
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทีฆายุโก โหตุ สังฆราชา
ประมุขแห่งสังฆมณฑล
๙๙ พรรษา ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เข้าเฝ้าถวายสักการะ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ณ ตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๐๐ น.
เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติในครอบครัวสามัญชน เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๐ ที่บ้าน ตำบลบางป่า อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พระชนกชื่อนับ และพระชนนีชื่อตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๒ ปัจจุบันมีพระชนมายุ ๙๙ ปี พรรษาที่ ๗๘

จากนิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒๘๙ วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐
สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ รวมใจเป็นหนึ่ง
หลังจากการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ในมาตรา ๗ ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า โดยการถวายคืนพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และการว่างเว้นสมเด็จพระสังฆราชมาหลายปี นับจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุมถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า หลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒๐ โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป ๕ องค์ หลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมไปแล้วนั้น ได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรในรัชกาลที่ ๑๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒๐ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๐๐ น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีพระนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

“ขออย่าขัดแย้ง ไม่ใช่ว่าองค์อื่นดีหรือไม่ดี ซึ่งตนเคยบอกไปว่าต้องดูเรื่องงานและเรื่องต่างๆ และเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ที่พระองค์ท่านทรงพิจารณาเอง…ต่อไปนี้ถือว่าบ้านเมืองจะได้สงบสุข”
งานของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่จึงมีไม่น้อยเลย ดังที่ สมพร เทพสิทธา
ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่อาวุโสสูงสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงคะแนนเสียงให้มีการแก้กฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ในมาตรา ๗ กลับคืนไปสู่ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๕ กล่าวว่า อยากให้ท่านมาช่วยเชื่อมในงานศาสนาสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
“คือ บ้านเมืองเรามีในหลวงเป็นพุทธมามกะ ประเทศเดียวในโลก แต่ส่งเสริมทุกศาสนา ไม่มีประเทศไหน ที่เป็นเช่นนี้ แล้วในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเน้นเรื่องศาสนสัมพันธ์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ วันที่ ๔ ธันวาคม ผมจำได้แม่นยำ ในหลวงให้ผู้นำศาสนาเข้าเฝ้าก่อนเป็นพิเศษ ตอนนั้นพันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนาผมไม่เคยลืม
“ในหลวงตรัสว่า การที่ประเทศไทยมีความสงบเรียบร้อย ก็เพราะศาสนาต่างๆ มาปรองดองสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น ขอให้ศาสนาต่างๆ มีความสามัคคีปรองดองกัน อย่าขัดแย้งกัน ผมก็เลยมาทำงานศาสนสัมพันธ์ เอาศาสนาต่างๆ มาร่วมมือกัน ในหลวงพระราชทานความเมตตาให้กับทุกศาสนา ผมอยากให้บ้านเมืองสงบ เรามีพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงบัดนี้ แต่เพราะบางทีเราไม่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนากันลึกซึ้ง ก็เลยเกิดปัญหา “
ประมุขสงฆ์พระองค์ใหม่คงจะมีงานมากมายแล้วนับจากนี้ …

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เข้าเฝ้าถวายสักการะ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ณ ตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๐๐ น.
พระองค์ตรัสว่า อาตมาโชคดีที่พ่อแม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ท่านได้ศึกษาในทางธรรม ส่วนพี่น้องของท่าน ก็ได้เล่าเรียนจนจบตามกำลังของแต่ละคน
จุดเริ่มต้นของชีวิตการศึกษาเริ่มต้นเมื่อมีพระชนมายุ ๘ ชันษา ที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี จนจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้วก็ไม่ได้ศึกษาต่อ แต่โชคดีได้เข้าพิธีบรรพชา ศึกษาทางธรรมแทน
“ตอนที่บวช อาตมาอายุ ๑๓ ปี แล้วก็บวชมาจนถึงบัดนี้ เพราะยายไม่ให้สึก ที่บวช เพราะไม่สบาย แม่เลยไปหาหลวงพ่อบ้านแหลม บนหลวงพ่อไว้ว่า ถ้าลูกหาย แล้วจะให้บวชถวาย เขาเรียกว่า บนตัวบวช คือเอาตัวไปถวายวัดหลวงพ่อบ้านแหลม วัดเพชรสมุทร อาตมาก็เลยได้บวชถวายมาจนถึงบัดนี้ (หัวเราะ)”

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
เมื่อครั้งยังเป็น พระมหาอัมพร อมฺพโร
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ประทานสัมภาษณ์ในนิตยสาร พลอยแกมเพชร ฉบับที่ ๕๒๕ ปักษ์แรก ธันวาคม ๒๕๕๖ พระองค์เล่าต่อมาว่า เข้าพิธีบรรพชา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ ณ วัดสัตตนารถปริวัตร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมี พระธรรมเสนานี (เงิน นันโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พอบวชเสร็จแล้ว ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย จ.ราชบุรี เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม จนสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๘
ท่านเล่าไว้ในนิตยสารเล่มดังกล่าวต่อมาว่า พอสอบได้เปรียญ ๔ แล้ว อาตมาก็ตั้งใจมากรุงเทพ เพื่อมาเรียนต่อ แรกๆ ตั้งใจจะไปอยู่วัด กันมาตุยาราม ซึ่งมีพระมหาบุญรอด สุชีโว เป็นเจ้าอาวาส อาตมารู้จักท่านตั้งแต่อาตมาเป็นสามเณร เพราะวัดที่อาตมาอยู่ เวลามีงานก็นิมนต์ท่านไปเทศน์ เลยคุ้นกันท่าน แล้วตอนนั้น คณะธรรมยุต เพิ่งเปิดสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งพระมหาบุญรอดนี่แหละเป็นเลขาธิการสภาการศึกษาองค์แรก และเป็นเจ้าความคิดที่ตั้งสภาการศึกษาฯ ขึ้นมา

“แต่ตอนแรกตั้งเป็นสถาบันขึ้นมานั้น ยังไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นมหาวิทยาลัย ต่อมาจึงได้เป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกของประเทศไทย สมัยก่อนสภาการศึกษา พระเรียนแต่บาลีอย่างเดียว ภาษาอื่นที่เราเรียนจะเป็นภาษาสันสกฤษ ภาษาอังกฤษก็แล้วแต่ เราต้องพยายามศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง”
ในที่สุดพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ที่วัดของท่านมหาบุญรอด แต่ได้มาอยู่ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แทน โดยเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถร)
“ตอนที่อาตมามาอยู่วัดนี้เป็นสามเณรโค่งแล้ว คือเป็นสามเณรผู้ใหญ่ จริงๆ ตอนนั้นอายุ ๒๐ แล้ว แต่ทีนี้ สมเด็จอุปัชฌาย์ รวมทั้งอาจารย์ด้วยบอกว่า เป็นเณรอยู่ก่อนสักปีเถอะ มาใหม่ๆ อย่าเพิ่งบวชเลย อาตมาเลยเป็นสามเณรอีกปี”

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เข้าเฝ้าถวายสักการะ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ณ ตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๐๐ น.
หลังจากนั้น พระองค์เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๑ ณ มหาพัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมี โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังอุปสมบท พระองค์ศึกษาพระปริยัติธรรม ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ สามารถสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค และปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ สามารถสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
หลังจากนั้นพระองค์ท่านเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษา รุ่นที่ ๕ จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
ขณะยังเป็นพระมหาอัมพร อมฺพโร ออกบิณฑบาต
ติดตามพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน)
ที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๘
ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ เข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี
“ตอนที่ไปศึกษาต่อ อาตมาอายุมากแล้ว อายุ ๔๐ แล้วนะ เพราะมัวแต่สอนหนังสืออยู่ที่มหามกุฏราชวิทยาลัย อาตมาไปเรียนอยู่สองปี แทบแย่ นับวันนับเวลาเลย สุดท้ายได้ปริญญาโททางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี …เราอ่านภาษาบาลีโบราณ แล้วเราก็ต้องเรียนภาษาของพระเจ้าอโศกด้วย ที่จารึกอยู่ในศิลา เราก็อ่านจนพออ่านได้ ที่เรารู้ว่า ที่ตรงนี้ เป็นที่ประสูติก็เพราะพระเจ้าอโศกเขียนไว้”
หลังจากเรียนจบกลับมา เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้ช่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี พุทธศักราช ๒๕๑๖ เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มีพระขันติปาโล ชาวอังกฤษ เป็นสหธรรมิก พร้อมไวยาวัจกร ตามคำนิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐ นิวเซาท์เวลส์ ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ตลอดถึงเป็นแบบอย่างให้สหธรรมิกที่มาภายหลังได้เผยแผ่อย่างเข้มข้นตามหลักพระธรรมวินัย ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มีความมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง และในหลายประเทศในเวลาต่อมา

ในด้านการภาวนาของท่าน เป็นศิษยานุศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์พระป่าพระกรรมฐานแห่งกรุงรัตนโกสินนร์ และท่านยังเป็นประธานมูลนิธิหลวงปู่ฝั้น อาจาโร มาจนถึงปัจจุบัน

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ก่อนบวช ท่านรับราชการเป็นแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จังหวัดสกลนคร และรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก่อนลาออกมาอุปสมบท ท่านเคยพบกับสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ในหลายวาระ
ครั้งหนึ่งในงานทอดผ้าป่าสามัคคี โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เพื่อสร้างอาคารตา และซื้ออุปกรณ์การแพทย์ (สำหรับผ่าตัดตาและศัลยกรรมทั่วไป) ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔
เมื่อถามถึงปฏิปทาของเจ้าประคุณสมเด็จฯ พระอาจารย์วิชัยเล่าว่า พระองค์ท่านก็ปฏิบัติธรรมของท่าน พระองค์ทรงมีพระเมตตา ไม่ถือเนื้อถือตัว และพระองค์ท่านก็ช่วยเหลือมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้นมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน พระองค์ท่านเป็นพระที่สงบเย็นดี
“ในเรื่องการปกครองคณะสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ท่านก็ได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าอยู่หัวมาทำหน้าที่ ถ้าเราทุกคนทำตามหน้าที่ก็จบ คือ ๑. หน้าที่ส่วนรวม ทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์ ให้สามัคคีกัน ๒. หน้าที่ในตนเอง ต้องเจริญสติ สมาธิ และปัญญาพิจารณาตนเอง พิจารณากายใจ คือ พิจารณาตัวรูป และตัวนาม

“ตัวนามก็คือ ตัวความรู้ ความเห็น มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ก็เพราะการเรียนรู้มาในอดีต ที่เรียนรู้มาทั้งหมด มันเป็นสมมติ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเราจริง เมื่อไม่เห็นจุดนี้ ก็ไปหลงสมมติ ไม่เห็นประโยชน์ เลยไปเอาโทษ การเห็นเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา พวกกู พวกมึงขึ้นมามันเลยไม่เห็นเหมือนกัน ถ้าเห็นความรู้นั้นเป็นแค่ธาตุ เป็นแค่ญาณความรู้อันหนึ่งเฉยๆ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มันก็เห็นเหมือนกันหมด เมื่อเห็นเหมือนกันหมด ก็ไม่รู้ว่าจะไปทะเลาะกับใคร การเข้าไม่ถึงธรรมหลงสมมติ โลกจึงวุ่นวาย ถ้าไม่หลงสมมติก็ไม่วุ่นวาย ไม่ทะเลาะกัน เพราะต่างคน ต่างก็ทำหน้าที่ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง

“ถ้ากลับมาดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง ก็เห็นเหมือนกัน คือ เห็นเป็นธาตุเป็นขันธ์เหมือนกัน สมมติสัตว์ บุคคลก็เป็นแค่ไว้ใช้งาน ไม่หลงมัน เมื่อไม่หลงมันก็ไม่มีเรื่องที่จะทะเลาะกัน มีแต่เรื่องไหนเป็นประโยชน์ก็ทำ เรื่องไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ทำ ก็แค่นั้น สิ่งใดควรทำก็ทำ สิ่งใดไม่ควรทำก็ไม่ทำ ก็จบ
“เหตุนั้น ถ้าจะไม่ทะเลาะกันก็ต้องศึกษาตรงนี้ คือกลับมาทำหน้าที่ตนเอง เมื่อหน้าที่ตนเองสมบูรณ์ก็จะทำไปตามเหตุปัจจัยที่ต้องทำ ทำแต่ประโยชน์ อะไรเป็นโทษก็ไม่ทำ ก็เลยเกื้อกูลสังคม เมื่อทุกคนทำเช่นนี้ก็เกิดเป็นน้ำใจเกี่ยวพันกัน สังคมก็เลยสงบ เพราะเราอยู่ร่วมกันด้วยสามัคคีธรรม(เห็นเหมือนกัน) มุ่งประโยชน์ต่อกัน
“ดังปัจฉิมโอวาท ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ให้ถึงพร้อม(ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น)ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ประมวลภาพพระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน) และพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เข้าเฝ้าถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ ตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน) พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้เข้าเฝ้าถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พร้อมทั้งได้เข้าถวายสักการะ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เนื่องในโอกาสได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรด ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์
สืบเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้อัญเชิญสัญญาบัตร พัดยศถวายแด่ พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน ) และพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส การนี้ นายสมชาย พฤฒิกัลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านราชการในพระองค์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมพิธีและปฏิบัติพิธี ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร













