


บทที่ ๑๒ ปีติจะเกิดช่วงไหน
ปีติเกิดอยู่ในช่วงของเวทนาที่เรียกว่า “เวทนานุปัสสนา” ในสติปัฏฐาน เมื่อก้าวผ่านกายานุปัสสนา คือ กายสังขารระงับลง หรือลมหายใจระงับลง จิตแนบแน่นอยู่กับลมหายใจจนปรากฏเหมือนลมหายใจหายไปก็จะก้าวเข้าสู่ฐานเวทนา คือ ความรู้สึกตัว สัมปชัญญะเริ่มแผ่ออกไปรับรู้ความเป็นไปในกาย เริ่มรู้สึกได้ว่าตัวโยก ตัวคลอน ตัวลอย ตัวขยายพองออก เพราะปีติกระทบ อาการของปีติจะทำให้เกิดความรู้สึกตัวชัดขึ้น การรับรู้ความเป็นไปในกายก็จะชัดขึ้นตามไปด้วย เป็นกายานุปัสสนา

เมื่อดูลมหายใจจนจิตแนบแน่นอยู่กับลมหายใจจึงรู้กายเต็มฐานก็จะเกิดปีติตามมา เป็นฐานเวทนา พอปีติเต็มฐานก็จะทำให้เกิดสุข พอสุขเต็มฐาน ความตั้งมั่นแห่งจิตก็จะเกิดขึ้น ทำให้สติบริบูรณ์ดำรงอยู่ในอุเบกขาอันบริสุทธิ์ ทุกอย่างดังกล่าวมาดำเนินไปอย่างเป็นลำดับ เป็นขั้นเป็นตอน
อะไรคือปีติ?
ปีติเป็นลักษณะของความเพลิดเพลินเจริญใจ เมื่อปฏิบัติไปจนเกิดปีติแล้วก็จะเกิดความเพลิดเพลิน จะเพลิดเพลินในการปฏิบัติ อยากปฏิบัติ อยากภาวนา ไม่อยากหยุด เอิบอาบซาบซ่านไปทั่วร่างกาย ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ไม่ถูกปีติกระทบ เดินจงกรมก็อยากเดินอยู่อย่างนั้น ไม่อยากหยุด นั่งสมาธิก็อยากนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่อยากหยุด ภาวนาก็อยากภาวนาอยู่อย่างนั้น ไม่อยากหยุด จิตจะตื่นอยู่ตลอด ไม่ง่วงนอน ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหนหรือทำอะไรอยู่ จิตจะกลับไปหาลมหายใจอยู่เสมอ อยากจะเอนหลังนอนให้หลับสักงีบมันก็ไม่หลับ เหมือนนอนเต็มอิ่มอยู่ตลอด จิตจะคอยวกกลับไปหาลมหายใจอยู่อย่างนั้น บางทีต้องบอกตัวเองว่าหลับเสียทีเถอะ มันก็ไม่หลับเพราะจิตมันตื่นด้วยสุขด้วยปีติ
ฐานกาย คือ รู้กายทั่วทั้งกาย รู้กายทั่วพร้อม รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกชัด รู้สึกถึงอาการนั่งชัด รู้สึกถึงอาการยืนชัด รู้สึกถึงอาการเดินชัด รู้สึกถึงอาการนอนชัด รู้สึกถึงอาการเคลื่อนไหวของกายทั่วทั้งสรรพางค์กายชัด ไม่ว่าจะเพ่งความสนใจลงไปดูที่อิริยาบถไหนก็ชัดไปหมด เพ่งความสนใจเข้าไปรู้ลมหายใจเข้าออกก็ชัดเจน จนเมื่อกายสังขาร คือ ลมหายใจระงับไปก็จะเกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม ขึ้นมาแทนการเห็นความเคลื่อนไหวของกาย
การเห็นความเคลื่อนไหวของกายนั่นเอง นำมาสู่การเห็นความรู้สึกตัว เมื่อลมหายใจระงับไป และเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นมาแทนที่ เป็นฐานเวทนา ฐานเวทนาจับได้ตรงไหน? จับได้ตรงเกิดปีติ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดปีติกระทบ ก็รู้จากที่เริ่มตัวโยกตัวคลอน รู้ได้จากความรู้สึกว่าเกิดการยุบยิบตามตัว แสดงว่าเริ่มเกิดปีติ คือ เข้าสู่ฐานเวทนา เป็นรู้เวทนาในเวทนา
อีกอย่างหนึ่ง ฐานกาย คือ เห็นความเคลื่อนไหวของกาย เห็นการเดิน รู้สึกถึงอาการเดินไปข้างหน้า รู้สึกถึงอาการถอยไปข้างหลัง รู้สึกถึงอาการหมุนกลับ รู้สึกถึงอาการเคลื่อนไหวของมือ ของเท้า เรียกว่า “เห็นฐานกาย” ฐานกายจะเต็มฐานก็ต่อเมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อาการที่ลมหายใจหายไป จะเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นมาแทนที่ เรียกว่า “สติปัฏฐานในฐานกายเต็มฐาน” ก็จะเข้าสู่ฐานเวทนา
เมื่อเข้าสู่ฐานเวทนาก็จะเกิดปีติ เกิดอาการตัวโยก ตัวคลอน คันยุบยิบตามตัว ขนลุกขนพอง บางครั้งเหมือนลมโชยพัด บางครั้งเกิดอาการเหมือนลมโชยพัดผ่านแผ่วเบามาเป็นระยะๆ บางครั้งเหมือนลมโชยพัดผ่านกระทบอย่างแรงเหมือนคลื่นน้ำซัดให้โยกไปโยกมา บางครั้งเหมือนตัวลอยขึ้นไปเรื่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศ หรือเหมือนถูกครอบไว้ในครอบแก้ว เรียกว่า “เวทนาเต็มฐาน” จากนั้นก็จะก้าวเข้าสู่ฐานจิต คือ จิตมีความสงบเป็นปัสสัทธิก็จะเกิดนิมิต เกิดวิปัสสนูปกิเลส จะเรียกว่าเกิดสุขก็ได้ เกิดทุกข์ก็ได้ เกิดความพอใจก็ได้ เกิดความไม่พอใจก็ได้ ทุกข์ก็เห็นชัด สุขก็เห็นชัด พอใจก็เห็นชัด ไม่พอใจก็เห็นชัด ท่านเรียกว่า “อภิชฌาโทมนัส”
สิ่งที่รู้ที่เห็นจากนิมิตเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสงบ ยังไม่ใช่ความรู้ที่เป็นญาณทัศน์ ยังไม่ใช่ความรู้ที่รู้ลงไปตรงๆ ตามสภาวะที่เป็นไปในขณะนั้นๆ เนื่องจากอุปกิเลสที่นอนอยู่ในจิตทำให้เฉออกไปจากความจริง โดยมากนิมิตเกิดเพราะกิเลสในจิตปรุงไปตามที่จิตเพิ่งเสวยความสงบใหม่ๆ ยังไม่เสถียร จิตจึงแกว่งไปตามอาการของจิตที่กำลังจะสงบแล้วไปจับเอากิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตมาปรุงให้เฉออกไปให้คลาดเคลื่อนจากความจริง นิมิตจึงยังไม่ใช่ความรู้ที่เป็นญาณทัศน์ ยังไม่ใช่ความรู้ที่รู้ลงไปตรงๆ ว่า ลมหายใจเป็นลมหาย กายเป็นกาย อิริยาบถเป็นอิริยาบถ อวัยวะเป็นอวัยวะ กายที่เปื่อยเน่าเป็นกายที่เปื่อยเน่า กายที่ย่อยสลายเป็นผุยผงแปรสภาพเป็นธาตุ ๔ เป็นกายที่ย่อยสลายเป็นผุยผงแปรสภาพเป็นธาตุ ๔ แต่เป็นความรู้ที่มีตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอิงอาศัย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นิมิตจะไม่ใช่ความรู้ที่เป็นญาณทัศน์ แต่นิมิตก็เป็นเครื่องวัดผลความก้าวหน้าในการปฏิบัติสมาธิ เพราะผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติจนจิตมีความสงบแล้วนิมิตจึงจะเกิด
จากนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติไปเรื่อยๆ ต้องเพียรภาวนาไปจนสติบริบูรณ์ถึงความเป็นกลาง ดำรงอยู่ในอุเบกขาอันบริสุทธิ์ จึงจะเป็นความรู้ที่เป็นญาณทัศน์ คือ ความรู้ที่รู้ลงไปตรงๆ ตามอาการที่เกิดขึ้นขณะจิตสงบ แล้วปัญญาจะเป็นเพียงผู้เฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นตามอาการเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการที่ปรากฏเท่านั้น แม้ผู้รู้ก็รู้อยู่อย่างนั้น ตัณหาคือความอยากไม่เข้าไปผสมโรงว่า “ตัวเองเป็นสิ่งนั้นๆ หรือเป็นอาการนั้นๆ”











