
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕๑ จงกรม เดินนานแค่ไหน ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๕๑ จงกรม เดินนานแค่ไหน
การเดินจงกรมมีคุณต่อการนั่งสมาธิ ยิ่งเดินนานก็ยิ่งทำให้นั่งสมาธิได้นาน ยิ่งเดินนานสมาธิก็ตั้งอยู่ได้นาน ส่วนการเดินจงกรมควรใช้เวลาเดินนานแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ความอดทน ความสงบและความพอดีของแต่ละบุคคล
หากเดินจนเกิดความสงบแล้ว ไม่มีความพอดี เดินแล้วเดินอีกต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน ไม่ปล่อยให้จิตเปลี่ยนไปรับรู้อารมณ์อื่นบ้างก็เกินพอดี เรียกว่าหนักไปทางจงกรม จิตจะติดสุขในการเดิน ไม่อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น จิตจะแข็งทื่อ ไม่อ่อนนุ่ม ในที่สุดก็กลายเป็นเกร็งเคร่งเครียด ไม่เบิกบานจากภายใน หน้าตาก็ดูตึงๆ เครียดๆ อยู่ตลอด ต้องปรับให้จิตอ่อนนุ่ม เหมาะที่จะให้สมาธิเจริญงอกงาม เหมือนจะปลูกต้นไม้ก็ต้องพรวนดินให้ดินอ่อนนุ่ม ไม่แข้งกระด้าง เหมาะที่จะให้ต้นไม้ซึ่งยังเป็นเบี้ยเจริญงอกงาม

วิธีแก้การเดินเกินพอดี ให้ปรับไปนั่งสมาธิ หรือเปลี่ยนไปใช้อิริยาบถอื่นบ้าง เป็นการปรับสภาวะให้เกิดความพอดี จะเรียกว่าให้อิริยาบถสม่ำเสมอก็ได้ เมื่ออิริยาบถสม่ำเสมอก็จะเอื้อให้สมาธิเจริญอย่างสม่ำเสมอด้วย เหมือนดินแน่นดินแข็งเกินไปก็ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามได้ยาก เมื่อต้นไม้ไม่เจริญงอกงามก็ไม่ออกดอกออกผลตามที่ควรจะเป็นไปตามธรรมชาติ
แล้วนานแค่ไหนจึงจะเรียกว่าพอดี?
ความพอดีของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและสภาวะจิตของแต่ละบุคคล สภาพร่างกายของบางคนมีความพร้อม ทั้งสภาพจิตใจมีความอดทนสูงก็เดินได้ทน
แต่ถ้าบางคนสภาพร่างกายและจิตใจไม่พร้อม ทำให้ความอดทนต่ำก็เดินได้ไม่ทน บางที ในวันนั้น อาจมีความลิงโลดใจ ดีใจจนเกินเหตุ ข่มความดีใจไม่ได้ จิตก็งุ่นง่าน พลุ่งพล่าน ไม่อยู่ในสภาวะพร้อมที่จะทำให้สมาธิได้เติบโต หรือวันนั้นไปหงุดหงิดใครมาก็มีความเดือดดานอยู่ข้างใน สมาธิก็ไม่ตั้งมั่น เวลานั่งสมาธิ ความดีใจเสียใจจึงติดพ่วงมากับจิต ทำให้ความอดทนต่ำก็เดินได้ไม่ทน
บางคนก็เกิดสมาธิเร็ว บางคนก็เกิดสมาธิช้า
แต่ไม่ว่าสมาธิจะเกิดเร็วหรือช้า ทั้งหมดก็เป็นธรรมดาของการปฏิบัติสมาธิ

สำหรับผู้ที่เริ่มฝึกเดินจงกรมจะใช้เวลาน้อยหรือมาก ก็ควรให้ได้ครั้งละไม่น้อยกว่า ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย เพราะจะเป็นเวลาที่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเดิน และเริ่มสังเกตเห็นการเคลื่อนตัวของเท้าแจ่มชัดขึ้น เรียกว่า “รูป” ก็ชัด “นาม” ปรากฏ เพราะเริ่มมีอาการเมื่อยล้า เอ็นร้อยหวายรัดส้นเท้า กำลังเกร็งตัว มือและแขนที่จับยึดกันไว้ทางด้านหน้าหรือด้านหลัง กำลังยึดรัดแน่น
ส่วน “นาม” คือ ความรู้ที่รู้สึกนึกคิดในใจก็กำลังอ่อนล้า เราจะรับรู้อาการนั้นได้แจ่มชัด ความอยากหยุดหรืออยากเดินต่อ กำลังรบเร้าตั้งคำถามในใจ หากยกจิตขึ้นให้เบิกบานสว่างไสวอยู่ภายในก็จะสามารถเดินต่อไปได้ จนเท้าปรากฏหนักเหมือนเท้าช้าง สังเกตอาการหนักของเท้า อาการที่เท้ายกขึ้น และอาการที่เท้าวางราบกับพื้น สังเกตน้ำหนักของเท้าที่กดลงไปที่พื้น เดินจนเห็นเท้าบางเบาเหมือนปุยนุ่น ยิ่งเห็นอาการเหล่านี้ปรากฏแจ่มชัด ยิ่งเกิดความเบิกบานจากภายใน สว่างไสวอยู่ทุกก้าวย่างบนเส้นทางจงกรม
หากจมติดอยู่กับอาการนี้นานจนเกินไปก็จะทำให้ติดสุขในการเดิน ไม่อยากหยุดเดิน อยากจะเดินอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป เช้า-สาย-บ่าย-เย็น จิตก็จะกระหวัดวนไปหาการเดินอยู่ตลอดเวลา
เรียกว่า “เดินเกินพอดี” ก็ปรับการเดินให้พอดี

เมื่ออาการของเท้าปรากฏหนักเหมือนเท้าช้าง เห็นความบางเบาของการเดินก็ระลึกไว้ในใจว่า “น่าจะพอดีแล้ว” ควรจะเตรียมตัวหยุด เพื่อปรับอิริยาบถเป็นนั่งสมาธิ ถ้าเดินแล้วเท้ายังไม่ปรากฏหนักเหมือนเท้าช้าง ก็ระลึกไว้ในใจว่า “ยังไม่พอดี” ก็เพิ่มความเพียรเข้าไป เดินต่อไป เร่งความเพียรขึ้นไปอีกจนถึงจุดพอดี
“จะนั่งก็นั่งให้พอดีๆ จะเดินก็เดินให้พอดีๆ”
จะเดินหรือนั่งแล้วให้จิตจมอยู่กับอารมณ์สงบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปล่อยให้จิตออกมารับรู้อารมณ์อย่างอื่นนอกจากความสงบบ้าง เพราะถ้าปล่อยให้จิตจมแช่นิ่งอยู่กับอารมณ์สงบเพียงอย่างเดียว สัญญาจะทรงจำไว้เพียงอารมณ์ความสงบ จิตก็จะรับรู้เฉพาะอารมณ์สงบเท่านั้น เมื่อต้องเจออารมณ์อย่างอื่น เช่น รัก ชอบ ชัง ฉุนเฉียว หงุดหงิด ขัดเคือง เป็นต้น ก็จะไม่รู้ ไม่คุ้นชิน เพราะไม่เคยรับรู้อารมณ์เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยเพ่งพิจารณาอาการของอารมณ์นั้น ไม่เคยรู้การเกิด การเติบโต และการดับไปของอารมณ์นั้น
เมื่อต้องมาประสบอารมณ์แบบนี้เข้า รักชอบก็ปรุงแต่งจินตนาการหลงเตลิดไปอย่างแรง ไม่รู้ทัน
เกลียดชังก็ปรุงแต่งจินตนาการก็หลงไป ไม่รู้ทัน
จะยกตัวอย่างพอให้เห็นเป็นหลัก เหมือนเด็กถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในบ้าน จะไม่รู้โลกภายนอก วันหนึ่ง เมื่อต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกก็กล้าๆ กลัวๆ ไม่องอาจที่จะเผชิญความจริงของโลก เพราะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอก ไม่มีข้อมูล ไม่มีองค์ความรู้ว่า ถนนสายไหนมุ่งไปไหน สิ่งนี้ คือ รถยนต์ รถไฟฟ้า สิ่งนี้ คือ เครื่องบิน จึงเกิดความกลัว
บางคนกล้าเกิน ไม่รู้ถูกรู้ผิด ไม่รู้สิ่งใดเป็นคุณเป็นโทษ หลงทดลองสิ่งไม่ควรทดลองก็ถูกอารมณ์ดึงหลงเตลิด กลายเป็นเสียผู้เสียคนไป
จิตก็เหมือนกัน เมื่อฝึกให้รู้เพียงอารมณ์เดียว คือ รู้อารมณ์สงบ หลังจากที่ปักหลักมั่นอยู่กับความสงบจนเกิดความชำนาญแล้วก็ต้องให้เรียนรู้อารมณ์ต่างๆ บ้าง ปล่อยให้จิตอยู่กับชีวิตประจำวัน ให้จิตกระทบอารมณ์ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของจิตขณะกระทบอารมณ์ มันชอบไหม มันชังไหม มันขัดเคือง หงุดหงิด เดือดดานไหม ดูความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เป็นการดูเข้ามาที่กายใจ ชอบก็เห็นชัด ชังก็เห็นชัด โกรธ หงุดหงิด ขัดเคือง เดือดดานก็เห็นชัด
ด้วยความที่จิตถูกฝึกถูกขัดเกลาด้วยพระกรรมฐาน
ทำให้จิตละเอียด จิตจึงเร็วต่อการรับอารมณ์
กระทบกับอารมณ์ใดก็จะปรากฏชัด
เหมือนผ้าถูกซักจนขาวสะอาด
เปื้อนฝุ่นแม้เพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้ง่าย

ข้อสำคัญ อย่าปล่อยให้จิตติดอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนเป็นการปล่อยให้จิตแช่อยู่กับอารมณ์นั้นนานๆ จะหลงเสพติดอารมณ์เดิมจนจิตเคยตัว ต้องปล่อยให้จิตออกมากระทบอารมณ์ที่หลากหลายบ้าง เช่น เมื่อกระทบอารมณ์ขัดเคือง จิตก็จะปรุงแต่งไปทางหงุดหงิด ขัดเคือง ไม่ชอบใจ ขัดเคืองเรื่องใด สิ่งใด คนใดก็จะคิดปรุงแต่งวนๆ ซ้ำๆ ให้ฝึกรู้ความคิดนั้น อารมณ์นั้น เมื่อรู้แล้วจิตก็จะหยุดคิดปรุงแต่งไปทางขัดเคืองหงุดหงิด ให้ยกอารมณ์ขัดเคืองนั้นขึ้นพิจารณา ตั้งคำถามอยู่ข้างใน คิดทำไม หงุดหงิดทำไม อะไรทำให้หงุดหงิด เพื่อจะทำให้จิตได้เรียนรู้ว่า อารมณ์ขัดเคืองหงุดหงิดเป็นอย่างนี้ อารมณ์ไม่ถูกอกถูกใจ อารมณ์ชอบชังเป็นอย่างนี้
ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ยกขึ้นพิจารณาบ่อยๆ ยิ่งพิจารณาบ่อยๆ ยิ่งทำให้จิตจดจำวิธีคิดแบบนี้ จากจดจำก็จะกลายเป็นความชำนาญในการเปลี่ยนความคิดแบบปรุงแต่ง มาเป็นความคิดแบบพิจารณา
เมื่อมองลึกเข้าไปในพฤติกรรมของจิตก็จะเห็นความวุ่นวายของจิต คือ ถ้าจิตคิดโดยไม่รู้ตัวว่าคิด จิตจะคิดปรุงแต่งวนซ้ำๆ แต่พอมีสติรู้สึกตัวว่าคิด และตั้งคำถามกับจิตว่า กำลังคิดอะไร จิตจะหยุดคิดทันที ถึงจะบอกจิตว่า “ลองคิดเรื่องนี้อีกที” จิตก็เฉยๆ เสียแล้ว ไม่คิดต่อ แต่พอเผลอไปสักหน่อย จิตก็จะไปทำเรื่องอื่นอีกแล้ว



เวลาดูจิตให้ดูจากการไขว่คว้าหา ดูจากความชอบ ความว้าวุ่น ความอยากยึดครอง ความไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงหลุดลอยไป ดูจากความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ ความโกรธา ความผูกใจเจ็บ ความอยากผลักไสออกไป
ให้พิจารณาอารมณ์เหล่านี้ เวลาเกิดขึ้น ขณะดำรงอยู่ และดับไป หลังจากความคิดเหล่านี้หายไป ความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างไร
การเดินจงกรม แม้จะฝึกเดินด้วยคำบริกรรม เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พุทโธ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ตาม แต่สุดท้าย เมื่อจิตรวมดวงมีอารมณ์เดียวอยู่กับก้าวย่าง ก็จะไม่มีคำบริกรรมใดๆ ติดพ่วงไปกับการเดิน ไม่มีตัวตนเราเขา จะมีแค่อาการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ปรากฏ
เมื่อไม่มีคำบริกรรมติดพ่วงมากับก้าวย่าง การเดินจึงเบาสบาย ไม่อึดอัด เพราะจิตไม่พะว้าพะวงไปกับบริกรรม
แม้ฝึกเดินตอนแรกอาจต้องอาศัยคำบริกรรมเพื่อหาที่ให้จิตยึด แต่พอฝึกเดินไปสักระยะ จนสามารถเดินได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคำบริกรรมก็จะเห็นเพียงอาการที่เท้าก้าวเดิน จะเกิดความเบิกบาน สว่างไสวอยู่ภายใน เหมือนเด็กที่ถูกสอนให้หัดเดิน ในช่วงแรกๆ ต้องอาศัยเครื่องช่วยพยุงเดิน แต่พอเดินได้เอง และรู้วิธีเดินด้วยตัวเองก็ไม่ต้องพึ่งเครื่องช่วยพยุงเดินอีกต่อไป จะรู้สึกว่าเครื่องช่วยพยุงนั้นเป็นภาระ ไม่อยากใช้อีกต่อไป หลังจากนั้นก็จะเดินตัวปลิว โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องช่วยพยุงเดิน รู้แค่ว่าเดินได้แล้ว
การเดินจงกรมก็เช่นเดียวกัน คำบริกรรมมีความจำเป็นตอนฝึกเดินใหม่ๆ แต่เมื่อเดินมากเข้าจนรู้วิธีการเดินแล้ว จะรู้สึกอึดอัดกับคำบริกรรมที่ติดพ่วงไปกับทุกก้าวย่างที่เคลื่อนไป อยากจะรู้แค่อาการเดินก้าวไปของเท้าอย่างเดียวเท่านั้น มันเบาสบาย ไม่อยากมีคำบริกรรมมาคอยเป็นภาระของการเดิน

ในที่สุดจิตก็จะเพ่งรู้แค่อาการของเท้าเท่านั้น จะเห็นพื้นเป็นพื้น ก้าวเป็นก้าว ความรู้สึกเป็นความรู้สึก ความคิดเป็นความคิด จะเห็นอาการที่เท้ากระทบพื้น แล้วเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาจากฝ่าเท้าถึงบั้นเอว จนรู้สึกไหวถึงทรวงอก ยิ่งเดินมาก เดินนาน อาการเหล่านี้ก็ยิ่งปรากฏเด่นชัดขึ้น ในความรู้ตัวทั่วพร้อม
ให้เดินแล้วพิจารณาอาการนั้นๆ เรื่อยไป
เวลาเดินจงกรม แทนที่จะเห็นการก้าวเดินของเท้า แต่กลับเห็นภาพในอดีต ภาพในอนาคต เห็นภาพบ้าน ภาพรถ ภาพที่พอใจ ไม่พอใจ แสดงว่าไม่ได้อยู่กับการเดินอย่างเต็มที่ ทำอย่างไรจึงจะกลับมาอยู่กับการเดิน ทำอย่างไรกายกับใจจะมาอยู่ด้วยกัน
ที่จริง การเดินจงกรมท่านก็ไม่ได้บอกวิธีไว้ชัดเจนว่าต้องเดินแบบไหนอย่างไร ต้องใช้เวลานานเท่าใด บอกไว้แต่เพียงว่าให้เดินกลับไปกลับมา ไม่ส่งใจออกไปนอกเส้นทางจงกรม มีสติกำหนดไปที่เท้า ก้าวกลับไปกลับมา แล้วท่านก็บอกอานิสงส์ของการเดินจงกรมเอาไว้ว่า
การเดินจงกรมมากจะทำให้เดินทางไกลได้อึด ทำให้บำเพ็ญเพียรได้ทน ทำให้มีโรคน้อย อาหารที่กินเข้าไปก็ย่อยง่าย ทำให้นั่งสมาธิได้นาน และการเดินจงกรมยังเป็นวิธีแก้ง่วงได้ด้วย ตามที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะเอาไว้
ส่วนวิธีเดินจงกรมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีดูการก้าวไปของเท้าที่กำลังเคลื่อนไป วิธีใช้คำว่า “ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ฯลฯ” และวิธีใช้คำว่า “พุทโธ” เป็นคำบริกรรมกำกับไปพร้อมกับการเดิน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป ขึ้นอยู่กับว่าครูบาอาจารย์ท่านให้ฝึกรูปแบบไหนวิธีใดแล้วได้ผลและตรงกับอัธยาศัยผู้ปฏิบัติก็เป็นอันใช้ได้ทุกวิธี
นอกจากนั้นยังมีอีกวิธีที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจาย์(เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศเคยแนะนำให้ลองนำไปฝึก คือ ใช้คำว่า “อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา” เป็นคำบริกรรมกำกับไปพร้อมกับการก้าวเดิน ปฏิบัติแล้วทำให้ความเบื่อหน่ายในสังขารปรากฏง่าย ท่านว่า เป็นวิธีที่คณะกุฏิฯ ใช้กันมาในสำนักวัดสระเกศ
เวลาเดินไปสุดปลายทางจงกรมด้านใดด้านหนึ่งก็หยุดยืนครุ่นคิดพิจารณาถึงความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย กายใจก็ไม่เที่ยง สรรพสิ่งรอบตัวก็ไม่เที่ยง ครุ่นคิดพิจารณาความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งที่ถักทอเชื่อมโยงถึงกันซึ่งกำลังเกิดอยู่รอบตัว จากนั้นจึงก้าวเดินกลับไปกลับมาอีก แล้วหยุดยืนที่สุดปลายทางจงกรมด้านใดด้านหนึ่งครุ่นคิดพิจารณาถึงความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย จะทำให้ความรู้สึกตัวทั่วทั้งกายเด่นดวงลุกโพรงขึ้นได้ง่าย

วัดสระเกศมีคณะสำหรับปฏิบัติพระกรรมฐาน เรียกว่า “คณะกุฏิฯ” ภายในคณะจะมีกุฏิเป็นหลังๆ หลังละ ๑ ห้อง แต่ละกุฏิจะมีห้องเก็บกัปปิยภัณฑ์อยู่อีก ๑ ห้อง หลวงพ่อสมเด็จฯ บอกว่า เวลาเดินจงกรม ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าในคณะกุฏิท่านจะบริกรรมว่า “อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา”
“อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา”
“อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา”

เวลาเดินจงกรมจะทดลองใช้วิธีนี้ดูบ้างก็ได้












