
“พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้” เป็นหนังสือที่ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ เรียบเรียงขึ้น ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก

จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ในช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาล่วงเลยมาถึง ๒๕๖๙ ปีหลังพุทธปรินิพพาน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๖

รำลึก พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พุทธศักราช ๒๕๕๕

ชัยชนะและอิสรภาพ คือ ความหมายแห่ง “พุทธชยันตี”
โดยรากศัพท์ คำว่า “พุทธชยันตี” มาจากคำ ๒ คำ คือ “พุทธ” แปลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคำว่า “ชยันตี” มาจากคำว่า “ชย” แปลว่า ชัยชนะ ออกเสียงตามภาษาฮินดี ว่า “ชยันตี” ออกเสียงตามภาษาบาลี ว่า ชยันโต เช่น ชยันโต โพธิยา มูเล ฯลฯ ในบทสวดพาหุง แปลว่า พระพุทธเจ้าทรงชนะหมู่มาร ณ โคนแห่งต้นโพธิ์เหนือบัลลังก์ของผู้มีชัยไม่พ่ายแพ้

ซึ่งเมื่อนำคำทั้ง ๒ คำ มารวมกัน ก็ได้รูปคำใหม่ว่า “พุทธชยันตี” อันหมายถึง ชัยชนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง ปลดเปลื้องจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เป็นอิสรภาพจากพันธนาการทั้งปวง อันทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลก

พุทธชยันตี จึงหมายถึงการตรัสรู้และการบังเกิดขึ้นของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เกิดพระพุทธศาสนา นำมาซึ่งชัยชนะและอิสรภาพของมวลมนุษยชาติ


เพราะเหตุแห่งชัยชนะต่อกิเลสทั้งปวงของพระพุทธองค์ในปัจจุบัน คำว่า “พุทธชยันตี” ยังถูกนำไปใช้ในความหมายแห่งชัยชนะและความเป็นอิสรภาพของชาวพุทธอีกด้วย เช่น





เช่น การต่อสู้เพื่ออิสรภาพจนได้รับเอกราชจากอังกฤษของประเทศศรีลังกา ถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชน ทำให้ชาวพุทธในประเทศศรีลังกา เป็นอิสรภาพจากการถูกปิดกั้นทางศาสนา มีสิทธิในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ชาวศรีลังกาจึงจัดพิธีเฉลิมเฉลองพุทธชยันตีอย่างยิ่งใหญ่

และในประเทศอินเดีย การประกาศชัยชนะต่อการกดขี่ในระบบชนชั้นวรรณะของดร.อัมเบดการ์ โดยประกาศ ไม่นับถือศาสนาฮินดู และนำประชาชนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ประกาศตนเป็นพุทธมามาะ ด้วยการเฉลิมฉลองพุทธชันตี

การนับปีพุทธชันตี จาก ๒๕๐๐ ปีแห่งปรินิพพาน
ถึงพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้

วิธีกำหนดนับปีทางพระพุทธศาสนานั้น มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คือ นับวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็น พ.ศ. ๑ และครบรอบวันปรินิพพานเวียนมาบรรจบอีกครั้ง จึงนับเป็น พ.ศ. ๑

ประเทศอินเดียและศรีลังกานั้น คำนวณนับ พ.ศ.เร็วกว่าไทย ๑ ปี เพราะเริ่มนับ พ.ศ. ๑ จากวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ขณะที่ประเทศไทยครบรอบหนึ่งปี นับแต่วันปรินิพพาน จึงนับเป็น พ.ศ. ๑ ประเทศไทยจึงฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี ช้ากว่าประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกา ๑ ปี

ในวันสวดมนต์ข้ามปี ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ – ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
หมายเหตุ : การนับ ๒๖๐๐ ปีพุทธชยันตี นับในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ + ๔๕ พรรษาที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมตลอดพระชนมชีพ = ๒๖๐๐ ปี ซึ่งในขณะนั้น ประเทศต่างๆ ที่มีชาวพุทธเข้มแข็ง ได้ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองในวาระนี้เป็นเวลา ๓ ปี (พุทธศักราช ๒๕๕๓ -๒๕๕๕ ) ดังเช่น ในประเทศศรีลังกา พม่า อินเดีย เป็นต้น ได้มีการจัดฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แม้ที่สำนักงานใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา ก็มีการจัดงานฉลองใหญ่ในช่วงวันวิสาขบูชา เช่นกัน

บันทึกการประชุมมหาเถรสมาคม ณ พระตำหนักสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโยมหาเถร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในการเตรียมงานพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ จากหนังสือ “พุทธชยันตี : ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้”
เรียบเรียงโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระวิจิตรธรรมภาภรณ์ ระบุว่า ..ในครั้งนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในขณะนั้น เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการจัดงานฉลกองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ให้ชื่อเรียกว่า “งานฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” ให้เสนอเรื่องไปยังรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ในการดำเนินการจัดงาน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ โดยมีมหาเถรสมาคม เป็นที่ปรึกษา มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ของบประมาณในการดำเนินการสนับสนุนจากรัฐบาล




ซึ่งคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น ได้กำหนดกรอบแนวทางในการจัดกิจกรรม และผู้รับผิดชอบเป็น ๓ ด้าน ประกอบด้วย
๑. ด้านการศึกษา การเผยแผ่ และการปฏิบัติพุทธบูชา
มุ่งเน้นการส่งเสริมปฏิบัติธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และการมีส่วนร่วมขององค์กรทุกภาคส่วน โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นผู้รับผิดชอบ และเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรม
๒. ด้านวิชาการ
เน้นการประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนด้านพระพุทธศาสนา โดยให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ
๓. ด้านศิลปวัฒนธรรม
มอบให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการประสานจัดกิจกรรม การประชาสัมพันธ์และการเผยแผ่ โดยคาดว่าจะมีชาวพุทธจากทั่วโลกกว่า ๕,๐๐๐ รูป/ คน จาก ๘๕ ประเทศทั่วโลกที่เดินทางร่วมงานเฉลิมฉลองพุทธชยันตี และร่วมประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีประเทศไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างชาวพุทธตั้งแต่ระดับประชาคมอาเซียน จนถึงนานาชาติ เพื่อนำพระพุทธศาสนาก้าวไปสู่พุทธศตวรรษที่ ๒๖ ตามนโยบายของคณะสงฆ์และรัฐบาลไทย
ซึ่งหัวข้อในการจัดงานพุทธชยันตีในปีนั้นคือ “พระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพิ่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ”


“การพ้นทุกข์ในสังสารวัฏ คือ ชัยชนะและอิสรภาพของมนุษย์ที่แท้จริง” รำลึก ๒๖ พุทธศตวรรษ พุทธศักราช ๒๕๕๕ จากหนังสือ “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้” เรียบเรียงโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)









