“ไม่ตาย ไม่เลิกทำความดี” พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (๒) โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
จาริกบ้าน จารึกธรรม (หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒)
โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท วัดทองนพคุณ คลองสาน กรุงเทพฯ
เรียนรู้ปฏิปทาพระสุปฏิปันโนผู้เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ...
“ไม่ตาย ไม่เลิกทำความดี”
พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (๒)
จาริกบ้านจารึกธรรม
โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท วัดทองนพคุณ คลองสาน กรุงเทพฯ
ผู้เขียนได้พูดคุยกับ พระครูปลัดสุพัน สุวณฺโณ...
“ครูผู้สอนด้วยชีวิต”พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (๕) โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
อาจารย์พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ กับเด็กๆ บนดอย ที่อาศรมบ้านดอกแดง จังหวัดเชียงใหม่
"ครูแห่งสันติที่สอนด้วยชีวิต : พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (๕)" โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท จากคอลัมน์ จาริกบ้านจารึกธรรม หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๒
ก้าวไปสู่อนาคตด้วยพลังแห่งปัญญาของชุมชน โดย พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป
ก้าวไปสู่อนาคตด้วยพลังแห่งปัญญาของชุมชน
โดย พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป
“ทุกปัญหาผ่านพ้นเมื่อชุมชนเกิดปัญญาสาธารณะ”
เคยได้แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาชุมชนกับสาขาการจัดการชุมชนของราชภัฏแห่งหนึ่ง สรุปกันว่า ปัญญา คือ ทางออกของปัญหาในการพัฒนาชุมชน
ปัญญาคือแสงสว่างในโลก ที่ช่วยส่องทางให้กับคนทุกคนได้ดำเนินชีวิตไปในทางที่เหมาะสม และมีความสุข พัฒนาชีวิตตนเองได้เต็มศักยภาพ แต่ว่าปัญญา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องบ่มเพาะ สร้างมันขึ้นมาให้มีในตัวเอง
บางคนบอกว่า ปัญญาคือต้องมีปริญญา ซึ่งจริงๆ หากดูสถิติการลงทะเบียนคนจน จะเห็นได้ว่า คนจบปริญญาตรีโทเอก ก็มีไปลงทะเบียนกันเยอะเหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว ปัญญามิอาจจะวัดด้วยปริญญาเพียงอย่างเดียว เราไม่มีปริญญาจึงไม่ควรคิดว่าตนเองไม่มีปัญญา และแม้จะไม่มีค่าเรียน เราก็สามารถที่จะสร้างปัญญาหาความรู้ให้กับตนเองได้
“ความรู้มีอยู่ทั่วไป” เป็นคำที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่มายุคนี้ เขาพูดกันถึง “ปัญญาสาธารณะ” หมายถึงแหล่งเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป เข้าถึงได้ เข้าถึงง่ายและประหยัด ซึ่งมีอยู่แล้วในชุมชนของเราเอง ...
ความเงียบที่เสียงดัง โดย หมอนไม้
ความเงียบที่เสียงดัง
โดย หมอนไม้
ตั้งแต่ไลน์ระบาด หลังเฟซบุ๊คเกิดขึ้นมาหลายปี...ฉันรู้สึกว่า โลกมันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนมากขึ้น รอบๆ ตัวเงียบมากขึ้น บนรถเมล์ แทบจะไม่มีเสียงคุยกัน สมัยเมื่อไม่นานมานี้ เสียงโทรศัพท์ยังดังกระหึ่ม จนโชเฟอร์มีติดป้ายประกาศว่า ห้ามคุยโทรศัพท์เสียงดัง หรือห้ามคุยกันเกิน 5 นาทีเป็นต้น เพราะจะทำให้คนขับรถไม่มีสมาธิ
แต่จากยุคโทรกระหน่ำผ่านไป ตอนนี้ โลกกลับเงียบเชียบ ไม่ว่าไปที่ไหน ฉันเห็นคนก้มหน้าก้มตาจ้องดูสมาร์ทโฟนของตัวเองแทบจะตลอดเวลา และเมื่อเวลาเงยหน้าขึ้น ต่างก็เดินไปทำภารกิจของตนเอง ไม่มีใครสนใจใคร นั่นคือ ชีวิตของผู้คนในพ.ศ.นี้?
แต่ขณะเดียวกัน ในความเงียบ กลับมีเสียงดังอึกทึก สรวลเสเฮฮา ดังระเบิดเถิดเทิงในสังคมออนไลน์ แทบทุกฝีก้าวของคนๆ หนึ่งที่ไม่ยิ้ม ไม่พูดคุยกับผู้คนรอบข้าง กลับมีเรื่องราวน่ารัก...









