
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕๔ รู้จักมหาสติปัฏฐาน ๔ ก่อนรู้จักมหาสติปัฏฐานสูตร ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๕๔ รู้จักมหาสติปัฏฐาน ๔
ก่อนรู้จักมหาสติปัฏฐานสูตร

มหาสติปัฏฐาน คือ ที่ตั้งแห่งสติ
ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์แสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติไว้ ๔ หมวด คือ
หมวดกาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หมวดเวทนา เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หมวดจิต เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หมวดธรรม เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยกาย พระพุทธองค์ให้เราเห็นกายอยู่เนือง ๆ โดยเริ่มต้นจากลมหายใจ
ทรงมีกุศโลบายในการเฝ้าดูกายจนเห็นกายว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ ให้มีสติอยู่กับลมหายใจเข้า มีสติอยู่กับลมหายใจออก ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจสั้น หรือลมหายใจยาวก็ให้รู้ เพียงรู้ลมที่เคลื่อนเข้าเคลื่อนออก
ช่วงแรก หากกำหนดลมหายใจไม่ทัน อาจกำหนดบริกรรมในใจว่า “พุทโธๆๆ” “รู้ๆๆ” หรือ “รู้หนอๆๆ” ก็ได้ พอได้สติค่อยกลับมากำหนดรู้ลมหายใจ แล้วก็สลับไปดูความคิดบ้าง

ในขณะที่เฝ้าดูลมหายใจ เมื่อมีความคิดผ่านเข้ามาก็ให้ดูความคิด ดูแค่พอให้รู้ว่าเป็นความคิดเท่านั้นก็ปล่อยผ่านไป อย่าไปตามความคิด จากนั้นให้เปลี่ยนการรับรู้มาจดจ่ออยู่กับลมหายใจต่อไป ถ้าเผลอสติไปบ้าง ไม่ทันได้กำหนดลมหายใจก็ตั้งหลักใหม่ ด้วยการท่องในใจว่า “พุทโธๆ ๆ” “รู้ๆ ๆ” “รู้หนอๆ ๆ” ก็ได้ เป็นการเรียกสติกลับมา ทำอย่างนี้บ่อยๆ จนเกิดความรู้เฉพาะตัวขึ้นมา
เห็นความคิดว่าเป็นความคิด
เห็นลมหายใจว่าเป็นลมหายใจ
สามารถแยกออกได้ระหว่างความคิดกับลมหายใจ

เห็นชัดลงไปว่า ความคิดเป็นความคิด ลมหายใจเป็นลมหายใจ ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาว่า “ลมหายใจนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความคิดนี้ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความอยากนี้ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทั้งความเคียดแค้นชิงชังนี้ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา”
เวลาปฏิบัติ เราหายใจอยู่ตามปกติก็รู้ลมหายใจตามปกติ ลมหายใจตามปกติของเรา ในบางขณะก็มีสั้นบ้าง ยาวบ้าง ติดบ้าง ขัดบ้าง ก็รู้ลมหายใจตามปกติที่สั้นบ้าง ยาวบ้างนั้น เรียกว่า หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ รู้ไปตามปกติของลมหายใจ ไม่ปรับ ไม่แต่ง ไม่ดัดแปลงลมหายใจให้สั้น ให้ยาว ไม่ดัดแปลงลมหายใจให้ผิดไปจากธรรมชาติขณะนั้นๆ ที่กำลังเข้า-ออกอยู่



อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายด้วยการพิจารณาอิริยาบถ เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน เมื่อนั่งก็รู้ว่านั่ง เมื่อนอนก็รู้ว่านอน ไม่ว่าจะคู้เข้า เหยียดออกก็รู้อาการคู้เข้าเหยียดออกนั้นๆ ให้เพียงมีความรู้สึกรับรู้ไปตามอาการของกายที่เคลื่อนไหวไปเท่านั้น ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามความคิดที่ผ่านมาในขณะที่อยู่ในอิริยาบถต่างๆ

อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายนี้ว่าเป็นของปฏิกูล ไม่สะอาด คือรู้อยู่กับอาการ ๓๒ เฝ้าเพ่งพินิจพิจารณาร่างกายตั้งแต่ฝ่าเท้าจรดปลายผม ตั้งแต่ปลายผมจรดฝ่าเท้า ทุกส่วนถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยถุงหนังโดยรอบ ข้างในถุงหนังเต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาประการ ดังนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร

นี้คือการพิจารณากายให้เห็นเป็นของไม่สะอาด เป็นอสุภะ บางทีก็เรียกว่า “อสุภกรรมฐาน”
อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายด้วยการแยกชิ้นส่วนอวัยวะร่างกายออกกองไว้เป็นกองได้ ๔ กอง จนเห็นร่างกายเป็นแค่กองธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนเวลาที่เขาฆ่าโคแล้วชำแระชิ้นส่วนออกเป็น ๔ กองแยกไว้ต่างหาก สำหรับวางขายให้คนมาเลือกซื้อ
ในการพิจารณาธาตุนี้ ตอนแรกหากนึกไม่ออกก็ให้ใช้สัญญา คือ ความทรงจำระลึกภาพตามที่จำได้ไปพลางก่อน คือ เราจำได้ว่า
“เนื้อ หนัง เอ็น กระดูกเป็นเช่นนี้” เป็นธาตุดิน
“เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย น้ำมูก น้ำตาเป็นเช่นนี้” เป็นธาตุน้ำ
“ลมที่พัดตามร่างกาย ลมหายใจเข้าออกเป็นเช่นนี้” เป็นธาตุลม
“อากาศที่ร้อนอยู่ในตัวเราเป็นเช่นนี้” เป็นธาตุไฟ

นึกกลับไปกลับมาซ้ำๆ อยู่อย่างนี้ จนกว่าสภาวะจิตเห็นร่างกายตัวเราเองมีแต่ความเป็นธาตุ ดำรงอยู่โดยความเป็นธาตุ และเป็นไปโดยความเป็นธาตุ หาใช่สิ่งมีชีวิตที่จะให้เข้าไปยึดถือด้วยตัณหาและทิฐิว่าเป็นตัวตนเราเขา
มาถึงขั้นนี้ จะเห็นว่า การฝึกสติตามวิธีสติปัฏฐานจะเริ่มละเอียดเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ
อีกอย่างหนึ่ง ให้พิจารณากายนี้เหมือนซากศพ มี ๙ ระยะด้วยกัน

ระยะแรกให้ระลึกถึงศพที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า ตายแล้ว ๑ วัน ๒ วัน หรือตายแล้ว ๓ วัน ขึ้นอืดพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหล แล้วให้พิจารณาย้อนกลับมาที่กายเราว่า วันหนึ่งร่างกายของเราก็จะเป็นไปอย่างนี้เช่นกัน แล้วก็พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าต่อไปอีกว่า กำลังถูกฝูงนกการุมจิกกิน กำลังถูกฝูงสุนัขกัดกิน และกำลังถูกหมู่สัตว์เล็กสัตว์น้อยบินว่อนตอมกัดกิน
จากนั้นก็พิจารณาซากศพในป่าช้าที่ยังคงสภาพเป็นร่าง มีเนื้อและเลือดที่ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่
ต่อมาก็พิจารณาซากศพเป็นร่างกระดูกเปื้อนด้วยเลือด แต่ไม่มีเนื้อ มีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ กระทั่งพิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นกระดูกที่กระจัดกระจายไปตามทิศต่างๆ กระดูกมือไปอยู่ที่หนึ่ง กระดูกเท้าไปอยู่อีกที่หนึ่ง กระดูกแข้ง กระดูกขา กระดูกสะเอว กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กระดูกหน้าอก กระดูกแขน กระดูกไหล่ กระดูกคอ กระดูกคาง กระดูก ฟัน กะโหลกศีรษะ ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องผูกรัด เรี่ยรายกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง

จากนั้นก็พิจารณาซากศพให้เห็นกระดูกที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีสีขาวประดุจสีสังข์ แล้วก็พิจารณาซากศพที่ตายเกินหนึ่งปีขึ้นไป ที่เป็นกองกระดูกเรี่ยรายในป่าช้า จนกระทั่งพิจารณาซากศพในป่าช้า เป็นกระดูกผุละเอียดเป็นจุณ แล้วน้อมเข้ามาที่ตัวว่า วันหนึ่ง เราก็จักเป็นเช่นนี้
ในที่สุด เมื่อดูกายที่เคลื่อนไหวตามรูปทรงในอิริยาบถต่างๆก็ดูแบบแยกธาตุ แยกชิ้นส่วน จนเห็นร่างกายไร้วิญญาณย่อยสลายกลายเป็นผุยผง ก็ไม่มีอะไรเป็นเราสักอย่างเดียว
ก็จบการพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐานแต่เพียงเท่านี้

ต่อมาก็พิจารณาหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยเวทนา คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ
การพิจารณาเวทนาอยู่เป็นประจำก็คือพิจารณาความรู้สึกของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจนแยกออกได้ว่า สุขเวทนา เวลารู้สึกสุขมันเป็นอย่างนี้ ทุกขเวทนา เวลารู้สึกทุกข์มันเป็นอย่างนี้ รู้ละเอียดลงไปแม้กระทั่งช่วงที่ไม่มีทั้งสุขและทุกข์ เวลาเหม่อลอย เฉยๆ เฉื่อยๆ ว่าเป็นอย่างนี้ เป็นการฝึกให้รับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองที่มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนอยู่ตลอด
พอเห็นความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์แล้วก็เห็นเวทนาสักแต่ว่าเป็นความรู้สึก เอาเข้าจริงๆ เวทนาก็ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราที่จะไปยึดไว้เป็นทิฐิ เป็นตัณหา จนเกิดความยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้น ๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
สติปัฏฐานสองหมวดแรก ได้แก่ กาย และ เวทนา
สรุปรวมกันก็คือส่วนที่เป็น “รูป” หรือ รูปธรรม

ส่วนสติปัฏฐานอีกสองหมวด ได้แก่ “จิต” และ “ธรรม” ก็คือส่วนที่เป็น “นาม” หรือ นามธรรม จึงเรียกกายนี้ตามสภาวะธรรมชาติว่า “รูปนาม”

สำหรับหมวดที่สาม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยจิต
ด้วยความที่เราไม่สามารถมองเห็นจิตได้ เพราะจิตเป็นนามธรรมจึงต้องอาศัยการสังเกตดูอาการของจิตเป็นหลัก พระพุทธองค์ได้วางรูปแบบการสังเกตจิตเอาไว้
เมื่อจิตมีราคะก็ให้รู้ว่า มีราคะ เมื่อราคะดับก็ให้รู้ว่า จิตหายจากราคะ ให้รู้จักจิตเวลาเกิดราคะกับเวลาไม่มีราคะมันต่างกันอย่างไร “เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นตัวราคะ”
เมื่อจิตมีโทสะก็ให้รู้ว่า มีโทสะ เมื่อโทสะดับก็ให้รู้ว่าจิตหายจากโทสะ ให้รู้จักจิตเวลาโกรธกับเวลาหายโกรธมันต่างกันอย่างไร จิตที่โกรธเป็นอย่างนี้ จิตที่ไม่โกรธแล้วเป็นอย่างนี้“เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นความโกรธ ความมีน้ำโห”
เมื่อจิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ เมื่อจิตหายจากโมหะก็รู้ว่าโมหะดับ ให้รู้จักจิตเวลาสดชื่นเบิกบานกับเวลาหม่นเหม่อมัวซัวมันไม่สดชื่นต่างกันอย่างไร “เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นความลุ่มหลง มัวเมา”
เมื่อจิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ เมื่อจิตหายจากหดหู่ก็รู้ว่า ความหดหู่ดับ เมื่อจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน เมื่อจิตหายฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่านดับ เมื่อจิตมีพรหมวิหาร ๔ ก็รู้ว่ามีพรหมวิหาร ๔ เมื่อจิตเกิดสภาวธรรมก็รู้ว่าจิตเกิดสภาวธรรม เมื่อจิตมีสภาวธรรมดับไป ก็รู้ว่าจิตมีสภาวธรรมดับไป เมื่อจิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น เมื่อจิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น เมื่อจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น
เราไม่เห็นตัวจิต แต่เราเห็นความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน ความเบื่อหน่าย ความมีเมตตา และความมีกรุณา ก็เท่ากับว่าเห็นจิตไปด้วย
เมื่อเราพิจารณาเห็นจิตเช่นนี้อยู่เนืองๆ ย่อมเห็นจิตมีแต่เกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพียงสักแต่ว่าเห็นความไม่คงที่ของจิต เห็นความแปรปรวนไปของจิต แล้วไม่เข้าไปยึดถือด้วยทิฐิมานะก็จะถอนความยึดมั่นถือมั่นในจิตออกไปได้
สำหรับการพิจารณาหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดว่าด้วยวิธีทำให้เกิดสติโดยอาศัยธรรม
ในเบื้องต้นมุ่งพิจารณาธรรมที่เป็นอารมณ์หยาบของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นความรัก (กามฉันทะ) ความชัง (พยาบาท) ความเบื่อหน่าย ไม่สดชื่นเบิกบาน (ถีนมิทธะ) ความฟุ้งซ่าน ลุ่มหลงมัวเมาไม่รู้ตัว (อุทธัจจกุกกุจจะ) และความขี้กังวล กล้าๆ กลัวๆ จับจด ลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) เรียกว่า “นิวรณ์” ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่คอยขัดขวางไม่ให้จิตมีกำลังในการทำเรื่องที่ดี หรือ ไม่ให้จิตมีกำลังในการทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

นิวรณ์ มี ๕ ประการ ดังนี้
๑. กามฉันทะ (ความรัก) คนเรามักมีอารมณ์ติดข้องในความรัก ความพึงพอใจ ให้พิจารณาว่า ตอนนี้สภาวะภายในจิตใจของเรารู้สึกมีความรักความพึงพอใจตามที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจได้สัมผัสหรือไม่ ถ้ามีก็ให้รู้ว่ามี ถ้าไม่มีก็ให้รู้ว่าไม่มี ถ้ากามฉันทะดับไปก็ให้รู้ว่าดับไป และรู้ละเอียดลงไปถึงสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้กามฉันทะเกิดและดับลงด้วย
๒. พยาบาท (ความชัง) คนเรามักมีอารมณ์ติดข้องอยู่กับความพยาบาท หงุดหงิด ขัดเขืองใจ ให้พิจารณาว่า ตอนนี้สภาวะภายในจิตใจของเรามีความเกลียดชังใครอยู่หรือไม่ เมื่อมีความพยาบาท เกลียดชัง หงุดหงิด ขัดเขืองใจก็ให้รู้ว่ามี ถ้าไม่มีก็ให้รู้ว่าไม่มี และรู้ไปถึงสาเหตุที่ทำให้ความพยาบาท ความหงุดหงิด เกลียดชัง ขัดเขืองใจเกิดขึ้นในจิตใจของเรา และรู้ด้วยว่าความพยาบาทดับลงไปได้อย่างไร
๓. ถีนมิทธะ (ความไม่สดชื่น เบิกบาน) คนเรามักมีอารมณ์ง่วงซึม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่สดชื่นเบิกบาน ให้พิจารณาว่า ตอนนี้ภายในจิตใจของเราถูกความง่วงซึม เฉื่อยชา ครอบงำหรือไม่ เมื่อมีถีนมิทธะเกิดขึ้นทำให้จิตมืดมัว หม่นหมอง โงกง่วง เฉื่อยชา ไม่สดชื่นเบิกบานก็ให้รู้ตัวว่า เราถูกความง่วงซึม เฉื่อยชา ครอบงำ เมื่อหายจากการถูกถีนมิทธะครอบงำก็รู้ว่าถีนมิทธะดับลงแล้ว
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้ง) คนเรามักคิดฟุ้งไปตามอารมณ์เพราะไม่รู้ตัว ให้พิจารณาว่า ตอนนี้ภายในจิตของเรามีความคิดแส่ส่ายฟุ้งไปหรือไม่ เมื่อจิตมีความฟุ้งก็รู้ว่าจิตใจเรากำลังฟุ้งอยู่ เมื่อความฟุ้งดับลง ก็รู้ว่าความฟุ้งดับลง และรู้ด้วยว่าความคิดฟุ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร และดับลงได้อย่างไร
๕. วิจิกิจฉา (ความขี้กังวล จับจด ลังเล สงสัย) คนเรามักตกอยู่ในอารมณ์ขี้กังวล กล้าๆ กลัวๆ ลังเล สงสัย จับจด ให้พิจารณาว่า ตอนนี้เรามีความลังเลใจสงสัย กังวล กล้าๆ กลัวๆ มีความไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ จะทำอะไรก็ไม่ทะลุทะลวง เพราะจิตใจมันไม่ทะลุทะลวง มัวแต่จับๆ จดๆ หรือไม่ เมื่อความลังเลสงสัยหายไปก็รู้ว่าความลังเลสงสัยหายไป และรู้ด้วยว่า อะไรที่เป็นสาเหตุของความกังวล ลังเล สงสัย จับจดๆ หายไป

การให้พิจารณานิวรณ์ ๕ คือ ความรัก ความชัง ความไม่สดชื่นเบิกบาน ความลุ่มหลงมัวเมา และความขี้กังวล จับจด กล้าๆ กลัวๆ ลังเลสงสัย ก่อน ก็เนื่องจากนิวรณ์เป็นสภาวธรรมทางอารมณ์ที่หยาบของมนุษย์ หรือจะเรียกว่า “นิวรณ์เป็นอารมณ์ดิบของมนุษย์” ก็ได้ ซึ่งการเพ่งความสนใจสภาวธรรมทางอารมณ์ที่หยาบจะมองเห็นได้ง่ายกว่าสภาวธรรมที่ละเอียดอื่นๆ ท่านจึงให้ดูนิวรณ์ไปก่อน แล้วค่อยยกระดับการพัฒนาจิตขึ้นไปสู่การดูสภาวธรรมที่ละเอียดในภายหลัง เหมือนเวลาอยู่กลางแจ้งก็จะมองไม่เห็นละอองฝุ่นที่ละเอียด แต่ถ้าเราอยู่ในที่มืด มองลำแสงที่ลอดเขามาตามรูช่องผนังที่แตกแยกหรือหลังคาที่ทะลุก็จะเห็นฝุ่นละอองที่ลอยยู่ในอากาศตามแสงที่ส่องเข้ามาตามรอยทะลุได้ง่าย
ส่วนสภาวธรรมที่ละเอียด ในแง่ของการลงมือปฏิบัติสมาธิ เมื่อพูดถึงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็มักมุ่งถึงสภาวธรรมที่มีผลมาจากจิตได้รับความสงบจากการปฏิบัติสมาธิ ซึ่งจะเกิดอาการอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น เรียกอาการนั้นว่า “ธรรม” หรือ “สภาวธรรม” รู้กันโดยทั่วไปว่า “นิมิต” หรือ “วิปัสสนูปกิเลส” เช่น เมื่อจิตสงบลมหายใจจะเป็นลำแสงเข้าออก ลมหายใจบางเบา ลมหายใจหายไป ลมหายใจกลับมา เกิดอาการตัวโยก ตัวเอียง ตัวหนัก ตัวลอยขึ้น ดิ่งลง มีแสงสว่างมาก มีแสงสว่างน้อย มีแสงสว่างหลายเฉดสี ขยายใหญ่ขึ้น เล็กลง แตกตัวออกไปไม่สิ้นสุด เหมือนมีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอมโชยมา เหมือนโสตประสาทแว่วเสียงแปลกๆ รู้สึกสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกๆ รูปแปลกๆ หรืออาการแปลกๆ ตัวท่อนล่างหนักเหมือนท่อนหิน เหมือนตัวท่อนล่างถูกกลืนหายไป เหมือนถูกกลืนหายไปทั้งตัว เหมือนปรากฏอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เห็นแต่จิตเท่านั้นที่คิดอยู่ ฟุ้งอยู่ แส่ส่ายอยู่ วุ่นวายอยู่ ปรุงแต่งอยู่ เป็นต้น
โดยมาก นิมิต หรือวิปัสสนูปกิเลส มักเกิดจากจิตที่กำลังก้าวลงสู่ความสงบแต่ยังไม่นิ่ง ไม่ใสพอที่จะเห็นลงไปตรงๆ ตามสภาวะที่ปรากฏ จึงโน้มเอียงไปดึงเอากิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตมาผสมปนเปกันเข้า แล้วปรุงแต่งให้เห็นกลายเป็นนิมิตต่างๆ
เมื่อพิจารณาเห็นธรรมเช่นนี้อยู่เนืองๆ ย่อมรู้ชัดถึงความไม่คงที่ และความเปลี่ยนแปลงไปของอาการนั้นๆ ย่อมเห็นแต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา
การพิจารณากายและใจ หรือรูปและนามเช่นนี้เป็นการฝึกการมีสติตามวิธีแห่งมหาสติปัฏฐาน ซึ่งยังมีรายละเอียดอยู่อีกมาก ให้เพ่งพิจารณาทบทวนไปมาเช่นนี้บ่อยๆ เป็น “ภาวิตา พหุลีกตา” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้












