
ปีนี้ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ๒๕๖๗ ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ ๒๕๖๘ ในงานเจริญจิตภาวนา “สวดมนต์ข้ามปี วัดสระเกศ พุทธศักราช ๒๕๖๘” ตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

การเจริญจิตภาวนาก็เพื่อให้จิตใจสงบ มีสติปัญญาพร้อมรับกับสถานการณ์ทุกรูปแบบ การมีสติในปัจจุบันขณะ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรประมาทกับชีวิต งานเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปีที่วัดสระเกศฯ ก็เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวโลกที่เดินทางมาเคาท์ดาวน์ ในประเทศไทย ช่วงปีใหม่ ได้สัมผัสวัฒนธรรมวิถีพุทธที่อุดมไปด้วยสติ ปัญญา เมตตา อันเป็นฐานรากของการดำเนินชีวิตอย่างสงบเย็น

และวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหารนี้เอง เป็นจุดกำเนิดแรกของการสวดมนต์ข้ามปีที่เป็นกระแสมาจนถึงทุกวันนี้
การจัดงานสวดมนต์ข้ามปีของวัดสระเกศฯ ในปีนี้จึงได้จัดถึง ๑๐ วัน สำหรับทุกท่านได้แวะเวียนมาทำบุญ ฟังธรรม เจริญสติทุกอิริยาบถ สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น สักการะสิ่งศักด์สิทธิ์ในมงคลสถานภายในพระอารามมากมาย ดังนี้

สวัสดีปีใหม่ ภาพถ่าย โดย มนสิกุล
พระบรมสารีริกธาตุ บนพระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง , พระพุทธเจ้าน้อย , ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือ ต้นโพธิ์ลังกา , รูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) , พระประธานภายในพระอุโบสถ “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี” , พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร และหลวงพ่อดุสิต, พระธรรมเจดีย์คัมภีร์โบราณ ๒,๐๐๐ ปี, ถ้ำหลวงพ่อบามิยัน , รูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) ,หลวงพ่อดำ , หลวงพ่อดวงดี , หลวงพ่อโชคด , หลวงพ่อโต , บรรจุแผ่นดวงบนภูเขาทอง “ดวงสูงตลอดปี ดวงดีตลอดไป” , เขียนชื่อ – นามสกุล บนแผ่นดวงชะตาโภคทรัพย์ ผูกไว้เหนือหัว นำไปฝากไว้ที่สะดือเมืองบนองค์พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง หลังจากนั้นทางวัดจะได้รวบรวมแผ่นดวงนำไปหล่อเป็นพระพุทธรูป ที่มีชื่อว่า “หลวงพ่อดวงดี” และอย่าลืม เช็กอิน ถ่ายรูป รักษ์สิ่งแวดล้อม ก็คือ รักษ์ตัวเรา นั่นเอง รักด้วยสติปัญญาพาพ้นทุกข์


กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร





ในปีนี้ ภาพรวมของงานสวดมนต์ข้ามปีวัดสระเกศฯ จึงครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่ธรรมะเบิกบานจากภายในใจไปจนถึงการใส่ใจในสิ่งแวดล้อม โดยเฉาะต้นไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นความสมดุลโลก อันนำมาสู่สมดุลธรรม ดังนั้น นอกจาก ไหว้พระ สวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลแล้ว ทางวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ยังได้คำนึงถึง เรื่องสิ่งแวดล้อม จัดสถานที่ เช็กอิน จุดถ่ายรูป ภายใต้ Concept “Save The Forest Save The Wildlife” สอดคล้องกับวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ในวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกครอบครัว เด็ก และ เยาวชน ได้คำนึงถึงการอนุรักษ์ การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทั้งมนุษย์ ธรรมชาติ และ สัตว์ป่า

เรื่องเล่าเมื่อวันวาน “พลังแห่งพระพุทธเจ้า อานุภาพแห่งพระพุทธมนต์ และจุดกำเนิดการสวดมนต์ข้ามปีที่วัดสระเกศฯ ประเทศไทย”

ในยุคสมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นเจ้าอาวาส วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ท่านได้ริเริ่มการสวดมนต์ข้ามปีขึ้นมา รายละเอียดเป็นอย่างไร . ..

พระราชกิจจาภรณ์ ท่านเมตตาเขียน เรื่องของการสวดมนต์ข้ามปี ให้กับ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เป็นธรรมทาน และจากที่บันทึกไว้ใน มโนปณิธาน อดีตพระราชกิจจาภรณ์ เรื่อง “ตำนานพระอัฏฐารส และมหาสมัยสูตร”… กำเนิดการสวดมนต์ข้ามปีที่ภูเขาทอง โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ หน้าธรรมวิจัย หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันอังคารที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ดังนี้


จึงขอนำมารำลึกความทรงจำเพื่อที่เราจะได้เข้าใจที่มา และอานิสงส์ของการสวดมนต์ข้ามปี ที่จะทำให้เรามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ด้วยความเข้าใจ เป็นการรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ที่เมตตาและกรุณาต่อสรรพชีวิตในการมอบแนวทางแห่งสันติของชีวิตมาให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น และเพื่อให้เราพบพุทธิปัญญาที่จะนำจิตเราให้ก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ในสังสารวัฏตามรอยพระองค์ท่านและพระอริยสาวกทั้งหลายที่กรุณาบันทึกพระพุทธมนต์จากพระโอษฐ์ไว้ในพระไตรปิฎก และอรรถกถา โดยผ่านการปฏิบัติมาอย่างอุกฤษฏ์ เสียสละชีวิตมานับไม่ถ้วนเพื่อรักษาธรรมไว้อย่างบริบูรณ์และต่อเนื่องจนผ่านกาลเวลากว่าสองพันหกร้อยปี …

การสวดมนต์ข้ามปีนั้นเป็นประเพณีนิยมของชาวไทยมาแต่เดิม โดยก่อนสิ้นปี พระสงฆ์จะไปเจริญพระพุทธมนต์บทนพเคราะห์ที่กรมประชาสัมพันธ์ จากนั้น ก็จะรอเวลาเที่ยงคืนเพื่อเจริญพระพุทธมนต์บทชัยมงคลคาถา ออกอากาศไปทั่วประเทศ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ต่อมา ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปีขึ้น ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ โดยอนุวัติตามโบราณพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เคยประกอบพิธีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นประเพณีปีใหม่ของไทยที่มีมาแต่เดิม

และ ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เห็นความสำคัญของการสวดมนต์ข้ามปี จึงได้ร่วมกับคณะสงฆ์วัดสระเกศ จัดสวดมนต์ข้ามปีขึ้นอย่างเป็นทางการ และ ต่อมา คณะสงฆ์มีความเห็นร่วมกันว่า การสวดมนต์ข้ามปีเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างแพร่หลาย และเป็นค่านิยมที่งดงาม ควรแก่การส่งเสริม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ณ ตำหนักสมเด็จฯ วัดสระเกศ จึงได้มีมติให้วัดทุกวัดจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการอำนวยการ และให้วัดเจ้าคณะจังหวัดเป็นศูนย์กลางการสวดมนต์ของจังหวัดนั้น ๆ

สำหรับวัดสระเกศนั้น เป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับความร่มเย็นเป็นสุขของประเทศชาติบ้านเมืองมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่บริเวณสระน้ำวัดสะแก ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดสระเกศในปัจจุบัน เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน จากนั้นจึงประกอบพิธีมูรธาภิเษก ก่อนปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ผ่านพิภพเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี


ภายหลังเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทรงเปลี่ยนนาม “วัดสะแก” เป็น “วัดสระเกศ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ต้องตามสถานที่ที่พระองค์ประกอบพิธีมูรธาภิเษก วัดสระเกศจึงถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และราชวงศ์จักรี
คณะสงฆ์วัดสระเกศได้รักษาประเพณีการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ในวาระที่สำคัญ ตามโบราณพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ สืบต่อมา


ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระองค์โปรดฯ ให้มีการฟื้นฟูพิธีเจริญพระพุทธมนต์ บทมหาสมัยสูตร ให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้น โดยโปรดฯ ให้ประกอบพิธีที่พระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นเทศกาลปีใหม่ตามธรรมเนียมโบราณของชาวไทย เพื่อนำน้ำพระพุทธมนต์ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน ได้นำไปประพรมให้ลูกหลานบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ก่อนหน้าที่ชาวไทยกำหนดเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยเป็นพิธีสวดมนต์ใหญ่ประจำปี เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ ถือว่าเป็นพิธีที่สำคัญที่ทางบ้านเมืองจะต้องร่วมกันจัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล และเกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ สำหรับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ พอถึงวันสงกรานต์ต่างก็จัดให้มีพิธีสวดมหาสมัยขึ้นในหมู่บ้านหรือชุมชนของตนเช่นกัน แตกต่างกันไปตามความนิยมของท้องที่นั้นๆ

ต่อมา ทางราชการบ้านเมืองกำหนดวันขึ้นปีใหม่ จากวันสงกรานต์ไปใช้ตามความนิยมของสากล เพื่อให้สอดคล้องกับนานาประเทศ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยก็ลดความสำคัญลง และเริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย
การที่รัชกาลที่ ๓ โปรดฯ ให้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยที่พระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ด้วยพระองค์ทรงปรารภว่า พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในมหาสมัยสูตร สืบเนื่องมาจากพระประยูรญาติของพระพุทธองค์เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นยกกองทัพมาประจันหน้าจะทำสงครามกัน เพราะแบ่งผลประโยชน์เรื่องน้ำไม่ลงตัว พระพุทธองค์จึงเสด็จมาห้ามทัพ ทำให้สงครามแย่งน้ำยุติลง








พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปปางประทับยืน ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อ มีความสูงถึง ๒๑ ศอก ๑ นิ้ว นับว่าเป็นการหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ ที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย เดิมประดิษฐานอยู่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นวัดประจำพระราชวังจันทน์ อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมา รัชกาลที่ ๓ ดำริที่จะให้มีพระอัฏฐารสไว้ประจำพระนคร จึงโปรดฯ ให้ไปเสาะหาตามกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าชำรุดมาก และได้ไปพบที่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระวิหารวัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

ธรรมเนียมการสร้างพระอัฏฐารส
พระพุทธรูปยืนไว้ประจำพระนคร ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต
เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุขปราศจากสงคราม
ป้องกันความแตกแยกของคนในชาติ
ให้คนในชาติเกิดความรักความสามัคคี
และให้ประเทศชาติสถิตสถาพรมั่นคงยั่งยืนนาน
ประหนึ่งพระพุทธปฏิมากรประทับยืนสถิตสถาพรเป็นนิรันดร์

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ฺ วัดสระเกศ ฯ
เมื่อครั้งย้ายพระอัฏฐารสมากรุงเทพนั้น ได้ล่องแพมาตามคลองน้ำ เนื่องจากพระอัฏฐารสมีขนาดใหญ่จึงกดทับแพให้จมน้ำมองเห็นเฉาะองค์พระ คนก็ลืออันว่าพระลอยน้ำ ผ่านมาถึงไหน ประชาชนสองฝากฝั่งที่ทราบข่าวก็มารอรับเป็นจำนวนมาก จนมาถึงท่าที่จะขึ้นที่กรุงเทพ ปรากฏว่ามีประชาชนหลั่งไหลมาดูพระลอยน้ำและมาช่วยกันชักพระขึ้นเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าคนที่มาเหลือจะคณานับได้ จนเป็นคำพูดติดปากว่า มีคนถึงสามแสนคน ย่านที่ชักพระอัฏฐารสขึ้นจากท่าน้ำเรียกว่า “ย่านสามแสน” ต่อมา จึงกลายเป็น “สามเสน” ซึ่งเป็นชื่อย่านในปัจจุบัน
ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้จัดมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์รับปีใหม่ หรือที่เรียกว่า สวดมนต์ข้ามปีขึ้น โดยถือตามคตินิยมปีใหม่แบบสมัยปัจจุบัน และทางวัดได้นำน้ำพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตรมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาพิธี ตามธรรมเนียมเทศกาลปีใหม่โบราณของชาวไทยด้วย



อย่างไรก็ตาม การฟังและการเจริญพระพุทธมนต์ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ ที่จุดเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หรือที่วัดใกล้บ้าน หรือ แม้แต่สวดในบ้านก็ตาม เป็นการให้ของขวัญอันพิเศษสำหรับจิตใจเราเอง น้อมความหมายแห่งพระพุทธมนต์นำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อให้จิตใจมีสติ สมาธิตั้งมั่น มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ ไม่หลงติดกับดักของอารมณ์ดีใจหรือเสียใจ มีกำลังสติรู้เท่าทันกิเลสน้อยใหญ่ ทั้งโลภ โกรธ หลง จนสามารถลดละเลิกได้ในที่สุด มีพลังใจในการเริ่มต้นวันใหม่ได้เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ด้วยลมหายใจแห่งสติปัญญาทุกขณะย่างก้าวของชีวิตด้วยความเป็นสิริมงคล

จากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ
การได้น้อมเศียรเกล้ากราบนมัสการสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุองค์จริง ณ พระเจดีย์สุวรรณบรรพต (ภูเขาทอง) สักครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วน้อมจิตระลึกถึงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า พระธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบ และพระสงฆ์สาวกผู้เดินตามพระธรรมวินัยที่พระองค์วางไว้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญยิ่งของเราชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา ที่ตั้งใจบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญจิตภาวนาให้ยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ พ้นทุกข์ในสังสารวัฏ ตามรอยพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกตลอดสายมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่ย่อท้อ และด้วยทาน ศีล ภาวนานี้เองที่เพียรปฏิบัติก็จะช่วยคุ้มครองปกปักรักษาชีวิต ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ให้มีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

ดังพระพุทธพจน์ว่า
“สีเลนะ สุคะติง ยันติ
สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ
ตัสมา สีลัง วิโสทะเย”
หมายความว่า
สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ
สีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
ตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้น พึงชำระศีลให้หมดจด

ศีลจึงเป็นบาทฐานที่สำคัญยิ่งในการที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง และเมื่อเรารักษาศีลอย่างดีแล้ว ในที่สุด ศีลก็จะรักษาเรา จึงเป็นการส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย สู่ปีใหม่วิถีพุทธที่ดำรงรากอันมั่นคงแห่งพระรัตนตรัยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อดำรงจิตให้ตั้งมั่นในการเดินบนเส้นทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ดังปรากฏอยู่ในพระพุทธมนต์ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางคือ พระนิพพาน
ดังพระพุทธพจน์ว่า
“นิพฺพานปจฺจโย โหตุ”
หมายถึง
“ ขอความดีที่ได้บำเพ็ญนี้
จงเป็นเหตุสนับสนุนให้ได้บรรลุถึงพระนิพพานเทอญ “





กราบขอบพระคุณ ภาพจากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๘ รำลึกจุดกำเนิดและที่มา “สวดมนต์ข้ามปี” วิถีพุทธ เรื่องเล่าเมื่อวันวานจาก พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)


ฯ สวัสดีปีใหม่ ภาพถ่าย โดย มนสิกุล









