วนพระเตมีย์ แม้จะหิวแสนหิว ก็อดกลั้น บอกตัวเองว่า “เตมีย์ ถ้าต้องการไปนรก ก็กินขนม และของเคี้ยวนั้น” เพราะกลัวภัยในนรก ซึ่งปรากฏอยู่ในห้วงสำนึก จึงไม่ทอดพระเนตรดู ขนมและของเคี้ยวเลย แม้พระเตมีย์ถูกทดลองด้วยขนมและของเคี้ยวอยู่เช่นนี้ เป็นเวลานานแรมปี ก็ไม่แสดงพิรุธแต่อย่างใด

เพื่อปกป้องตนจากบาป พระเตมีย์จึงเริ่มแสร้งทำเป็น คนพิการ พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ และหูหนวก พระราชาและเหล่าอำมาตย์พยายามทดสอบพระองค์หลายอย่าง เช่น ล่อลวงด้วยอาหาร ใช้ไฟ ช้าง งู และขู่ด้วยดาบ แต่พระเตมีย์ไม่แสดงอาการใด ๆ ตลอดเวลา ๑๖ ปี ทำให้พระบิดาเชื่อว่าเป็นกาลกิณี จึงมีพระดำริจะนำพระองค์ไปฝังในป่าช้า

ก่อนถูกฝัง พระเตมีย์ทรงเปิดเผยต่อสารถีว่าพระองค์ไม่ได้พิการ แต่อยากบำเพ็ญ เนกขัมมบารมี คือ การละทางโลกและสละราชสมบัติเพื่อละเว้นบาปกรรม และตั้งใจทำตามปณิธานที่พระองค์ตั้งสัจจะไว้ว่า
“ ถึงร้อยภพร้อยชาติ ก็ปรารถนาพระโพธิญาณ
แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป
แม้ร่างกายจะแตกดับ เราจะไม่ทำลายปณิธาน ”

จากนั้นพระองค์ออกบวชในป่าและบำเพ็ญเพียร จนสุดท้ายพระบิดา พระมารดา และผู้ติดตามต่างเกิดความเลื่อมใสและขอออกบวชทั้งหมด ต่างเจริญสมณธรรม จนได้บรรลุสมาบัติ ๘ เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปเกิดในพรหมโลก แม้ช้างและม้าทั้งหลายซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน มีจิตเลื่อมใสหมู่ฤาษีทั้งหลาย ได้เกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น ได้แก่ ชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ตามบุญกุศลของตน

ข้อคิดสำคัญจาก พระเตมีย์ ปัญญาแห่งความนิ่งเงียบ…
การยึดมั่นในความถูกต้องและความดี แม้จะยากลำบากเพียงใด เมื่อตั้งปณิธานไว้และทำจริงก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด เนกขัมมบารมี เป็นบารมีที่กระทำยาก แต่เมื่อได้กระทำอย่างดีที่สุดแล้วจะเป็นหนทางไปสู่ความหลุดพ้นจากสังสารวัฏในที่สุด ดังเช่นสามเณรพุทธศากยบุตรที่ตั้งใจบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ตามรอยพระโพธิสัตว์ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” เช่นนี้ แม้เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ยี่สิบกว่าวัน แต่หากตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างตั้งใจ อดทน ก็จะเป็นกำลัง เป็นบารมี เป็นฐานอันมั่นคงแห่งชีวิตสืบไป


กลับชาติมาเกิดสมัยพุทธกาล
ครั้นพระพุทธองค์ ตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ให้ภิกษุทั้งหลายฟังแล้ว ได้ตรัสสรุปว่า

“ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในชาตินี้เท่านั้น ที่เราละทิ้งราชสมบัติออกบวช แม้ในอดีตชาติ เราก็ได้ละทิ้งราชสมบัติออกบวชเช่นกัน เทพธิดาผู้สิงสถิตอยู่ที่เศวตฉัตรในอดีตชาตินั้น เป็นภิกษุณี ชื่ออุบลวรรณาในชาตินี้ นายสุนันทสารถี เป็นพระสารีบุตร ท้าวสักกะ เป็นพระอนุรุทธะ พระชนก และพระชนนี เป็นมหาราชสกุล บริษัทนอกนี้ เป็นพุทธบริษัท ส่วนบัณฑิตผู้ทำเป็นใบ้ ทำเป็นง่อยเปลี้ย คือ เรา ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เอง”

(๓) “ความเงียบอันประเสริฐ” รหัสธรรมพระเตมีย์ “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร ธุดงค์จากพุทธสถานฮ่องธรรมฯ จังหวัดศรีสะเกษ สู่เกาะพวง จังหวัดสุรินทร์

สำหรับการธุดงค์นั้น ในธรรมนิพนธ์ เรื่อง “ลูกผู้ชายต้องบวช” เรียบเรียงโดย ญาณวชิระ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร อธิบายตอนหนึ่งว่า
การจาริกธุดงค์นั้น พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะ ๘ เดือนนอกฤดูฝนเท่านั้น

ธุดงค์ แปลว่า องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส เป็นข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสให้เบาบาง มีจุดประสงค์ให้พระภิกษุมีความมักน้อยสันโดษ การถือธุดงค์ไม่จำเป็นต้องจาริกท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ พระภิกษุอยู่วัดไหน ไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือเป็นป่าก็สามารถปฏิบัติธุดงค์วัตรได้ เพราะเป็นเรื่องข้อวัตรปฏิบัติส่วนตน ไม่เกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น
ธุดงค์ ๑๓ อย่าง
ธุดงควัตร อันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสที่พระพุทธองค์ตรัสไว้มี ๑๒ อย่าง ดังนี้
๑. ปังสุกูลิกังคะ ถือการใช้ผ้าบังสุกุล ไม่ใช้ผ้าสำเร็จรูปที่มีผู้ถวาย
๒. เตจีวริกัง ถือการใช้เพียงผ้าไตรจีวร พระภิกษุผู้ถือธุดงค์ข้อนี้ จะใช้เพียงผ้าไตรจีวร ๓ ที่อธิษฐานเท่านั้น
๓. ปิณฑปาติกังคะ ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ ไม่รับกิจนิมนต์ ฉันอาหารจากบิณฑบาตเพียงอย่างเดียว
๔. สปทานจาริกกังคะ ถือการบิณฑบาตไปตามลำดับบ้าน ไม่ข้ามไปบ้านโน้นบ้านนี้




๕. เอกาสนิกังคะ ถือการฉันมื้อเดียว บางครั้งเรียกว่าฉันบนอาสนะเดียว คือ นั่งแล้วก็จะฉันไปจนอิ่ม เมื่อลุกแล้วจะไม่ฉันอีกเลยในวันนั้น
๖. ปัตตปิณฑิกังคะ ถือการฉันเฉพาะในบาตร ไม่ฉันในสำหรับที่เขาจัดถวาย
๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ถือการลงมือฉันแล้วไม่รับเพิ่มอีก
๘ อารัญญิกังคะ ถือการอยู่ป่า
๙. รุกขมูลิกังคะ ถือการอยู่โคนไม้
๑๐. อัพโภกาสิกังคะ ถือการอยู่กลางแจ้ง
๑๑. โสสานิกังคะ ถือการอยู่ป่าช้า
๑๒.ยถาสันถติกังคะ ถือการอยู่แต่ในที่ที่เขาจัดให้
๑๓.เนสัชชิกังคะ ถือการนั่งไม่นอน

ธุดงค์นั้นไม่ใช่กิจจำเป็น ตามแต่พระภิกษุรูปใดจะสมัครใจถือปฏิบัติ พระภิกษุจะถือปฏิบัติก็ได้ไม่ปฏิบัติก็ได้ จะถือข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ พระพุทธองค์ให้พระภิกษุพิจารณาดูสุขภาพร่างกายและกำลังสติปัญญาของตนแล้วสมาทานปฏิบัติตามความเหมาะสม เพราะหากไม่คำนึงถึงสุขภาพร่างกาย ก็จะเป็นการทำตนให้ลำบาก อันเป็นการทรมานตนเอง เข้าใกล้การบำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงห้ามพระภิกษุในพระพุทธศาสนาปฏิบัติ

การถือธุดงค์
พระภิกษุผู้ถือการใช้ผ้าบังสุกุล จะไม่รับจีวรสำเร็จรูปที่ญาติโยมถวาย แต่จะเก็บเล็กผสมน้อยเศษผ้า ที่เขาใช้ห่อศพแล้วทิ้งไว้ตามป่าช้า หรือเศษผ้าเหลือใช้ที่เขาทิ้งไว้ตามพื้นดินตามขยะมูลฝอยเอามาตัดเย็บจีวรใช้ด้วยมือตัวเอง พระเถระที่ถือธุดงค์ข้อนี้คือ พระมหากัสสปะ จนในที่สุดพระพุทธองค์เห็นสังฆาฏิท่านเศร้าหมองเกินไปจึงเปลี่ยนสังฆาฏิให้

ในปัจจุบันพระสงฆ์ไทยบางแห่งก็ยังถือการตัดเย็บจีวรใช้เอง แม้ผ้าจะไม่ได้มาจากการเก็บเล็กผสมน้อยตามป่าช้าอย่างสมัยพุทธกาล ก็นับเข้าในธุดงค์ข้อนี้ได้เช่นกัน เพราะไม่ใช้จีวรสำเร็จรูปที่ชาวบ้านถวาย

ส่วนธุดงค์ข้ออื่นๆ คือ ถือการใช้เพียงผ้าไตรจีวร พระภิกษุผู้ถือธุดงค์ข้อนี้ จะใช้เพียงผ้าไตรจีวร ๓ ที่อธิษฐานเท่านั้น
พระภิกษุผู้ถือการบิณฑบาต จะไม่รับอติเรกลาภซึ่งเป็นกิจนิมนต์ จะฉันเฉพาะอาหารที่บิณฑบาตได้มา
พระภิกษุผู้ถือการบิณฑบาตไปตามลำดับบ้าน คือ รับไปลำดับบ้านไม่เดินข้ามไปฝั่งโน้นทีฝั่งนี้ที ตั้งใจว่าจะรับบิณฑบาตตามเส้นทางนี้ก็เดินไปตามลำดับบ้านจะได้หรือไม่ได้ไม่ก็ตาม
พระภิกษุผู้ถือการฉันมื้อเดียว บางครั้งเรียกว่าฉันบนอาสนะเดียว คือ นั่งแล้วจะไม่ลุกขึ้นจนกว่าจะอิ่ม เมื่อลุกแล้วจะไม่ฉันอีกในวันนั้น
พระภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตร ไม่ฉันในสำหรับที่เขาจัดถวายไม่ใช้ภาชนะอย่างอื่นรองอาหารฉันตั้งแต่ ๒ ใบขึ้นไป ฉันเฉพาะอาหารในบาตรเท่านั้น
พระภิกษุผู้ถือเมื่อลงมือฉันแล้วไม่รับเพิ่มอีก แม้มีผู้นำอาหารมาถวายที่หลังก็ไม่รับ
พระภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า ย่อมไม่อยู่แรมคืนในบ้าน แต่จะอยู่ค้างคืนในป่าที่ห่างจากบ้านคน เป็นที่วิเวกปราศจากผู้คนพลุกพล่านเข้าออก ส่วนพระภิกษุผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้ ถือการอยู่กลางแจ้ง และถือการอยู่ป่าช้า ก็คือการถือการอยู่ป่าอย่างหนึ่งนั่นเอง เป็นแต่เพียงกำหนดลงไปอีกว่า เมื่ออยู่ป่าแล้วจะอยู่ในที่เช่นไร แต่ธุดงค์ข้อนี้มีกำหนดระยะเวลา คือ ต้องอยู่นอกฤดูฝนเท่านั้น เพราะในฤดูฝนต้องจำพรรษาตามวินัย
ส่วนพระภิกษุผู้ถือการอยู่แต่ในที่ที่เขาจัดให้ ย่อมไม่มีความอาลัยในเสนาสนะกุฎีที่อยู่อันเป็นที่สะดวกสบาย แม้ได้เสนาสนะกุฎีที่ไม่สะดวกสบาย ไม่ถูกใจ ก็ไม่ทำความเดือดร้อนวุ่นวายแส่หาเสนาสนะกุฎีอื่นที่ตนชอบใจ เป็นที่สะดวกสบาย อยู่อาศัยในกุฎีตามที่พระภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่เสนาสนะคาหาปกะจัดให้ แม้จะถูกย้ายเสนาสนะเพราะเหตุอย่างไรอย่างหนึ่งก็ไม่ขัดเคืองขัดขืน
สำหรับพระภิกษุผู้ถือการนั่ง จะไม่เอนหลังลงนอน แต่จะอยู่ด้วยการนั่ง ด้วยการยืน และด้วยการเดินเท่านั้น การถือธุดงค์นี้ สมาทานปฏิบัติเป็นบางครั้งบางคราวได้ หากสมาทานปฏิบัติตลอดจะเป็นการทรมานตน พระพุทธเจ้าทรงห้ามให้สมาทานเช่นนั้น พระเถระที่สมาทานกรรมฐานข้อไม่เอนหลังลงนอนตลอดพรรษา ๓ เดือน คือ พระจักขุบาลเถระ เป็นเหตุให้ตาบอด
จะเห็นได้ว่า การถือธุดงค์ตามวิธีการของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าพระภิกษุจะอยู่เมืองหรืออยู่ป่าก็สามารถถือปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม เพราะเป็นข้อวัตรปฏิบัติส่วนตัวของพระภิกษุ ไม่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลอื่น และไม่ใช่สิ่งที่จะไปประกาศให้ใครรับรู้ พระภิกษุไม่ว่าจะอยู่เมืองหรืออยู่ป่าจึงสามารถสมาทานปฏิบัติธุดงค์ได้
การถือธุดงค์สมัยพุทธกาลนั้น พระภิกษุสมาทานจากพระพุทธเจ้า แต่เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว สมัยปัจจุบัน พระภิกษุสามารถสมาทานธุดงค์ ด้วยการอธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปว่าจะสมาทานปฏิบัติธุดงค์ข้อใดข้อหนึ่งตามกำลังความสามารถ




อนุโมทนา ญาติโยมที่นำน้ำปานะมาถวายพระภิกษุและสามเณรพุทธศากยบุตร








(๓) “ความเงียบอันประเสริฐ” รหัสธรรมพระเตมีย์ “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร ธุดงค์จากพุทธสถานฮ่องธรรมฯ จังหวัดศรีสะเกษ สู่เกาะพวง จังหวัดสุรินทร์









