
ส.ธโนฆาภรณ์ ผู้อารักขาอาจารย์ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือที่เรารู้จักท่านในนาม “ธีรทาส” เขียนบันทึกหลังจากที่อาจารย์ธีรทาส ทายาทศิษย์เส้าหลินใต้ ละสังขาร คืนสู่ธรรมชาติ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ลงใน YouTube ช่อง Zen Heritage มรดกเซน เรื่อง ธีรทาส ทายาทศิษย์เส้าหลินใต้ เรื่องที่ ๒ “อาหารมื้อสุดท้าย” ไว้ดังนี้
อาหารมื้อสุดท้าย
อาหารมื้อสุดท้าย คือ รหัสชีวิต เพื่อเปิดสู่มิติใหม่ ในอาณาจักรแห่งมิตรไมตรี ให้บังเกิดขึ้น อีกมุมหนึ่งของสังคมไทย เป็นไปตามกุศโลบาย ของครูบาเซ็นแห่งสำนักเส้าหลินใต้ สหายเอ๋ย สหายธรรม อาจารย์ธีรทาส หลังจากหมดภาระหน้าที่แล้ว

นำไปมอบให้อาจารย์ที่พุทธสมาคม เป้าเก็งเต็ง ในปี พุทธศักราช ๒๕๖๐
: ภาพถ่ายโดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
นับแต่นี้ไป จะเป็นการเริ่มต้นของการสืบทอดนโยบายที่ได้รับพันธะหน้าที่ รับช่วงต่อไป มิให้ขาดตอนไปเร็วนัก
ดังนั้น วลีที่กล่าวว่า ดื่มน้ำ นึกถึงต้นธาร คือ ทิศทางตรงที่จะนำทางต่อไป ณ โรงเจบ่อนไก่ หรือพุทธสมาคม เป้าเก็งเต็ง คือ สถานที่อิงอาศัย ขอเพียงเพื่อการบำเพ็ญขันติบารมีในชาตินี้ พร้อมกันนั้น คือ การบำเพ็ญธรรมทานบารมี
เป้าหมายชีวิตของอาจารย์ธีรทาสตลอดชีวิตนี้ คงมีแต่สองเรื่องนี้เท่านั้น เมื่อมีบุคคลใดสนใจแล้ว มาศึกษาพิจารณาดู จะเห็นและรับรู้ความเป็นไปที่ปรากฏให้เห็นนั้น คือ ความเป็นไปที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ (มังสะจักษุ) ขอฝากไว้เป็นข้อคิดแด่บุคคลที่กำลังเดินไปบนเส้นทางนี้ สายพุทธภูมิ
อาจารย์ ธีรทาส จะบอกกล่าวอยู่เสมอ ๆ ว่า การบำเพ็ญบารมีนั้น มีมากมายหลากหลาย มิใช่ของง่ายเลย ขอพาดพิงเรื่อง บารมีสิบอย่าง (ทศบารมี) นั้น ในชาตินี้ของอาจารย์ เพียงเรื่องเดียว คือ ธรรมทานบารมีนั้น ยังยากแสนสาหัส กว่าจะได้มายืนอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่จำต้องบำเพญเคียงคู่กัน เพื่อมาช่วย เพื่อมาเสริมให้กิจกรรมธรรมทานนี้อยู่รอดนั้น คือ ขันติบารมี
ความอยู่รอดปลอดภัยนั้น จิตจะต้องอยู่อย่างทรหด อดทนตลอด ต้องปรับตัวตลอดในบรรยากาศต่างมิติจริง ๆ อาจารย์ธีรทาสนั้น คือ ผู้มาขออาศัยพึ่งพิงสถานที่ตรงนี้ จะสำนึกพระคุณของสถานที่โรงเจแห่งนี้ จนกระทั่งวาระก่อนจากไปนั้น อาจารย์ธีรทาส จะพูดให้รับรู้ว่า คิดถึงพระคุณซินแซเล้าเซ่งง้วน ผู้ก่อตั้งโรงเจนี้

โดยปกติแล้ว จะไม่พูดอย่างนี้ บ่อยครั้ง ประดุจดั่งการย้ำเตือน ส. ธโนฆาภรณ์ ให้รับรู้เพื่อมีจิตสำนึกในดวงจิตว่า ดื่มน้ำ นึกถึงต้นธาร คือ การมาขออาศัยสถานที่ตรงนี้ เพื่อกิจกรรมธรรมทานเท่านั้น คือ ภาระกิจจำเพาะ มิได้มีเจตนาอื่นใด
โรงเจ คือ สถานที่ถือศีล อยู่ในธรรม มิใช่บ้านของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต้องมีจิตสำนึกอย่างไม่มีเงื่อนไขแน่นอน คือ ให้ฝึกจิตเป็นไปตามธรรมชาติจริง ๆ คือ กล่าวคำขอบคุณ กล่าวคำขอโทษ จิตต้องยอมถอย จิตต้องยอมเพื่อเดินต่อไป ด้วยความเด็ดเดี่ยว มั่นคงต่อปณิธาน ที่ตั้งใจไว้ เราเลือกเส้นทางนี้เองด้วยจิตอิสระ คือเป้าชีวิตนี้ อมิตาพุทธ !
อีกเรื่องหนึ่ง ที่อาจารย์เล่ามาเพื่อกำชับความมั่นคงแห่งจิตนี้ คือ ชาวจีนเขากล่าวว่า เมื่อคิดจะทำงานเพื่อเป้าหมายชีวิตนั้น การยอมคน เป็นเรื่องปกติ ที่มากกว่านั้น เมื่อถึงจุดสุดท้าย ยอมถึงที่สุดแล้ว ยังต้องยอมต่อไปอีก
บ่อยครั้ง เมื่อฟังแล้วนึกขำในใจ แต่คิดแล้วสยองขวัญ ในทันทีตรงที่ การลดตัวนั้น ถึงขั้นลดตัวเอง หมดความเป็นตัวตน สุด ๆ แล้ว คือ ต้องยอมคุกเข่า เพื่อคลานลอดหว่างข่า คือ ยอมคลานเพื่อลอดหว่างขา เพื่อบรรลุเป้าหมายของภาระนั้น อมิตาพุทธ !

ขอสื่อมาเป็นหลักฐานการอยู่รอดปลอดภัย เป็นไปตามกฏธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ ต้นไม้ มรดกปัญญาจีน ที่อาจารย์ธีรทาส ได้รับมาจากบิดาเตี่ยกิมเช็ง ศิษย์เส้าหลินใต้นั้น มีมากมายเต็มพุง แต่มิอาจจะนำมาเผยแผ่ได้ตามเจตจำนงค์ตามที่คาดหวังไว้ น่าเสียดายจริง ๆ
คงได้แต่ฝากวลีที่อาจารย์พูดบ่อยว่า เมื่อฉันตายไปแล้ว ขอเกิดใหม่ทันที อีก ๓ ชาติ เพื่อทำงานด้านนี้ต่อไป บัดนี้ สังขารอาจารย์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ 2565 เพื่อรอทำหน้าที่เป็น “อาจารย์ใหญ่” อมิตาพุทธ !
บันทึกโดย ส. ธโนฆาภรณ์ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๑๑ น.
“อาหารมื้อสุดท้าย” รำลึก ๓ ปี แห่งการคืนสู่ธรรมชาติ ( ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ – ๖๕๖๘) อาจารย์ธีรทาส (ธีระ วงศ์โพธิ์พระ) ปุถุชนโพธิสัตว์ผู้สร้างตำนาน “ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น” จากทายาทศิษย์เส้าหลินใต้ ถึง พุทธสมาคม “เป้าเก็งเต็ง”

นำไปมอบให้อาจารย์ที่พุทธสมาคม เป้าเก็งเต็ง ในปี พุทธศักราช ๒๕๖๐
: ภาพถ่ายโดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
“ธีรทาส” คือ นามปากกา หรือ ฉายาของอาจารย์ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ปุถุชนโพธิสัตว์ทายาทศิษย์เส้าหลินใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้สร้างตำนาน “ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น”, “ศิษย์เต๋าเซียนเซ็น” ฯลฯ ณ พุทธสมาคม เป้าเก็งเต็ง ฉายานี้ เริ่มต้นจากความศรัทธาในท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงดำริที่จะตามรอยท่านอาจารย์พุทธทาส ในนาม “ธีรทาส” เพื่อเผยแผ่ธรรมะนิกายเซ็นเป็นธรรมทาน ตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

ผู้เขียนขอรำลึกถึงอาจารย์ธีรทาสด้วยความศรัทธาในวิถีแห่งปุถุชนโพธิสัตว์ ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่หนังสือธรรมแจกเป็นธรรมทานมาทั้งชีวิต โดยไม่เคยต้องการสิ่งใดตอบแทน นอกจากปณิธานมุ่งสู่พุทธภูมิตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะโปรดเวไนสัตว์ ขนสัตว์ให้พ้นบ่วงแห่งมารในวัฏสงสาร จนกว่าสัตว์ทั้งหมดจะปลอดภัยเข้าสู่สภาวะแห่งนิพพาน แล้วท่านค่อยบรรลุธรรมเป็นคนสุดท้ายตามอุดมคติแห่งมหายานโพธิสัตว์
จึงขอนำบทความที่ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ธีรทาส และอาจารย์ ส.ธโนฆาภรณ์ เมื่อครั้งยังเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว นิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์” ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๑๖๐๔ วันที่ ๑๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ มาฝาก จากคอลัมน์ “ลมหายใจสีเขียว” โดย กานพลู (อีกหนึ่งนามปากกาของผู้เขียน) เรื่อง “กินเจกู้ชาติ กินผักกู้สรรพชีวิต” เป็นอย่างไร มารำลึกความทรงจำดี ๆ ไปด้วยกัน

“กินเจกู้ชาติ กินผักกู้สรรพชีวิต” โดย กานพลู เรื่อง หมอนไม้ ภาพ จากนิตยสาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๑๖๐๔ วันที่ ๑๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ คอลัมน์ “ลมหายใจสีเขียว”
กว่าร้อยปีที่การกินเจจากประเทศจีนขึ้นบกที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย น้อยคนนักที่จะรู้ว่า นั่นคือฐานที่มั่นของชาวฮั่นที่เตรียมจะกลับไปกู้ชาติเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่จีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์นี้ส่วนหนึ่งถูกเปิดเผยอยู่ในหนังสือ ‘ตำนานศาลเจ้า-โรงเจอายุ ๑๐๐ ปีเมืองไทย : อริยโพธิสัตว์ -แบ่งปันวิธีการสอนนั่งสมาธิ’ เล่ม ๑ และ ‘ ตำนานศาลเจ้า -โรงเจที่มีอายุ ๑๐๐ ปีเมืองสยาม : มหาโพธิสัตว์(อ๊วงเซี้ยงเหลาโจ้ว) สอนเข้ารูปฌาน’เล่ม ๒ โดย ธ.ธีรทาส หรือ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ผู้จัดการพิมพ์หนังสือธรรมทาน นักเขียนรางวัลนราธิปปี ๒๕๕๓ ที่เขียนหนังสือแจกเป็นธรรมทานมาตลอดชีวิต โดยมีอาจารย์ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์ หรือ ส.ธโนฆาภรณ์ อักษรศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาช่วยดูแลต้นฉบับให้สมบูรณ์ทุกเล่มเป็นธรรมทาน ทั้งสองท่านทำงานปิดทองหลังพระอย่างเงียบๆ อยู่ที่พุทธสมาคมเป้าเก็งเต็ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ มากว่า ๔๐ ปี
เพื่อเป็นการฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตื่นรู้ของพระพุทธองค์ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากบ่วงเวรภัยในวัฏฏะ กานพลูขออนุญาตทำหน้าที่เป็นสะพานเล็กๆ เชื่อมสรรพสัตว์กับมนุษย์จากหนังสือคลาสสิกสองเล่มนี้ แม้ต้นทางการกินเจในเมืองไทยจะมาจากการเมือง แต่สุดท้ายได้อานิสงส์ไปถึงสัตว์ทั้งหลาย และยังเป็นจุดขายการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปแล้วซะงั้น
อย่างไรก็ตาม ทำให้เราเห็นสายธารของพุทธนิกายมหายาน ‘เซน ‘ จากวัดเส้าหลิน และวิธีการบำเพ็ญฌาน หรือ เซน ไว้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ แม้กู้ชาติไม่สำเร็จแต่ด้วยยุทธศาสตร์เดียวกันนี้สามารถกู้ใจให้หลุดรอดจากสังสารวัฏได้เลยทีเดียว
- หมายเหตุ คำว่า “เซ็น” เป็นคำเฉพาะที่อาจารย์ธีรทาส และอาจารย์ ส.ธโนฆาภรณ์ สะกด ตกลง มีไม้ไต่คู้ ” ็ ” อยู่ข้างบน ซึ่งสะกดต่างจาก คำว่า “เซน” อันหมายถึงนิกายหนึ่งของมหายาน
ดังในหนังสือ ‘ ตำนานศาลเจ้า -โรงเจ อายุ ๑๐๐ ปีเมืองไทย ฯ’ เล่ม ๑ เล่าว่า ไม่ว่าจะเป็นวัดจีน ศาลเจ้าจีน หรือโรงกินเจจีนต่างๆ ในเมืองสยาม ที่มีอายุนานถึง ๑๐๐ ปีขึ้นไปนั้น ส่วนมากเป็นศิษย์สายวัดเซียวลิ้มยี่ (วัดเส้าหลิน) สาขาฮกเกี้ยน ประเทศจีน นำมาก่อสร้างไว้หลายยุค ส่วนมากเป็นพระภิกษุที่มีความรู้ นักปราชญ์ชาวฮั่นกลุ่มเชื้อสายราชวงศ์เหม็ง ที่หลบหนีภัยสงครามระหว่างพระจักรพรรดิ์เฉียนหลง (เคี่ยงล้ง) ราชวงศ์เช็ง (ชิง) ทำการกวาดล้างทำลายฆ่าพระภิกษุสามเณร แล้วเผาวัดเส้าหลินต่าง ๆ เพราะกลัวภัยในอนาคตจะเป็นศัตรูทางการเมืองของราชวงศ์เช็ง (ชิง) ของท่านไป

” เหตุผลที่พระเจ้าเฉียนหลง(เคี่ยงล้ง) ต้องทำบาป เนรคุณครูบาอาจารย์ของตนเอง ทำลายวัด ฆ่าภิกษุสามเณรสายนี้ เพราะตอนเด็กได้เคยเข้าไปศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ มาก่อนจึงได้รู้ความลับในวัดนี้ว่า เดิมทีวัดนี้เป็นที่รวมนัดประชุมของพระภิกษุนักการเมืองชาวฮั่นเก่า เชื้อพระวงศ์เหม็งเก่า ทหารผ่านศึกสงคราม และยอดฝีมือกังฟูต่างๆ ของชาวฮั่นมาก่อน พอสงครามสงบ พวกที่แพ้ ซึ่งเป็นทหารยอดฝีมือก็หนีเอาตัวรอด แอบออกบวชแล้วมาอยู่ในวัดนี้มากที่สุด และเนื่องด้วยพระภิกษุกลุ่มนี้เป็นนักปราชญ์ เป็นยอดขุนพลนักรบ มีสติปัญญาไหวทัน จึงได้วางแผนกู้ชาติ ส่งยอดฝีมือให้หนีออกทางโพ้นทะเลไปเวียดนาม แหลมอินโดจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า สยาม (ไทย) แล้วได้เอาวัฒนธรรมจีน การสร้างศาลเจ้า เทวนิยมจีน โรงเจ และการสร้างวัดมหายานไว้ตามเมืองนั้นอีกด้วย โดยรุ่นที่ ๑ (ไม่ออกนาม ) ขึ้นฝั่งไทย ที่เกาะภูเก็ต”
และที่นี่เองได้สร้างตำนานการกินเจเตรียมกู้ชาติโดยที่ไม่มีใครรู้ ในหนังสือตำนานศาลเจ้า ฯ เล่ม ๑ เล่าประวัติศาสตร์ช่วงนั้นต่อมาว่า ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๐๐ การขึ้นบกที่เกาะภูเก็ตนั้นมาแบบกองทัพลับๆ ขบวนแรกได้ส่งพวกเล่นงิ้ว เล่นหุ่นกระบอก พูดภาษาฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ และกวางตุ้งได้หมด มาภาคกลางของสยามพูดแต้จิ๋ว เพื่อทำการสำรวจแผนที่ บุกเบิกเส้นทางและโฆษณาหาเสียงทางการเมืองเป็นการเชิดชูราชวงศ์เหม็ง (หมิง) ไปในตัว

“ฉากของการเล่นงิ้ว ก่อนจะปิดโรงต้องร้องเพลงชาติ ปลุกระดมความรักชาติให้เกิดขึ้น มีคำสุดท้ายว่า ‘ฮ้วงเช็ง-ฮกเม้ง’ พูด ๓ ครั้ง คือการปลุกระดมชาวจีนต้องให้ถึงวันหนึ่ง พร้อมใจกันปฏิวัติสนับสนุนกองกำลังกู้ชาติโพ้นทะเลให้กลับคืนสู่แผ่นดินใหญ่จีนแล…”
ยังมีเรื่องราวอีกมากที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การกินเจกู้ชาติ แต่ผลที่ได้คือ ความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ พร้อมทั้งวิชาสมาธิเพื่อตัดวงจรของกิเลส กรรม และวิบากจนกว่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์ในวัฏสงสาร















