
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕๐ ขณะเดินจงกรม ให้เท้าเป็นศูนย์กลางการรับรู้ ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”
บทที่ ๕๐ ขณะเดินจงกรม ให้เท้าเป็นศูนย์กลางการรับรู้
ในการเดินจงกรม ให้เท้าเป็นศูนย์กลางการรับรู้ของจิต ขณะที่เท้าเคลื่อนไปข้างหน้า ดูอาการเท้ากระทบพื้น ถ้าเส้นทางจงกรมมีพื้นที่พอเดินได้ระยะประมาณ ๓๐-๕๐ เมตร หรือประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร ก็จะทำให้สามารถเดินแบบเร็ว และดูการเคลื่อนที่ไปของเท้าได้ดี
ถ้าพื้นที่มีจำกัด มีระยะเดินได้ ๑๐-๒๐ ก้าวก็เดินแบบช้า
ให้เห็นทุกระยะของเท้า เห็นอาการขณะที่ส้นเท้ากำลังยกขึ้นจากพื้น กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า กำลังกระทบพื้น รู้อาการที่เท้ากระทบพื้นว่า พื้นเย็น ร้อน อ่อนแข็ง อ่อนอย่างไร

พอเดินไปจนสุดทางเดิน ให้ยืนพิจารณารายละเอียดสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว พิจารณาอากาศ เสียงสิงสาราสัตว์ มองลึกเข้าไปในธรรมชาติของสิ่งที่อยู่รอบตัว มองลึกเข้าไปในอาการที่ลมพัดใบไม้ไหว ในสีของใบไม้แห้ง ในนกที่กำลังส่งเสียงร้องขับขาน ในขบวนมดที่กำลังช่วยกันขนอาหาร ในเสียงปลวกที่กำลังส่งเสียงสัญญาณบอกกันถึงตำแหน่งที่มีอาหาร
เราจะเห็นทุกสรรพสิ่งรอบตัวร้อยเรียงเชื่อมโยง
เป็นปัจจัยซึ่งอาศัยซึ่งกันและกัน ในรูปการเกิดดับ
การเกิดดับของสิ่งหนึ่งเป็นผลต่อการเกิดดับของอีกสิ่งหนึ่ง และเราจะเห็นความมหัศจรรย์ของสรรพสิ่งอยู่ในรูปการเกิดดับ ให้ยืนนิ่งๆ ครู่หนึ่ง เหมือนยืนเฉยๆ ในความว่างเปล่า ไร้ตัวตน ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ แต่มีกระแสความคิดไหลเวียน เพ่งพินิจความเป็นไปของธรรมชาติ ที่กำลังดำเนินไป
ขณะยืน ให้เท้าซึ่งปักหลักมั่นอยู่ที่พื้น เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การยืน ให้ทำความรู้สึกตัวในการยืน อาจลองโยกตัวไปมาทิ้งน้ำหนักลงไปที่เท้า ซ้าย-ขวา-หน้าหลัง เพื่อดูจุดถ่วงน้ำหนักของกายในอิริยาบถยืน ให้สังเกตการโยก และน้ำหนักที่ถ่วงยึดเท้าไว้กับพื้น จะเห็นกายในรูปยืนชัดเหมือนตุ๊กตาล้มลุก ความรู้สึกตัวในท่ายืนจะปรากฏเด่นชัดขึ้น
ให้เท้าเป็นศูนย์กลางของการรับรู้จิต ขณะยืน และให้อิริยาบถเป็นศูนย์กลางการรับรู้จิต ขณะเคลื่อนไหวร่างกาย เหมือนให้ลมหายใจเป็นศูนย์กลางการรับรู้จิต ขณะนั่งสมาธิ

ให้เท้าที่สัมผัสพื้นในจังหวะการก้าวเดิน และให้การเคลื่อนไหวอวัยวะทุกส่วนในขณะเดินเป็นศูนย์กลางการรับรู้
ในขณะเดินไม่จำเป็นต้องมีคำบริกรรมใดๆ ก็ได้ เพราะเมื่อบริกรรมไปด้วยจะทำให้คำบริกรรมติดพ่วงมากับจิต ทำให้จิตมีภาระเพิ่มขึ้น การรับรู้การเคลื่อนไหวของเท้าก็ไม่ชัด จิตจะไม่จดจ่อสนใจอยู่กับความเคลื่อนไหวของเท้า จะพะว้าพะวงอยู่กับคำบริกรรม จึงไม่รู้อาการที่เป็นปัจจุบันขณะ

ให้เดินแบบสบายๆ ตามธรรมชาติการเดินของแต่ละบุคคล เหมือนกำลังเดินเล่นไปเรื่อยตามท้องไร่ ท้องนา ตามป่าเขาลำเนาไพร ตามชายหาดทะเล หรือ ตามสวนสาธารณะ แต่กำหนดรู้การเคลื่อนตัวอยู่ตลอด อย่าเดินแบบเกร็งๆ แข็งทื่อ เหมือนบังคับจังหวะการเดิน ไม่ต้องบังคับจังหวะการเดิน ให้เดินไปตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล จะเร็วก็เร็วแบบสม่ำเสมอ และรู้อาการเร็ว เห็นอาการเร็วชัด จะช้าก็ช้าแบบสม่ำเสมอ และรู้อาการช้า เห็นอาการช้าชัด จะเร่งฝีเท้าเร็วหรือช้าก็ให้เร็วหรือช้าแบบสม่ำเสมอ เป็นไปตามจังหวะการเดินขณะนั้น
ข้อสำคัญให้การเดินเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้จิตขณะเดิน
ความสำคัญของการเดินไม่ได้อยู่ที่คำบริกรรม แต่อยู่ที่มีความรู้สึกตัวในการเดิน
ถ้าเรียกตามศัพท์ทางธรรมก็ว่ามีสติสัมปชัญญะในการเดิน ให้เดินเฉยๆ เหมือนคนเดินไปตามปกติ เดินก็รู้สึกว่าเดิน พอเดินไปจนสุดทางจงกรมด้านหนึ่งก็ให้ยืนอยู่ก่อน
ยืนทำความรู้สึกตัวจนเห็นท่ายืนปรากฏเด่นชัดขึ้นมาจึงค่อยหมุนตัวกลับ พอหมุนตัวกลับแล้วก็ยืนอยู่อีก ทำความรู้สึกตัวจนเห็นท่ายืนปรากฏเด่นชัดขึ้นมาจากนั้นจึงเดินต่อไป เดินเฉยๆ เหมือนการเดินตามปกติ เหมือนเดินเที่ยวเล่น เหมือนเดินในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ต่างกันที่ให้ทำความรู้สึกตัวว่าเดิน
เมื่อจิตหลุดออกจากเส้นทางจงกรม เลื่อนลอยหม่นเหม่อก็ไม่เป็นไร
ให้เรียนรู้ความหม่นเหม่อเลื่อนลอยนั้น ค่อยๆ ตะล่อมจิตให้กลับเข้าสู่เส้นทางจงกรมอีกครั้ง ด้วยความเข้าอกเข้าใจจิต ให้มีความเมตตาต่อจิต และวางท่าทีเมตตาเอื้ออาทรต่อจิต เหมือนมารดาเอื้ออาทรต่อลูกน้อย ดุบ้าง ปลอบบ้าง อย่าตวาดจิต เดี๋ยวจิตจะเตลิด ให้ทำเหมือนคนเลี้ยงควาย ค่อยๆ ต้อนควาย เข้าสู่เส้นทางกลับเข้าคอก
แม้จะหลุดลอยออกนอกเส้นทางจงกรมไปกี่ครั้ง ก็สอนจิตว่า “ไม่เป็นไร เอาใหม่อีกครั้ง” แม้จิตจะหลุดลอยไป ก็ให้เริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง ทุกครั้งที่ดึงจิตกลับมา จะเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ แล้วจะเกิดประสบการณ์ในการพลิกขณะจิตสู่เส้นทางจงกรมด้วยตัวเอง
อย่าเหนื่อยที่จะเรียกสติกลับมาสู่เส้นทางจงกรม อย่าเหนื่อยที่จะเปลี่ยนความคิดพลิกขณะจิตให้เกิดความรู้ตัวอยู่เสมอ
ขณะเดินจงกรม จิตเกิดความสงบ มีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับการเคลื่อนไหวของเท้าที่กำลังก้าวไป บางครั้งจิตจะผุดความคิดขึ้นมา ก็ให้พิจารณา บางครั้งก็ผุดขึ้นมาเป็นคำถาม บางครั้งก็ผุดขึ้นมาเป็นคำตอบ บางครั้งก็ถามก็ตอบกันเองอยู่ภายในเป็นคู่ๆ สลับกันถามสลับกันตอบ บางครั้งก็ยกขึ้นมาเป็นการวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ขบคิด ตึกตรอง ว่า “สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งนี้ สิ่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งนั้น เป็นการตั้งคำถามเข้ามาที่กายใจ”



เมื่อเดินจงกรมไป บางครั้งก็จะมีธรรมบางอย่างผุดขึ้นมาให้พิจารณา การผุดความคิดเช่นนี้ ไม่ใช่ความฟุ้งซ่าน แต่เป็นลักษณะของการตรึกตรองธรรมอยู่ภายใน เป็นการยกธรรม คือ ความคิดขึ้นมาพิจารณา เมื่อความคิดเกิดขึ้นมา แค่เรารู้ว่าคิด จิตก็จะหยุดคิดทันที เพราะจิตถูกรู้แล้ว ถ้ายังไม่รู้ว่าคิด จิตก็คิดฟุ้ง เลื่อนลอยต่อไป
จำไว้ว่า ธรรมชาติของจิตจะคิด หรือปรุงแต่งอยู่ตลอด ถ้าจิตถูกรู้เสียแล้ว จิตก็จะหยุดคิดไปตามธรรมชาติของการถูกรู้ ถ้าจิตยังไม่ถูกรู้ก็จะคิด ถ้ารู้ทุกขณะจิตก็รู้ปัจจุบันขณะ สติก็บริบูรณ์
คิดแบบเลื่อนลอยกับคิดแบบพิจารณา เป็นคนละอย่างกัน
คิดแบบเลื่อนลอยเป็นความคิดแบบฟุ้งๆ เป็นความคิดต่อความคิด แม้คิดวนๆ ซ้ำๆ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิด และความคิดนั้นก็จะเพิ่มอัตราความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นการก่อตัวของภูเขาความคิด ถ้าเพียงแค่ชั่วขณะที่เราตั้งใจว่าจะรู้ความคิด ภูเขาความคิดที่กำลังก่อตัวขยายอัตราความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วก็จะทะลายลง และจางหายไปทันที ต้องพลิกกลับความคิดแบบเลื่อนลอยมาเป็นความคิดแบบพิจารณา
เมื่อรู้ตัวว่าคิดก็กลับความคิดแบบเลื่อนลอยมาเป็นความคิดแบบพิจารณา คือ เมื่อรู้ตัวว่าคิดอะไร คิดทำไมก็ยกความคิดนั้นขึ้นมาพิจารณา เรียกว่า “ยกธรรมคือจิตขึ้นมาพิจารณา” จิตมีธรรมชาติคิด คิดสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะดับ
ก่อนก้าวเดินให้ยืน ณ ที่สุดทางจงกรมด้านใดด้านหนึ่ง ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเข้ามาที่กายที่ใจ ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ระลึกคุณบิดามารดาที่ให้เลือดเนื้อร่างกายมีชีวิตได้มาปฏิบัติธรรม สูดลมหายใจลึกๆ ให้เต็มปอดแล้วปล่อยออกมาจนสุดลมหายใจ สักสองสามครั้ง แล้วตั้งสติไว้ที่ฝ่าเท้าเก้าเดินออกไป
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๕๐ ขณะเดินจงกรม ให้เท้าเป็นศูนย์กลางการรับรู้ ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”












