
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๖ ดูกายให้เห็นจิต ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๓๖ ดูกายให้เห็นจิต
การภาวนาก็เพื่อให้เห็นจิต แต่จิตนั้นเป็นนามเป็นสิ่งละเอียด จึงเห็นได้ยาก และจิตอาศัยกายเป็นที่อยู่อาศัย ถ้าอยากเห็นจิตก็ต้องเริ่มต้นด้วยการเฝ้าสังเกตจากการดูกาย ซึ่งเป็นรูปหยาบ ทำให้เห็นได้ง่ายกว่าการดูเข้าไปที่จิตเลย
ถามว่า ถ้าจะดูกายต้องดูจากอะไร?
ตอบว่าก็ต้องดูจากอิริยาบถในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน และท่านอนก่อน เพราะอิริยาบถในท่าต่างๆ นั้นจะปรากฏชัด หากให้ความสนใจเพ่งดูก็จะเห็นได้ง่าย

ดูกายในท่านั่ง กายที่นั่ง นั่งอย่างไร มืออยู่อย่างไร ดูกายในท่ายืน กายที่ยืน ยืนอย่างไร เท้าอยู่อย่างไร ดูกายในท่าเดิน กายที่เดิน เดินอย่างไร เท้าเคลื่อนไหวอย่างไร ดูกายในท่านอน กายที่นอน นอนเป็นอย่างไร

เมื่อสังเกตเห็นอิริยาบถได้ชัดแล้วก็ดูเวทนาที่เกิดขึ้นทางกายไปด้วย ดูอาการสุขสบาย อาการเมื่อยขบ อาการเจ็บปวด เหน็บชาที่เกิดขึ้นกับอิริยาบถในท่าต่างๆ เมื่อเห็นอาการเมื่อยขบ เห็นอาการเจ็บปวด เหน็บชาที่เกิดขึ้นจากอิริยาบถในท่าต่างๆ แล้วก็ดูเข้ามาที่ความรู้สึกว่า ที่แข้งขาเมื่อยขบ เจ็บปวด เหน็บชานั้นจิตมันรู้สึกอย่างไรบ้าง ชอบไหม ชังไหม มันดิ้นรนร้องขอให้หยุด ให้เลิกไหม

ดูให้ชัดลงไปตรงๆ ตามอาการนั้นๆ คอยบอกกับจิตอยู่เสมอว่า เวลานั่งเกิดอาการเจ็บปวดยังไม่ทันได้เห็นความเจ็บปวดก็เปลี่ยนท่านั่ง ทำเช่นนี้มามากแล้วไม่รู้กี่แสนภพชาติ ชาตินี้จะขอนั่งให้เห็นความเจ็บปวดดูบ้างสักชาติ

จุดประสงค์ของการดูกายก็เพื่อให้เห็นจิต ถ้าจะมุ่งดูจิตเลยทีเดียว ก็จะเห็นยาก เพราะจิตไม่มีตัวตนที่จะจับต้องหรือมองเห็นได้ จิตมีกายเป็นที่อาศัยจึงต้องดูกายไปก่อนเพื่อให้ทะลุเข้าไปหาจิต เมื่อเห็นกายชัดก็เท่ากับว่าเห็นจิตไปพร้อมๆ กันด้วย พอเห็นความเคลื่อนไหวของกาย ก็เป็นการเห็นจิตไปด้วย กายเคลื่อนไหวก็คือจิตเคลื่อนไหว เพราะจิตเป็นผู้สั่งให้กายเคลื่อนไหว

เหมือนเวลาจะดูว่ามีลมไหมก็ต้องเพ่งจับจ้องมองไว้ที่ใบไม้ พอเห็นใบไม้พัดไหวก็รู้ได้ทันทีว่ามีลมพัด แต่ถ้าอยากรู้ว่ามีลมหรือไม่ แล้วจับจ้องมองหาลมในอากาศมันก็มองไม่เห็น เพราะลมไม่มีรูปร่างจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ต้องอาศัยวัตถุสิ่งอื่นจึงจะมองเห็น กายก็เช่นกัน เคลื่อนไหวตามความต้องการของจิต พอกายเคลื่อนไหวเราก็จะรู้ว่าจิตไหว และจิตที่ไหวก็จะไหวเพราะตันหาคือความอยากขับเคลื่อนผลักดันให้เป็นไป

ดังนั้น เมื่อจะสังเกตจิต ให้สังเกตความรู้สึก ดังนี้
๑.สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวว่า ขณะนั้น รอบตัวเรามีอะไรบ้าง
๒.สังเกตความคิดภายในใจว่าขณะนั้นเราคิดอะไร
๓.สังเกตความรู้สึกทางกาย ความเจ็บปวด เมื่อยล้า เหน็บชา คัน
๔.เมื่อสังเกตเห็นกาย ก็จะค่อยๆ สังเกตเห็นความรู้สึกขึ้นเรื่อยๆ

การสังเกตเห็นความรู้สึกก็คือเห็นจิต เพราะความรู้สึกนั้นเองคือจิต เมื่อรู้สึกเจ็บปวด เมื่อย เหน็บชา ก็ดูเข้ามาที่ความรู้สึกในใจว่า ไม่ชอบ หงุดหงิด ขัดเคืองไหม?
เห็นความรู้สึกแบบนี้ในใจไหม?
วิธีดูกายดูใจไปตามธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะกิน ดื่ม ยืน เดิน นั่ง นอน หรืออะไรมาสัมผัสถูกต้องกายก็รู้ เป็นการรู้เข้ามาที่กายที่ใจก็เป็นการดูกายให้เห็นจิตเช่นกัน










