
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๒๒ วิธีกำหนดจิต หลังจากเข้าถึงความสงบแล้วประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๒๒ วิธีกำหนดจิต หลังจากเข้าถึงความสงบแล้ว
หลังจากกำหนดพระกรรมฐานจนจิตสงบ จนลมหายใจหายไป เมื่อต้องการให้ลมหายใจกลับมา ให้พลิกขณะจิตเพ่งความสนใจกำหนดไปที่ลมหายใจ ลมหายใจจะค่อยๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นมา เมื่อกำหนดเพ่งความสนใจเข้าไปตรงกลางลมหายใจ จิตจะถูกดึงกลับเข้าไปสู่ความสงบอีก ลมหายใจก็จะหายไป ฝึกกลับไปกลับมาเช่นนี้บ่อยๆ จะเกิดความชำนาญในการกำหนดลมหายใจ และชำนาญในการถอนออกจากการกำหนดลมหายใจ เรียกว่า “มีความชำนาญในการเข้าในการออก”

ขณะจิตเป็นสมาธิและลมหายใจหายไป จะปรากฏสภาวะเหมือนเลื่อนลอยในอากาศ ให้กำหนดรู้อาการเลื่อนลอยในอากาศนั้น ที่กำลังเป็นไปไม่มีที่สิ้นสุด แล้วกำหนดรู้ความไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศนั้นเป็นอารมณ์
เนื่องจากขณะนั้นลมหายใจหายไป มีแต่สภาวะความว่างและความระลึกรู้เด่นดวงขึ้นมาแทนที่ลมหายใจ แล้วจะยึดอะไรเป็นอารมณ์ ?
ก็ยึดความรู้สึกว่ามีการรับรู้ในความว่างนั้นให้เป็นอารมณ์
ดูความว่างเป็นอารมณ์ ก็คือดูอากาศเป็นอารมณ์ ความว่างกับอากาศเป็นสิ่งเดียวกัน ให้ยึดความว่างเป็นอารมณ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้จิตเคยยึดลมหายใจเป็นอารมณ์ แต่เมื่อลมหายใจหายไป จิตไม่มีที่ยึด จิตจะหาที่ยึดใหม่ โดยจะยึดภาวะที่ปรากฏเด่นชัดในขณะนั้นเป็นอารมณ์ สภาวะใดเด่นชัดขึ้นมาจิตจะยึดสภาวะนั้นไว้เป็นอารมณ์ ซึ่งก็คือยึดความว่าง หรือยึดอากาศเป็นอารมณ์ แล้วบริกรรมต่อไปตามสภาวะที่ปรากฏว่า “ว่าง ๆ ๆ” หรือ “อากาศๆ ๆ”

คำว่า “ว่าง” คือ สภาวะขณะนั้นไม่มีอะไรแล้ว เป็นความว่างจากนิวรณ์ จิตไม่ปรุงแต่งตามนิวรณ์ จิตจึงว่าง
เมื่อบริกรรมไปปฏิบัติไปนานเข้า ความว่างก็ดี อากาศก็ดี ปรากฏเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ทุกครั้งที่นั่งจะเป็นอย่างนี้จนรู้สึกเกิดความเบื่อในความว่าง นั่งไปกี่บัลลังก์ต่อกี่บัลลังก์ก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ให้ระลึกรู้เข้ามาที่จิตบริกรรมว่า “ความว่างไม่มีที่สิ้นสุด ความว่างไม่มีที่สิ้นสุด” หรือ “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” คือ มีสติระลึกรู้สภาวะความว่าง หรือ อากาศนั้นๆ ไม่มีที่สิ้นสุด โดยว่าไปตามสภาวะที่ปรากฏเด่นชัดในขณะนั้น สภาวะใดปรากฏเด่นชัดก็กำหนดรู้สภาวะนั้น
พอบริกรรมไปเรื่อย ขณะใดขณะหนึ่ง ในที่สุดจิตก็จะพลิกขณะจิตตัวเองเกิดความรู้ขึ้นมาว่า “เออหนอ! แม้ความว่างก็ไม่มีที่สิ้นสุด แม้อากาศก็ไม่มีที่สิ้นสุด”
ความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวงจะเกิดตรงนี้
แม้ความเบื่อหน่ายนี้ก็ไม่เที่ยง แล้วมันก็จะแปรเปลี่ยนกลับไปเป็นไม่เบื่อหน่าย
ปัญญาที่เป็นญาณทัศน์ เป็นปัญญาที่รู้ลงไปตรงๆ ตามขณะจิตที่แปรเปลี่ยนไป ไม่เที่ยง ไม่หลงไปตามอาการของจิต จิตมโนกรรมสิ่งใดขึ้นมาก็รู้สิ่งนั้น สงบก็รู้ว่าสงบ ไม่สงบก็รู้ว่าไม่สงบ ปีติก็รู้ว่าปีติ สุขก็รู้ว่าสุข ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ รู้สึกเฉยๆ ก็รู้ว่ารู้สึกเฉยๆ
ที่จริง อาการที่ปรากฏนั้น “เป็นสภาวะ” เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่รู้สภาวะเหมือนอาการลอยเลื่อนในอากาศนั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง
ความรู้หรือจิตที่รับรู้อากาศนั้น เรียกว่า “วิญญาณ” ให้กำหนดรู้วิญญาณนั้นว่า แม้การรับรู้อากาศนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด กำหนดรู้ความรับรู้นั้นเป็นอารมณ์ “การรับรู้อารมณ์ไม่มีที่สิ้นสุด” อาการที่ปรากฏทางจิต เป็นไปไม่มีที่สิ้นสุด แม้จิตที่รู้อาการนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน เพ่งความสนใจไปที่ความรับรู้ซึ่งแผ่ไปในอากาศไม่มีที่สิ้นสุดนั้น

อากาศก็อย่างหนึ่ง ผู้รู้ที่รับรู้อากาศก็อย่างหนึ่ง อากาศรู้ตัวเองไม่ได้ จึงมีวิญญาณเป็นผู้รู้อากาศ เช่นเดียวกัน ความว่างรู้ตัวเองไม่ได้จึงมีวิญญาณเป็นผู้รู้ความว่าง แม้ความรู้ก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะรับรู้อยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดความเบื่อหน่ายในความรู้ว่า “เออหนอ! แม้วิญญาณ คือ การรับรู้ก็ไม่มีตัวตนที่จะยึดถือได้ เรียกว่า “อาจิญจัญญายตนะ”
ควรทำความเข้าใจสภาวะที่ปรากฏในขณะนั้น เป็นขั้นเป็นตอนดังต่อไปนี้
๑. กำหนดรู้อากาศเป็นอารมณ์ เรียกว่า “อากาสานัญจายตนะ”
๒. กำหนดรู้สภาวะที่รับรู้อากาศเป็นอารมณ์นั้น เรียกว่า “วิญญานัญจายตนะ”
๓. กำหนดรู้ว่า แม้วิญญาณที่รับรู้อากาศก็ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เรียกว่า “อาจิญจัญญายตนะ”
๔. กำหนดรู้ สัญญา หรือ ความจำได้หมายรู้ว่า แม้ขณะนั้นสัญญาจะว่ามีอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เรียกว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนนะ”
ในความว่างก็ยังมีอากาศ กำหนดรู้อากาศในความว่างนั้นว่า อากาศแผ่ไปไม่มีที่สิ้นสุด
อาการที่จิตกระทบอากาศจะเหมือนลอยเลื่อนอยู่กลางความเวิ้งว้างของจักรวาล ให้กำหนดรู้อาการนั้นต่อไป พร้อมกับมีความรู้สึกระลึกรู้ว่า “อากาศไม่มีที่สิ้นสุดๆ ๆ ” เรียกว่า “อากาสานัญจายตนะ”
ละทิ้งอาการลอยเลื่อนในอากาศนั้น กำหนดเข้ามาที่ตัวความรู้ เห็นการรับรู้อากาศนั้นว่ายังมีการรับรู้อยู่ว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุด แม้ความรู้ที่รู้อยู่อย่างนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดความรู้ขึ้นมาว่า “โอ! ถึงแม้การรับรู้อากาศก็ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน” พร้อมบริกรรมว่า “วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดๆ ๆ ” เรียกว่า “วิญญานันจายตนะ”












