
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๕ ความหมายสังขาร ที่ตรงในทางธรรม ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๓๕ ความหมายสังขาร ที่ตรงในทางธรรม
สังขาร แปลว่า การปรุงแต่ง และสิ่งที่มีการปรุงแต่งนั้น มี ๒ อย่าง คือ
๑. สังขารของ “รูป” เป็นสังขารในไตรลักษณ์ที่ถูกธาตุปรุงแต่งขึ้น
๒. สังขารของ “นาม” เป็นสังขารในขันธ์ ๕ ที่ถูกความรู้สึกนึกปรุงแต่งขึ้น

สังขารในไตรลักษณ์ คือ สิ่งที่ถูกธาตุปรุงแต่งขึ้น (รูปธรรม) ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ใบหญ้า ล้วนถูกปรุงแต่งขึ้นจากธาตุทั้งหลาย (ถูกสังขารขึ้น) จึงเรียกว่า “สังขาร” คือ สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นให้เป็นสิ่งนั้นๆ
พอคนไทยเอาคำว่าสังขารมาใช้ในความหมายของ “ร่างกายคน” จึงทำให้ความหมายของสังขารแคบเข้า จนเข้าใจไปว่า สังขารคือร่างกายคนเราเท่านั้น
แต่แท้จริง สังขารหมายรวมถึงทุกสรรพสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากธาตุจนเป็นรูปร่าง

จิตสังขาร (นามธรรม) คือ ความคิดเรานี่เองสิ่งที่จิตคิดปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นความคิดดี ความคิดไม่ดี ความอยาก ตัณหา โกรธ เกลียด เรียกว่า “สังขาร” คือ สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้น
ด้วยความที่จิตชอบนึกคิดปรุงแต่งจินตนาการเป็นธรรมชาติ ความคิดของเราจึงก่อทุกข์ให้เราอยู่เสมอ มันบีบคั้น มันกดดัน ถ้ามีวิธีดับความคิดได้เป็นขณะๆ ไป ความคิดก็ถูกตัดขาดออกเป็นช่วงๆ เป็นตอนๆ ความทุกข์มันก็เบาลง เย็นลง

เมื่อจิตคิดอะไรขึ้นในใจจะส่งออกมาสู่การกระทำ ตาเห็นสิ่งที่ชอบคนที่ชอบ จิตก็สังขารปรุงแต่งเป็นกระแสวิญญาณชอบไหลเวียนอยู่ภายในจิต แล้วส่งออกมาสู่การกระทำทางกาย ให้กายขวนขวายหารูปที่ชอบ คนที่ชอบ
เมื่อตาเห็นสิ่งที่ชังคนที่ชัง จิตก็สังขารปรุงแต่งเป็นกระแสวิญญาณชังไหลเวียนอยู่ภายในจิต แล้วส่งออกมาสู่การกระทำทางกาย ให้กายขวนขวายทำสิ่งที่สนองตอบต่อความชัง

การพิจารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตในจิต พิจารณาธรรมในธรรม จึงเป็นการหยิบยกเอาชิ้นส่วนต่างๆ อวัยวะต่างๆ อาการต่างๆ ของร่างกายออกมาพิจารณาทีละส่วน เป็นการหยิบเอาอาการเจ็บปวดทางร่างกายที่ปรากฏขึ้นมาพิจารณาทีละอาการ เป็นการหยิบยกเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทางใจแต่ละความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทุกข์ระทม ความรู้สึกโล่งโปร่งสุขสบายใจมาพิจารณา และเป็นการหยิบยกเอาสภาวธรรมต่างๆ ที่ปรากฏมาพิจารณา หรืแม้กระทั่งความรู้สึกเฉย ๆ ก็ไม่ปล่อยผ่านเลยก็หยิบขึ้นมาดู มารู้ มาพิจารณา

ไม่ว่าจะกิน ดื่ม ยืน เดิน นั่ง นอน หรืออะไรมาสัมผัสถูกต้องกายก็รู้ เป็นการรู้เข้ามาที่กายที่ใจ

สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๕ ความหมายสังขาร ที่ตรงในทางธรรม ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ” จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน โดย : สถาบันพัฒนาพระวิทยากร เลขที่ ๓๔๔ อาคารสันติวัคคีย์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐

ส่วนหนึ่งจากคำนำ หนังสือ “สุดทางจงกรม”
หลายปีมาแล้ว ขณะเริ่มเข้ามาสนองงานพระอุปัชฌาย์ ผู้เขียนมีหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงดูแลพระนวกะของสำนักวัดสระเกศ (ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ) ต้องนำอ่านบทแห่งพระบาลี ซ้อมคำขานนาคให้คล่องปาก ต้องโกนผมให้นาค ต้องนำประทักษิณเวียนรอบพระอุโบสถ ต้องนำวันทาสีมาและนำเข้าสู่มณฑลแห่งการอุปสมบทท่ามกลางหมู่สงฆ์จนสำเร็จเป็นพระภิกษุนวกะ
ต้องนำพินทุ นำอธิษฐานจีวรบาตรบริขารเครื่องใช้สำหรับพระภิกษุ ต้องนำออกบิณฑบาตเช้าแรก ฉันภัตตาหารมื้อแรก และนำลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์ตามกิจสงฆ์ หลังทำวัตรค่ำช่วงสามทุ่ม เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) จะนำพระภิกษุสามเณรในสำนัก ตลอดจนญาติโยมที่มาร่วมทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิเจริญภาวนาเป็นประจำทุกคืน สิ่งหนึ่งที่ได้พบเห็นในการทำหน้าที่พระพี่เลี้ยง ซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับพระนวกะตั้งแต่วันอุปสมบทจนถึงวันลาสิกขา คือ พระนวกะจะให้ความสนใจกับการนั่งสมาธิเป็นพิเศษ
ในช่วงเวลานั้นสังคมไทยได้เกิดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติสมาธิซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันหลายประการ โดยพุ่งเป้าไปที่การสอนสมาธิไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ออกประกาศให้มีการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้มีการจัดทำหลักสูตรสมาธิโดยยึดตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ผู้ที่เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม สามารถถูกเสนอชื่อเข้าสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้เป็นกรณีพิเศษ จะได้ดูแล อบรม ตักเตือน สั่งสอนสัทธิวิหาริกในสำนักของตนได้โดยตรง จากเดิมผู้ที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ต้องมีตำแหน่งทางการปกครองตั้งแต่เจ้าคณะตำบลขึ้นไป
การประกาศจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยยึดตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นด้วย
อาศัยเหตุที่ในเวลานั้น ผู้เขียนเกี่ยวข้องใกล้ชิดอยู่กับพระนวกะของสำนักวัดสระเกศ ต้องคอยตอบคำถามคลี่คลายข้อสงสัยทางพระพุทธศาสนาให้กับพระนวกะอยู่เสมอ ซึ่งก็หนีไม่พ้นหัวข้อเกี่ยวกับการนั่งสมาธิดังกล่าวนี้ด้วย จึงตั้งใจเขียนหนังสือเกี่ยวกับสมาธิ เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นสำหรับพระนวกะที่สนใจในทางปฏิบัติ โดยแบ่งหนังสือออกเป็น ๓ ภาค เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ดังนี้
๑. สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน ภาค ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมาธิ
๒. สมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ ภาค ปฏิบัติ (สติปัฏฐานสูตร)
๓. สมาธิเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิ ภาค ตรวจสอบผลของการปฏิบัติ (สามัญผลสูตร)
เนื้อหาของหนังสือได้นำเอาความรู้จากครูบาอาจารย์และสภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติมาเรียบเรียงออกเป็นตัวหนังสือ ให้ใกล้เคียงกับสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติให้มากที่สุด เท่าที่ภาษาตัวหนังสือจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ โดยได้นำเอาสติปัฏฐานสูตรซึ่งเป็นพระสูตรว่าด้วยวิธีปฏิบัติสมาธิ และสามัญญผลสูตรซึ่งเป็นพระสูตรว่าด้วยผลของความเป็นสมณะมาวางไว้เป็นหลักด้วย พระนวกะจะได้มีหลักในการตรวจสอบด้วยตัวเองว่า ส่วนไหนเป็นขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ ส่วนไหนเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติ และส่วนไหนเป็นคำอธิบายเพื่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับสภาวะ
เมื่อเขียนสมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้านเสร็จลงในปี พุทธศักราช ๒๕๕๒ คุณธนิต วิริยะรังสฤษฏ์ ซึ่งเข้ามาอุปสมบทเป็นพระนวกะอยู่คณะ ๗ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในเวลานั้น ได้นำไปจัดพิมพ์เผยแผ่ หลังจากนั้นผู้เขียนก็มีงานอย่างอื่นแทรกเข้ามา ด้วยเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้ไปช่วยดูแลงานในสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเริ่มจัดตั้งขึ้นในปลายปี พุทธศักราช ๒๕๕๑ จนล่วงเลยมาร่วม ๑๐ ปี จึงมีโอกาสเรียบเรียงหนังสือสมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ และสมาธิเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิตามที่ตั้งใจเอาไว้ โดยอาศัยช่วงเวลาที่ถูกคุมขังเป็นเวลาปีเศษดังกล่าว นั้น
บัดนี้ หนังสือสมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้านทั้ง ๓ ภาค ได้สำเร็จลงโดยบริบูรณ์สมดังมโนปณิธานแล้ว ขอพระสัทธรรมแห่งพระบรมศาสดา จงแผ่ไพศาลไปเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลมนุษย์ เหมือนฝนใน วสันตกาลหลั่งลงสู่พื้นแผ่นดินเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลสรรพชีวิตนั้น เทอญ
พระราชกิจจาภรณ์
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
“ญาณวชิระ”
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร, มกราคม ๒๕๖๘










