
บทที่ ๒๙ เรื่องของแสง และสภาวธรรม

เมื่อจิตตั้งมันอยู่กับลมหายใจ จิตเป็นสมาธิแนบแน่นจนเกิดสภาวะต่างๆ ขึ้น เช่น เกิดแสงสว่าง ที่เรียกว่า “โอภาส” บางคนเหมือนมีแสงวอมๆ แวมๆ อุ่นๆ อยู่ระหว่างหน้าผาก
บางครั้งเกิดเป็นแสงสีต่างๆ หลากสีสลับผลัดเปลี่ยนไปมา แตกตัวมลังเมลืองหมุนเวียนไม่สิ้นสุด บางครั้งเลื่อนใกล้เข้ามา บางครั้งก็เลื่อนถอยห่างออกไปไกลสุดขอบจักรวาล เลื่อนถอยห่างออกไปในความเวิ้งว้างของความไม่สิ้นสุด ไกลลิบเล็กสุดตาเห็น บางครั้งขยายใหญ่สุกสว่างเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงพุ่งเข้ามา แล้วแตกตัวกระจายเป็นหลากสี

แสงสว่างก็เกิดอยู่อย่างนั้นตามธรรมดาของจิตสงบ ผู้รู้ก็เพียงเหลือบดูรู้เฉย ไม่ยินดียินร้ายหลงใหลได้ปลื้มไปกับสภาวะที่เกิดขึ้น หากผู้ปฏิบัติหลงเพลิน นั่งชื่นชมแสงนั้นอยู่บัลลังก์แล้วบัลลังก์เล่า ชื่อว่า “หลงในสภาวะ” ก็จะลืมมูลกรรมฐาน คือ ลืมลมหายใจ ซึ่งเป็นกรรมฐานเดิมที่กำหนดมาตั้งแต่แรกเริ่ม พอลืมมูลกรรมฐาน รากฐานของสมาธิก็ไม่มั่นคง

ในสภาวะที่จิตกำลังจะก้าวข้ามลมหายใจไปหาเขตแดนของความสงบ ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะดูลมหายใจก็ได้ หรือจะดูแสงสว่างก็ได้ หากจะเปรียบก็เหมือนคนว่ายน้ำเก่งเล่นอยู่ริมฝังที่เท้าถึงพื้น จะหยั่งเท้าเหยียบพื้นก็ได้ หรือจะลองยกเท้าขึ้นลอยตัวอยู่เหนือน้ำก็ได้

เมื่อจิตตั้งมันอยู่กับลมหายใจ จิตเป็นสมาธิแนบแน่นจนเกิดความสงบ พอแสงสว่างเกิดขึ้นให้ตามดู ให้รู้ว่าเป็นอะไร ขณะนั้นจิตจะละวางลมหายใจมาเพ่งจับจ้องอยู่กับแสง ให้มองเหมือนคนแอบเฝ้ามอง แล้วกลับไปเพ่งมูลกรรมฐานอยู่กับลมหายใจเข้าออก ลมหายใจจะกลับมาปรากฏชัด แล้วสลับกลับไปชำเลืองดูแสงสว่างอีกครั้ง ทำเช่นนี้ซ้ำๆ ให้เป็น “ภาวิตา พหุลีกตา” จะเกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา สามารถแยกแยะออกได้ระหว่างลมหายใจกับแสงสว่าง จะรู้ว่าลมหายใจเป็นลมหายใจ แสงเป็นแสง จะทำให้เกิดความชำนาญในการกำหนดสภาวะ

การกำหนดรู้เช่นนี้ชื่อว่า “ไม่ลืมมูลกรรมฐาน” คือ ไม่ลืมกรรมฐานเดิมที่ใช้ภาวนาเป็นหลักมาตั้งแต่เริ่มฝึกปฏิบัติ แล้วพิจารณาความไม่เที่ยงของแสงสว่างที่ปรากฏ เมื่อแสงถูกรู้ แสงก็จะดับไป ไม่เกิดขึ้นอีก ให้ทำเช่นนี้อยู่บ่อยๆ จนแสงสว่างหายไป
เมื่อวิชชาเกิด อวิชชาก็ดับ
ทำไมแสงสว่างไม่เกิดขึ้น?

ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากแสงสว่างถูกรู้แล้ว ว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่งไว้ แสงสว่างถูกปรุงแต่งขึ้นจากความสงบ สิ่งใดถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งนั้นก็จะดับไป ไม่เว้นแม้ทั่งสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากความสงบ
หากผู้ปฏิบัติเอาแต่นั่งเฝ้าชื่นชมยินดีว่า สิ่งนี้เราไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อน แล้วยึดเอาสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งวิเศษวิเสโส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ไม่ถือเป็นโอกาสยกสภาวะนั้นขึ้นสู่วิปัสสนาก็ไม่ได้ปัญญา คือ ไม่พิจารณาความเป็นของไม่เที่ยง เป็นสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่งไว้ อาศัยปัจจัยคือความสงบจึงเกิดขึ้น มีความสิ้นไปและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ถ้าแสงสว่างมีตัวตนก็จะไม่ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่างๆ และไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเช่นนี้ ชื่อว่า “หลงยึดติดยินดีในสภาวะ”

หากมีสติกำหนดรู้แสงสว่างโดยความเป็นของไม่เที่ยง สติที่ถึงความบริบูรณ์จะดึงดูดจิตลงสู่ความสงบเป็นสมาธิ และสมาธิที่สงบระงับ จะถูกดึงดูดลงสู่กึ่งกลางความสมดุลแห่งอุเบกขา จะเป็นผู้เฝ้าสังเกตแสงสว่างว่าเป็นเพียงอาการที่ปรากฏขึ้น เปลี่ยนแปลง และหายไป แล้วแสงสว่างแบบใหม่จะทยอยเกิดและดับสืบเนื่องติดต่อกันไปซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่สิ้นสุด

การเฝ้าสังเกตแสงสว่างที่ปรากฏขึ้น เปลี่ยนแปลง แล้วจางหายไป ด้วยความเป็นกลาง รักษาความสมดุล ไม่รู้สึกยินดี ยินร้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงผู้รู้อาการที่ปรากฏเท่านั้น ชื่อว่า มีความเป็นกลางในสังขาร หรือมีอุเบกขาในสภาวะการปรุงแต่ง ไม่คิดปรุงแต่งสภาวะที่ปรากฏเฉพาะหน้าต่อไป สภาวะใดปรากฏขึ้นก็เห็นเป็นสภาวะนั้นเฉยๆ
คนมักจะถามว่า พอปฏิบัติถึงตรงนี้แล้วจะเป็นอะไรต่อ?

ตอบได้ว่า มันไม่เป็นอะไร มันเป็นอย่างนั้นของมันอยู่อย่างนั้น มันเป็นตถตา แม้เราเองก็ไม่ได้เป็นอะไร เราเป็นเพียงผู้รู้เท่านั้น ผู้รู้ก็รู้อยู่อย่างนั้น สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ รู้เฉยๆ ไม่ให้ตัณหาและทิฐิเข้าไปอิงอาศัยผสมโรงอยากให้อาการที่ปรากฏเป็นนั่นเป็นนี่ตามใจอยาก
ดังนั้น คำว่ายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา
จึงไม่ใช่ยกจิตขึ้นเหมือนยกสิ่งของ
เพราะจิตไม่ใช่สิ่งของที่จะยกขึ้นได้
แต่เป็นการพลิกขณะจิตเปลี่ยนความคิด
จากการเพ่งจับจองอยู่กับความสงบ
มาเป็นเฝ้าดูอาการของจิต
คำว่า “ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา”
เป็นคำเปรียบเปรยให้เห็นภาพเท่านั้น












