
ชวนอ่าน หนังสือ “ขุนอภัยพลชาญ”
หนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ

พันตรี ขุนอภัยพลชาญ จ.ช., ต.ม. (พ.ศ. ๒๔๒๙- ๒๕๒๘)
ณ เมรุวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร วันจันทร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

หนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี ขุนอภัยพลชาญบ้าน เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ”บ้านดอกไม้” ซึ่งเป็นชุมชนทำดอกไม้ไฟ หนึ่งในชุมชนที่อยู่คู่กับภูเขาทอง วัดสระเกศ มาช้านาน ไม่ต่างจาก “บ้านบาตร” ซึ่งเป็นชุมชนตีบาตร
วันเวลาเปลี่ยนแปลงไป บ้านเมืองเจริญขึ้น ดอกไม้ไฟพร้อมทั้งบ้านดอกไม้ก็เลือนหายไปจากชุมชน เหลือเพียงคำเล่าขานถึง

หนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ “ขุนอภัยพลชาญ” ได้ขับเน้นให้เห็นภาพชุมชนบ้านดอกไม้ไฟเด่นชัดขึ้นมา
“…อาชีพของคุณพ่อ นอกจากการรับราชการแล้ว คุณพ่อยังได้ประกอบอาชีพพิเศษ เป็นการหารายได้ช่วยครอบครัวอีกทางหนึ่ง ด้วยการเปิดร้านรับทำและจำหน่ายดอกไม้เพลิง ชื่อ “สมศิริ” ที่บ้านดอกไม้ ติดกับถนนบริพัตร ตำบลบ้านบาตร
เมื่อ พ. ศ. ๒๔๗๐ ร้านจำหน่ายดอกไม้เพลิง ที่บ้านดอกไม้ ในขณะนั้น มีอยู่ ๗ ร้าน คือ ร้านของคุณพ่อ ร้านปิ่นนาคของนายผึ่ง ปิ่นนาค ร้านของนางสวง ปานจินดา ร้านของนายฮ๊อก จูไท ร้านของนายต่วน ชมสาหัส ร้านของนายโต๊ะ ปานจินดา และร้านของนายมิ่ง ฯ
แต่ละร้านมีรายได้จากการจำหน่ายดอกไม้เพลิงสูงพอสมควร
การทำดอกไม้เพลิงก็ทำด้วยมือ โดยญาติพี่น้องลูกหลานภายในครอบครัว ช่วยกันทำ จะเรียกว่า อุตสาหกรรมในครอบครัวก็ได้
ปัจจุบันนี้ เจ้าของร้านดอกไม้เพลิงดังกล่าว ได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ส่วนมากได้เลิกกิจการไป…”
“…คุณพ่อได้เริ่มทำดอกไม้เพลิง มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๙ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเวลาประมาณ๕๖ ปี ท่านจึงได้เลิกทำดอกไม้เพลิง และย้ายที่อยู่จากบ้านดอกไม้ ถนนบริพัตรมาอยู่ที่บ้านในซอยอินทามะระ ๑๘ ถนนสุทธิสารวินิจฉัย เขตห้วยขวาง จนท่านได้ถึงแก่กรรมที่บ้านนี้ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘…”

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขียนถึงขุนอภัยพลชาญ ไว้ในหนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี ขุนอภัยพลชาญ ว่า
“…ข้าพเจ้าเรียกท่านขุนอภัยพลชาญว่า “ลุงขุน” ด้วยความรู้สึกนับถือในคุณธรรมของท่าน ลุงขุนเป็นศิษย์ในท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ญาโณทยมหาเถระ จึงเป็นคนเก่าแก่ของวัดสระเกศ และได้ไปมาหาสู่กับทางวัดมาโดยตลอดมิได้ขาดสาย ทั้งได้ช่วยงานวัด เช่น งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทอง จนกระทั่งเข้าวัยชราไม่สามารถจะมาวัดได้แล้วจึงได้หยุด แต่ก็คงติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา เช่นคราวทำบุญวันเกิด เป็นต้น
ดังนั้น พระภิกษุสามเณรในวัดสระเกศ จึงรู้จักลุงขุนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระ, เณรเก่า หรือมาอยู่ใหม่ และรู้จักด้วยความนับถือ มิใช่รู้จักเพียงเป็นคนเก่าแก่ของวัดเท่านั้น

ลุงขุนเป็นที่น่านับถือของพระ, เณร วัดสระเกศ เพราะลุงขุนมีคุณธรรม เช่นแสดงความเคารพเอื้อเฟื้อต่อ พระ, เณร เหมือนกันหมด ไม่เคยแสดงอาการไม่เหมาะสมต่อพระ, เณร เลย ช่วยงานภูเขาทอง แม้จะเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยบ่น มีแต่ยิ้ม พระ, เณร เห็นแล้วสบายใจ
เฉพาะข้าพเจ้ามีความรู้สึกนับถือในคุณธรรมของลุงขุนอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าได้ประจักษ์ด้วยตนเองทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงนับถือท่านด้วยความสนิทใจอย่างยิ่ง แม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกนับถือเหมือนอย่างเดิม และความรู้สึกนับถืออย่างนี้ คงจะอยู่ในจิตใจของข้าพเจ้าจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ความดีที่เป็นคุณธรรมของลุงขุน เป็นอมตะ และเป็นมรดกที่สูงสุด”
ขอความดีของลุงขุน จงนำวิญญาณของลุงขุนไปสู่สุคติยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงพระนิพพานเป็นที่สุด…”
คุณค่าของหนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี ขุนอภัยพลชาญ ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือที่บอกเล่าถึงความเป็นไปของประวัติศาสตร์ชุมชนบริเวณบ้านดอกไม้ อันเป็นหนึ่งในชุมชนโดยรอบภูเขาทองเท่านั้น หากแต่หนังสือเล่มนี้ได้เก็บรักษาสูตรการทำดอกไม้ไฟ และองค์ความรู้ด้านการทำดอกไม้ไฟของชุมชนบ้านดอกไม้เอาไว้ ให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป
ต่อไปนี้ คือ ส่วนหนึ่งของหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี ขุนอภัยพลชาญ

ลุงขุน
ข้าพเจ้าเรียกท่านขุนอภัยพลชาญว่า “ลุงขุน” ด้วยความรู้สึกนับถือในคุณธรรมของท่าน ลุงขุนเป็นศิษย์ในท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ญาโณทยมหาเถระ จึงเป็นคนเก่าแก่ของวัดสระเกศ และได้ไปมาหาสู่กับทางวัดมาโดยตลอดมิได้ขาดสาย ทั้งได้ช่วยงานวัด เช่น งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทอง จนกระทั่งเข้าวัยชราไม่สามารถจะมาวัดได้แล้วจึงได้หยุด แต่ก็คงติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา เช่นคราวทำบุญวันเกิด เป็นต้น

ดังนั้น พระภิกษุสามเณรในวัดสระเกศ จึงรู้จักลุงขุนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระ, เณรเก่า หรือมาอยู่ใหม่ และรู้จักด้วยความนับถือ มิใช่รู้จักเพียงเป็นคนเก่าแก่ของวัดเท่านั้น
ลุงขุนเป็นที่น่านับถือของพระ, เณร วัดสระเกศ เพราะลุงขุนมีคุณธรรม เช่นแสดงความเคารพเอื้อเฟื้อต่อ พระ, เณร เหมือนกันหมด ไม่เคยแสดงอาการไม่เหมาะสมต่อพระ, เณร เลย ช่วยงานภูเขาทอง แม้จะเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยบ่น มีแต่ยิ้ม พระ, เณร เห็นแล้วสบายใจ
เฉพาะข้าพเจ้ามีความรู้สึกนับถือในคุณธรรมของลุงขุนอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าได้ประจักษ์ด้วยตนเองทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงนับถือท่านด้วยความสนิทใจอย่างยิ่ง แม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกนับถือเหมือนอย่างเดิม และความรู้สึกนับถืออย่างนี้ คงจะอยู่ในจิตใจของข้าพเจ้าจนวาระสุดท้ายของชีวิต
“ความดีที่เป็นคุณธรรมของลุงขุน
เป็นอมตะ และเป็นมรดกที่สูงสุด”
ขอความดีของลุงขุน จงนำวิญญาณของลุงขุนไปสู่สุคติยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงพระนิพพานเป็นที่สุด.
พระพรหมคุณาภรณ์
วัดสระเกศ

การทำดอกไม้เพลิง
คุณพ่อ พ.ต.ขุนอภัยพลชาญ (จาบ ตมัสปาณ) เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๙ บิดามารดามีอาชีพทำนา เมื่อเยาว์วัย ได้เรียนหนังสือกับพระอาจารย์หลายองค์ ที่วัดสะแก อำเภออุไทยใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๔๔๘ คุณพ่อได้ย้ายเข้ามาอยู่ในจังหวัดพระนคร พักอาศัยอยู่กับ นายชัง ศรีสมาน ซึ่งเป็นหัวหน้าช่างทำดอกไม้เพลิงหลวง ที่หมู่บ้านดอกไม้
หมู่บ้านนี้ประกอบอาชีพในการทำดอกไม้เพลิง อยู่ใกล้เคียงกับบ้านดอกไม้ในปัจจุบัน ริมถนนบริพัตร ตำบลบ้านบาตร
คุณพ่อได้เข้ารับราชการประจำการ เป็นพลทหารรักษาวัง กรมวังนอก กระทรวงวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ต่อมาคุณพ่อได้ทำการสมรส กับ คุณทิพย์ ศรีสมาน ธิดาของนายชัง ศรีสมาน โดยที่นายชังเป็นหัวหน้าช่างทำดอกไม้เพลิงหลวง มีหน้าที่ทำดอกไม้เพลิงไปจุดในงานพระราชพิธีต่าง ๆ ตามที่กระทรวงวังสั่งมา ในเวลาว่างจากราชการ คุณพ่อก็ช่วยคุณตาทำดอกไม้เพลิงไปด้วย คุณพ่อสนใจในการทำดอกไม้เพลิงมาก
ได้ฝึกหัดจดจำการทำดอกไม้เพลิงจากคุณตา จนสามารถทำดอกไม้เพลิงทุกชนิดได้เอง คุณพ่อได้เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ในงานพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (พระบรมรูปทรงม้า) กระทรวงวัง ใด้มีคำสั่งให้คุณตาทำดอกไม้เพลิงไปจุดเฉลิมฉลองด้วย

งานพระราชพิธีที่กระทรวงวัง มีคำสั่งให้คุณตาทำดอกไม้เพลิงไปจุดเป็นประจำทุกปี ก็คืองานพระรารพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สถานที่สำหรับตั้งดอกไม้เพลิงจุด ก็คือบริเวณสนามหญ้า หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงจุดดอกไม้เพลิงด้วยพระองค์เอง เวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา ดอกไม้เพลิงที่สั่งให้ทำไปจุดในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ที่ผู้เขียนจำได้มี
- ดอกไม้พุ่ม
- ดอกไม้กระถาง
- ดอกไม้ระทา
- ดอกไม้ฝนแสนห่า
- ดอกไม้กังหัน
- ดอกไม้ไฟพะเนียง
- ดอกไม้รุ่ง
- ดอกไม้พ้อม
นอกจากจะทำดอกไม้เพลิงไปจุดในพระราชพิธีต่าง ๆ แล้ว ยังต้องทำชนวนฝักแค
สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินี ทรงจุดในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ ตามที่กระทรวงวังสั่งมาอีกด้วย
ชนวนฝักแคที่ทรงจุดในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพนี้ เป็นชนวนฝักแคที่มีความกว้างประมาณครึ่งนิ้วฟุต ความยาวเท่ากับระยะทางจากโกศศพที่ตั้งอยู่บนเมรุ ถึงหน้าพลับพลาที่ประทับ ฝักแคจะล่ามมาจากใต้โกศศพมายังตัวพญานาค ซึ่งตั้งอยู่บนหลักหน้าพลับพลาที่ประทับพญานาคนี้ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายเป็นตัวพญานาค ลงรัก ปิดทอง ประดับกระจกสีต่าง ๆ สวยงามมาก ตัวพญานาคยาวประมาณ ๑ เมตร
ถ้าเสด็จพระราชทานเพลิงทั้งสองพระองค์ เจ้าพนักงานก็จะจัดเตรียมตั้งพญานาคไว้ ๒ ตัว ชนวนฝักแคที่ล่ามมาจากใต้โกศศพ ก็จะสอดเข้าทางตอนหางของพญานาค ผ่านเข้าไปในลำตัวพญานาค (ซึ่งกลวง) ไปสุดสิ้นที่ปากพญานาค เวลาพระราชทานเพลิงศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีจะทรงจุดฝักแคที่ปากพญานานาค ฝักแคก็จะจุดไหม้อย่างรวดเร็วตามสายที่ล่ามไว้ ไปยังใต้โกศศพ
เมื่อสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๗ ) แล้ว การสั่งให้ทำดอกไม้เพลิงไปจุดในงานพระราชพิธีต่าง ๆ ได้ยกเลิกไป ต่อมาช่างทำดอกไม้เพลิงหลวงก็ได้ยุบเลิกไปด้วย
ในปัจจุบัน ชนวนฝักแคที่สำหรับทรงจุดในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ ยังคงมีอยู่ เป็นหน้าที่ของสำนักพระราชวังเป็นผู้จัดหาชนวนฝักแค แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่า สำนักพระราชวังได้มอบหมายให้ผู้ใดจัดทำชนวนฝักแคดังกล่าว
อาชีพของคุณพ่อ นอกจากการรับราชการแล้ว คุณพ่อยังได้ประกอบอาชีพพิเศษเป็นการหารายได้ช่วยครอบครัวอีกทางหนึ่ง ด้วยการเปิดร้านรับทำและจำหน่ายดอกไม้เพลิง ชื่อ “สมศิริ” ที่บ้านดอกไม้ ติดกับถนนบริพัตร ตำบลบ้านบาตร เมื่อ พ. ศ. ๒๔๗๐ ร้านจำหน่ายดอกไม้เพลิงที่บ้านดอกไม้ในขณะนั้นมีอยู่ ๗ ร้านคือ ร้านของคุณพ่อ ร้านปิ่นนาคของนายผึ่ง ปิ่นนาค ร้านของนางสวง ปานจินดา ร้านของนายฮ๊อก จูไท ร้านของนายต่วน ชมสาหัส ร้านของนายโต๊ะ ปานจินดา และร้านของนายมิ่ง ฯ แต่ละร้านมีรายได้จากการจำหน่ายดอกไม้เพลิงสูงพอสมควร การทำดอกไม้เพลิงก็ทำด้วยมือ โดยญาติพี่น้องลูกหลานภายในครอบครัว ช่วยกันทำ จะเรียกว่า อุตสาหกรรมในครอบครัวก็ได้ ปัจจุบันนี้ เจ้าของร้านดอกไม้เพลิงดังกล่าว ได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ส่วนมากได้เลิกกิจการไป ยังมีอยู่บางร้านที่ลูกหลานได้รับช่วงดำเนินการอยู่

ดอกไม้เพลิงที่รับทำและจำหน่าย แยกเป็น ๒ ประเภท
๑. ประเภททใช้จุดในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานขึ้นปีใหม่ งานสงกรานต์ งานฉลองโบสถ์ศาลา และในงานศพ เป็นดอกไม้เพลิงขนาดใหญ่ เช่น ดอกไม้พุ่ม ดอกไม้กระถาง ไฟพะเนียง กังหัน และพลุไทย พลุฝรั่ง (ซึ่งมีทั้งชนิดจุดกลางวันและกลางคืน) เป็นต้น
๒. ประเภทที่ใช้จุดในงานเทศกาล ลอยกระทงในวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นดอกไม้เพลิงขนาดเล็ก สำหรับจุดเล่นประกอบการลอยกระทง หรือจุดเล่นเพื่อความสนุกสนานตามฤดูกาล มีทั้งชนิดจุดในน้ำ และจุดบนบก
– ชนิดจุดในน้ำ ได้แก่ ปลาช่อน เป็ด มังกร ควาย (เป็นชื่อที่เรียกกันมาแต่โบราณ )
– ชนิดจุดบนบก ได้แก่ ดอกไม้เทียน ฝอยทอง จรวด ตะไล และพลุยิงขนาดเล็ก เป็นต้น
คุณพ่อมีความชำนาญในการทำดอกไม้เพลิงมาก เมื่อสมัยที่ทางราชการได้จัดให้มีการประกวดดอกไม้เพลิงขึ้นที่สนานหลวง เนื่องในงานวันขึ้นปีใหม่ งานฉลองรัฐธรรมนูญ และงานสงกรานต์ คุณพ่อได้ทำดอกไม้เพลิงส่งเข้าประกวดด้วยทุกครั้ง ดอกไม้เพลิงที่ท่านส่งเข้าประกวดได้แก่ ประเภทดอกไม้กระถาง และพลุ (จุดกลางคืน) ท่านได้รับถ้วยรางวัลที่ ๑ สำหรับดอกไม้เพลิง ทั้ง ๒ ประเภทนี้ แทบทุกปี
การทำดอกไม้เพลิงก็มีครูบาอาจารย์ เช่นเดียวกับการช่างอื่น ๆ คุณพ่อท่านนับถือครูดอกไม้เพลิงมาก ท่านจะต้องทำพิธีไหวัครูดอกไม้เพลิงทุกปี ท่านจะนำเอาเครื่องมือสำหรับทำดอกไม้เพลิงทุกชนิด พร้อมทั้งสมุดจดตำราทำดอกไม้เพลิง ไปตั้งไว้หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป ตำราทำดอกไม้เพลิงของท่าน เป็นสมุดปกแข็งสีดำ ขนาดใหญ่ หน้าปกเจิมด้วยแป้งหอม และปิดทองคำเปลว ของที่สำหรับใช้บูชาครูดอกไม้เพลิงมีหัวหมู บายศรี เป็ดไก่ กล้วยน้ำว้า ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน ข้าวและน้ำเป็นหลัก ส่วนอาหารคาวหวาน อย่างอื่นๆ ก็แล้วแต่จะนำมาบูชา
ในสมุดจดตำราทำดอกไม้เพลิง ท่านจะเขียนวิธีไหว้ครูไว้ด้วย ถัดจากวิธีไหว้ครู ก็เป็นตำราผสมสารเคมีต่าง ๆ ให้เกิดเป็นดิน สำหรับทำดอกไม้เพลิงประเภทต่าง ๆ สารเคมีที่คุณพ่อเขียนไว้ในตำราทำดอกไม้เพลิง คุณพ่อได้เขียนชื่อสารเคมีเป็นภาษาไทย ทับศัพท์ภาษาษาอังกฤษ ตัวอักษรไทยอาจจะผิดไปบ้าง (เนื่องจากเป็นการสะกดตัวอักษรในสมัยนั้น) แต่เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คุณพ่อ วิธีไหว้ครูตลอดจนตำราทำดอกไม้เพลิง ที่ท่านได้เขียนไว้ด้วยมือของท่านเอง ผู้เขียนได้คัดลอกมาทุกตัวอักษร โดยมิได้แก้ไข เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด หากมีการผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยแทนคุณพ่อด้วย
อนึ่ง คุณพ่อไม่เคยได้ศึกษาวิชาเคมีมาก่อน แต่การผสมสารเคมีต่างๆ ตามตำราทำดอกไม้เพลิงของท่าน ก็ได้ผลสมประสงค์ทุกประการ ในชีวิตการทำดอกไม้เพลิงของท่าน ท่านไม่เคยประสบอุบัติเหตุจากการะเบิดหรือเกิดเพลิงไหม้ เนื่องจากการทำดอกไม้เพลิงแต่ประการใดเลย
คุณพ่อได้เริ่มทำดอกไม้เพลิง มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๙ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเวลาประมาณ๕๖ ปี ท่านจึงได้เลิกทำดอกไม้เพลิง และย้ายที่อยู่จากบ้านดอกไม้ ถนนบริพัตร มาอยู่ที่บ้านในซอยอินทามะระ ๑๘ ถนนสุทธิสารวินิจฉัย เขตห้วยขวาง จนท่านได้ถึงแก่กรรมที่บ้านนี้ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘

วิธีไหว้ครู
ตั้งนะโม ๓ หน แล้วบูชาพระรัตนตรัย ด้วยดอกไม้ธูปเทียนก่อน แล้ว
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน, ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต, ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพ-พะนาคา, ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ.
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา,
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา,
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา.
จึงว่าคาถาอันเชิญเทพยดา ครูบาอาจารย์ ดังต่อไปนี้
นะโม อันว่านมัสการ เม แห่งข้า ฯ ข้า ฯ มีความปรารถนา
จะไหว้พระสรรเพชุดาญาณ ข้า ฯ จะทำการสิ่งใด
จงให้ประสิทธิทุกกระบวน ข้า ฯ ขอไหว้พระอิศวร
ผู้ตั้งปีและเดือนวัน อีกทั้งสรรพศาสตรา
และอาคม ขอไหว้ทั้งพระอินทร์ และพระพรหม
พระวิศณุกรรมผู้ลือชา อีกทวยเทพผู้อยู่รักษา ทั้ง ๘ ทิศ
โดยอนุกรม มือข้า ฯ ทั้ง ๑๐ นิ้ว
จะขอพนมต่างธูปและเทียนทอง ขอตาเรืองรอง
ประดุจดังเดือนฉาย ข้า ฯ ขอไหว้ครูปัตติยาย
อันอยู่ทุกสถาน ข้า ฯ ขอนมัสการอัญเชิญ
ท่านผู้เป็นใหญ่ในใต้หล้า ข้า ฯ จะทำการสิ่งนานา
จงให้ประสิทธิ์ทุกประการ (กราบลงครั้งหนึ่ง)
(แล้วเอาธูปปักลงที่ของเอาถวาย ทั่วทุกอย่าง แล้วจึงถวาย ว่าดังนี้
นะโม เม ข้า ฯ ขอถวาย ธูปะทีปะปุปผัง สักการะวันทะนัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง สะปะริวารัง อุทะกัง วะรัง อาคัจฉันตุ ปะริภุญชันตุ หิตายะ สุขายะ
สัพเพ เทวา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ
(จบคำถวาย รอเวลาพอสมควร แล้วจึงค่อยลาของที่เราถวาย ว่าดังนี้ เสลัง มังคะลัง ยาจามิ จึงเอาของออกมา)

อัตราส่วนในการทำดอกไม้ไฟ
๑ ชั่ง เท่ากับ ๘๐ บาท
๑ ตำลึง เท่ากับ ๔ บาท
๑ บาท เท่ากับ ๔ สลึง
๑. ดินดำหรือดินปืน สำหรับใช้ในขับพลุ
(๑) ดินประสิวต้มแล้ว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๑๐ บาท
(๓) ถ่านไม้ตีนเป็ด หนัก ๔ ตำลึง
รวมกันตำ ร่อนให้ละเอียด แล้วพรมน้ำ ใส่ครกกระเดื่อง ตำไปจนกว่าจะใช้การได้ จะตำครั้งละกี่ชั่ง แล้วแต่ครกใหญ่เล็ก
๒. ดินดอกไม้น้ำ
(๑) ดินประสิวต้ม หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๓ ตำลึง
(๓) ถ่านไม้ตีนเป็ด หนัก ๘ ตำลึง
รวมกันตำ ร่อนให้ละเอียดพอควร
๓. ดินดอกไม้เทียน
(๑) ดินประสิวดิบ หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๘ ตำลึง
(๓) ถ่านไม้ตีนเป็ด หนัก ๑๐ สลึง
รวมกันตำ ร่อนให้ละเอียด
๔. ดินสีแดง
(๑) ปอแต๊สเซี่ยมโคลเรส ๒๘ ส่วน
(๒) สะตอนเที่ยมไนเตรส ๓๐ ส่วน
(๓) กำมะถันเหลือง ๒๘ ส่วน
(๔) ถ่านผง ๓ ส่วน
(๕) ครั่งหรือเซลแล๊ก ๖ ส่วน
คลุกเคล้าผสมกันให้ทั่ว
๕. ดินสีชมพู
(๑) ดินดอกไม้เทียน ๑ ชั่ง
(๒) ดินสีแดง ๑ ปอนด์
คลุกเคล้าผสมกันให้ทั่ว
๖. ดินสีเขียว
(๑) ปอแต๊สเซี่ยมโคลเรส ๒๘ ส่วน
(๒) บาเรี่ยมไนเตรส ๒๔ ส่วน
(๓) กำมะถันเหลือง ๒๔ ส่วน
(๔) ถ่านผง ๒ ส่วน
คลุกเคล้าผสมกันให้ทั่ว
๗. ดินสีน้ำเงิน
(๑) ปอแต๊สเซี่ยมโคลเรส ๖๐ ส่วน
(๒) ชินสี ๑๘ ส่วน
(๓) กำมะถันเหลือง ๒๘ ส่วน
(๔) ครั่ง ๒ ส่วน
คลุกเคล้าผสมกันให้ทั่ว
๘. ดินสีเหลือง
(๑) ปอแต๊สเซี่ยมโคลเรส ๒๘ ส่วน
(๒) ไนเตรสออฟโซดา ๖๐ ส่วน
(๓) อ๊อกโซเล็ตโซดา ๑๔ ส่วน
(๔) กำมะถันเหลือง ๑๘ ส่วน
(๕) ถ่านผง ๒ ส่วน
คลุกเคล้าผสมกันให้ทั่ว
- ดินสีขาว (ดินดิบ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑๖ ตำลึง
(๒) อันติโมนี่ (พลวง) หนัก ๔ ตำลึง
(๓) กำมะถันเหลือง หนัก ๔ ตำลึง
(๔) ดินดำ หนัก ๒ ตำลึง
๑๐. ดินฟ้าแลบ
(๑) ปอต๊าส หนัก ๑ บาท
(๒) อันติโมนี่ หนัก ๔ หุน
(๓) แม๊กไนเซี่ยม หนัก ๑ บาท
๑๑. ดินควัน
(๑) กำมะถันแดง ๑๐๐ ส่วน
(๒) ดินดอกเทียนหรือลูกพลุ ๖๐ ส่วน
๑๒. ดินลูกพลุ (ดินสุกย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๑๐ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๖ บาท
๑๓. ดินช้างร้อง (ดินสุกย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๕ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๗ ตำลึง
๑๔. ดินลูกฝอย (ดินสุกย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๕ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๑๒ บาท
๑๕. ดินฝนแสนห่า (ดินสุกย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๕ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๕ ตำลึง
(๔) เหล็ก หนัก ๘ ตำลึง
๑๖. ดินดอกไม้กระถาง (ดินสุก)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๕ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๑๒ ตำลึง
๑๗. ดินไฟพะเนียง (ดินดิบ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๕ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๓ บาท
(๔) เหล็ก หนัก ๑๐ ตำลึง
๑๘. ดินไฟพะเนียง (อย่างดี)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๖ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๕ บาท ๒ สลึง
(๔) เหล็ก หนัก ๑๒ ตำลึง
๑๙. พะเนียงไถ
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๕ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๕ ตำลึง
(๔) เหล็ก หนัก ๘ ตำลึง
๒๐. ดินลูกหนูใหญ่
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) ถ่าน หนัก ๗ ตำลึง
๒๑. ดินนกบินตะไล (ดินสุกย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๓ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๖ ตำลึง
๒๒. ดินสีขาวบัวแก้ว
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๖ ตำลึง
(๓) ปูนขาว หนัก ๖ บาท
(๔) ชัน หนัก ๒ สลึง
(๕) นุ่น หนัก พอควร
๒๓. ฝอยทองช่อม่วง (ดินย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถัน หนัก ๒ ตำลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๑๖ ตำลึง
(๔) เหล็ก หนัก ๖ ตำลึง
๒๔. ช่อม่วง (ดินย้ำ)
(๑) ดินประสิว หนัก ๑ ชั่ง
(๒) กำมะถันเหลือง หนัก ๖ บาท ๒ สลึง
(๓) ถ่าน หนัก ๕ บาท
(๔) เหล็ก หนัก ๕ ตำลึง
๒๕. ชนวนคลึงทำพลุฝรั่ง
(๑) ดินประสิว (ต้ม) หนัก ๔๐ บาท
(๒) กำมะถันแดง หนัก ๔๐ บาท
(๓) ดินปอต๊าส หนัก ๓ บาท
แต่ละอย่างตำหรือบดให้ละเอียด และประสมเคล้าให้เข้ากัน แล้วใช้ตะแกรงละเอียดร่อนให้ทั่ว และลองกองจุดดูนิดหน่อยก่อน ถ้าอ่อนไปเติมปอต๊าสหน่อย ถ้าแรงจัดไป เติมดินประสิว
หมายเหตุ : ดินชนวนนี้ยากมาก เพราะกำมะถันแดง ร้านเครื่องยา มันบดเอาหินลงไปด้วย ต้องจุดลองดูนิดหน่อย ถ้าฟู่ใช้ได้ ถ้าฟุ่บใช้ไม่ได้แรงไป
(ถ้าไม่มีความชำนาญอาจเกิดอันตรายได้)

เรื่องเล่าของ “ตำนานดอกไม้ไฟ ณ ชุมชนบ้านดอกไม้” จากหนังสือ “ขุนอภัยพลชาญ” หนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี ขุนอภัยพลชาญ จ.ช., ต.ม. (พ.ศ. ๒๔๒๙- ๒๕๒๘)












