
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕๒ การทำสมาธิต้องให้อิริยาบถเสมอกัน ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๕๒ การทำสมาธิ ต้องให้อิริยาบถเสมอกัน
การทำสมาธิต้องให้อิริยาบถเสมอกัน คือ ให้มีสติรู้ตัวอยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔ เสมอกัน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอนก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ในอิริยาบถนั้น ให้มีสติรู้ตัวอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวันจนหลับ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ให้มีสติรู้ตัวอีก คำว่า อิริยาบถเสมอกันจึงไม่ได้หมายความว่า เดินจงกรม ๓๐ นาทีก็มานั่งสมาธิ ๓๐ นาที วนกันไป แต่หมายถึงให้มีสติระลึกรู้อยู่กับกายใจไม่ว่าเวลาหลับหรือเวลาตื่น การปฏิบัติสมาธิต้องเสมอต้นเสมอปลายจึงจะได้ผลของการปฏิบัติ


การเดินจงกรม ๓๐ นาที นั่งสมาธิ ๓๐ นาทีนั้น ใช้สำหรับเริ่มหัดฝึกนั่งสมาธิเท่านั้น
แต่เมื่อลงมือปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง ให้มีสติอยู่กับทุกอิริยาบถสม่ำเสมอ ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ตลอดจนรู้ทุกความเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน ไม่ว่าเวลาหลับหรือเวลาตื่น

สมาธิไม่พอก็ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะนำมาใช้กับวิปัสสนา จิตจะถูกรบกวนโดยนิวรณ์ ถ้าสมาธิมากเกินไปก็จะเลยพอดี ทำให้จิตจมดิ่งแช่นิ่งอยู่กับความสงบ สัญญาก็จะหมายรู้ความรู้สึกสุขทุกข์ไม่ได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้ในการนั่งนึกตรึกตรอง เพ่งพินิจหาเหตุหาผลได้ ที่เรียกว่า “วิปัสสนา” องค์คุณที่จะทำให้เกิดความรู้ที่เรียกว่า “ธัมมานัง วิจะโย” ก็ไม่เกิด
ความเพียรย่อหย่อน ไม่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เป็นไปต่อเนื่อง ทำๆ หยุดๆ สติก็ไม่ถึงความเป็นกลาง ไม่ถึงความพอดี ไม่ถึงจุดสมดุล คือ ไม่ถึงความเป็นอุเบกขาก็นำมาใช้กับวิปัสสนาไม่ได้

ความเพียรมากก็เลยความเป็นกลางไป เกินความจำเป็นที่จะนำมาใช้กับวิปัสสนา เหมือนไม้ยาวไปก็ใช้สอยมะม่วงไม่ได้ ถ้าสั้นไปก็ใช้สอยมะม่วงไม่ถึง ต้องทำไม้สอยให้พอดีๆ จึงจะสอยมะม่วงได้
ถ้าสมาธิไม่พอก็ใช้การไม่ได้
ถ้าสมาธิมากไปก็ใช้การไม่ได้
ต้องพอดีๆ จึงจะใช้การได้
ความเพียรมากไปก็ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านได้ แต่ถ้าย่อหย่อนเกินไปก็ทำให้เกิดความเกียจคร้านได้ ต้องปรับศรัทธา ปรับความเพียร ปรับสติ ปรับสมาธิ ปรับปัญญาให้พอดีๆ จึงจะดี

อีกอย่างหนึ่ง นอกจากวิธีปฏิบัติสมาธิที่ใช้เป็นหลักดังกล่าวมาแล้ว ยังมีพระกรรมฐานที่จำเป็นต้องมีไว้ประจำตัวเหมือนในครัวเรือนต้องมียาสามัญประจำบ้านเอาไว้ เรียกว่า “สัพพัตถกรรมฐาน” เวลาใดที่จิตใจหดหู่ท้อแท้ขึ้นมาก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “พุทธานุสสติ” ถ้าจิตมันเร็วระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าไม่ทันจะสวด อิติปิ โส ภะคะวา ฯลฯ ไปเรื่อยก็ได้ เพื่อให้จิตอ่อนลง เย็นลง
เวลาใดที่เกิดความกำหนัดยินดีก็ให้พิจารณาอสุภกรรมฐานคือพิจารณาเห็นความไม่งาม ความไม่สะอาด ความผุพังเปื่อยเน่าของกายเรานี้ ให้นึกถึงโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้ากายใจ เวลาใดเกิดความประมาทมัวเมา หลงเพลิดเพลินในวัยในชีวิตก็ให้นึกถึงความตายเข้าไว้ว่าเราใช้ชีวิตไปแล้วเท่าไหร่ ยังเหลือเวลาในโลกอยู่อีกกี่มากน้อยพอที่จะทำอะไรได้บ้างไหม จะช่วยให้มีสติขึ้นมาได้ เรียกว่า “มรณานุสสติ”

เวลาใดเกิดความโกรธเกลียด หงุดหงิด คัดเคือง ไม่ได้ดั่งใจก็ให้เจริญเมตตาให้สงสารเขาเหมือนสงสารตัวเราเอง ให้สงสารตัวเราเองเหมือนสงสารเขา
กรรมฐานที่กล่าวมานี้ครูบาอาจารย์ท่านว่าเป็นกรรมฐานที่ต้องมีไว้ประจำตัวเอาไว้คิดพิจารณา จิตตกเมื่อไหร่ก็หยิบยกขึ้นมาคิดให้จิตกลับมีกำลังขึ้นมา จะได้มีกำลังใจในการภาวนา เป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีไว้ติดบ้าน เจ็บป่วยขึ้นมาก็หยิบฉวยได้ทันที
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ดำเนินจิตตามสมาธิรูปแบบใดก็ให้มีกรรมฐานดังกล่าวนี้เป็นพื้นฐานไว้คอยนึกคิดตึกตรองอยู่สมอ เวลาภาวนาแล้วมันติดขัดก็ลองตรวจสอบตัวเองดูว่าขณะนี้เป็นอย่างไร แล้วใช้กรรมฐานทั้ง ๔ นี้ไปรักษาตามอาการ พอจิตดีขึ้นก็ดำเนินจิตตามมูลกรรมฐาน หรือตามกรรมฐานเดิมที่เคยฝึกปฏิบัติมา

เหมือนรู้สึกว่าปวดหัวเป็นไข้ก็กินยาพาราแก้ปวดลดไข้ เวลาปวดท้องก็กินยาธาตุแก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด ยาแต่ละชนิดมีสรรพคุณแก้โรคแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ไม่ใช่เป็นอะไรมาก็จะกินยาพาราอย่างเดียว ปวดหัวก็จ่ายยาพาราให้กิน ปวดท้องก็จ่ายพาราให้กิน มันก็แก้ไม่ได้เพราะมันไม่ตรงกับอาการที่เป็น เวลาร้อนก็ต้องอาบน้ำ หิวก็ต้องกินข้าว หนาวก็ต้องห่มผ้า ปวดหัวตัวร้อนก็ต้องกินยาให้ตรงกับอาการ เป็นอะไรก็ต้องแก้ให้ถูกวิธี จิตก็เหมือนกันต้องมั่นตรวจสอบสภาพจิตอยู่เสมอจะได้แก้ได้ถูกจุด
กรรมฐานแต่ละชนิดใช้แก้อารมณ์แต่ละอารมณ์ ต้องแก้ให้ตรงอารมณ์












