
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕๕ มหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวถึงวิธีถอนพิษจากความทุกข์โศก ด้วยวิธีคิด ๔ แบบ (กาย—เวทนา—จิต—ธรรม) ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๕๕ มหาสติปัฏฐานสูตร
กล่าวถึงวิธีถอนพิษจากความทุกข์โศก
ด้วยวิธีคิด ๔ แบบ (กาย—เวทนา—จิต—ธรรม)

วิธีคิดแบบแรก ให้ฝึกคิดว่า “กาย” นี้ ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ว่ากายนี้จะเคลื่อนไปในรูปทรงใดก็สักแต่ว่า ธรรมชาติของกายนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า รูปทรงและการเคลื่อนที่ สลับกันไปไม่ขาดระยะ
ให้มีสติคอยเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของกายนี้อยู่เสมอ (แต่จงจำไว้ว่า เราเคยเชื่อมาทั้งชีวิตว่า กายนี้เป็นของเรา กายนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา)

วิธีคิดแบบที่สอง ให้ฝึกคิดว่า “เวทนา” คือ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา แม้ความรู้สึกเจ็บปวด ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ความคับแค้นใจ ความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ ขัดหู ขัดตา ความไม่ได้ดังใจ ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ว่า จะเกิดความรู้สึกแบบใด ก็สักแต่ว่า เวทนาเท่านั้นที่เกิดขึ้น หมุนเวียนกันไปไม่ขาดระยะ
ให้มีสติคอยเฝ้าสังเกตเวทนา คือ ความรู้สึกของเราอยู่เสมอ (แต่จงจำไว้ว่า เราเคยเสพติดอยู่กับความรู้สึกอันนั้นเรียกว่า สุข เราชอบ อันนั้นเรียกว่า ทุกข์ เราไม่ชอบ เราจึงติดอยู่กับความรู้สึก ชอบ—ชัง มาทั้งชีวิต)

วิธีคิดแบบที่สาม ให้ฝึกคิดว่า “จิตใจ” นี้ สักแต่เป็นความคิด หาตัวตนไม่ได้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ว่างเปล่าจากการจับต้อง ยึดถือ ไม่ว่าเสียงในหัว จะรักชัง, โกรธ เกลียด แค่ไหน, จะเหงา เศร้า อย่างไร ก็สักแต่ว่า เป็นความคิดเท่านั้น ที่เกิดและดับสืบเนื่องกันไปไม่ขาดสาย
เสียงในหัวจะสะท้อนอารมณ์ของจิตใจเรา ให้มีสติคอยเฝ้าสังเกตเสียงที่ดังอยู่ในหัวเสมอ แต่จงจำไว้ว่า เราเคยเสพติดอยู่กับการไม่ได้ดังใจ และการทำตามใจมาทั้งชีวิต

วิธีคิดแบบที่สี่ ให้ฝึกคิดว่า “สรรพสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ” ไม่เว้นแม้กระทั่งธรรมชาติของจิต มีเหตุปัจจัยให้เกิด จึงเกิด มีเหตุปัจจัยให้ดับ จึงดับ สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับ บางทีสภาวะจิตก็สงบ บางทีก็ไม่สงบ สงบก็มีเหตุปัจจัยให้เกิดความสงบ ไม่สงบก็มีเหตุปัจจัยให้เกิดความไม่สงบ บางทีเกิดนิมิตก็มีเหตุปัจจัยให้เกิดนิมิต ไม่เกิดนิมิตก็มีเหตุปัจจัยไม่ให้เกิดนิมิต
บางทีก็เกิดสภาวะสุขใจ บางทีก็เกิด สภาวะปีติ บางทีก็ว่างๆ เปล่าๆ เลื่อนลอยเฉยๆ อารมณ์เหล่านี้เกิดเป็นขณะตามธรรมชาติของใจ ก็ดับไปตามธรรมชาติใจ

ให้มีสติคอยเฝ้าสังเกตสภาวธรรมที่ละเอียดลงไปถึงการเกิดดับตามธรรมชาติของความรักและชัง (กามฉันทะ-พยาบาท) ความหดหู่ ท้อแท้ ความซึมเศร้า ซบเซา และความง่วงเหงา ไม่สดชื่นกระปี้กระเปร่า ไม่เบิกบานในการงาน(ถีนะ-มิทธะ) ความคิดฟุ้ง ความวุ่นวายใจ และความไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ความมีกิริยาน่ารำคราญ ความทำตัวให้น่าเบื่อ (อุทธัจจะ-กุกกุจจะ)
ฝึกวิธีคิดแบบนี้อยู่เสมอ จนจิตคุ้นชินกับความจริงของกายใจ ว่า เป็นเช่นนี้นี่เอง เมื่อถูกความจริงกระแทกเข้าอย่างจัง แบบคาดไม่ถึง การยอมรับ จะค่อยๆ เติบโตขึ้นจากภายใน ฯ












