
ปีติ
ต่อไปนี้จะพูดถึง “ปีติ ๕”
เมื่อจิตสงบระงับจากนิวรณ์แล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือ ปีติ พิจารณาให้เข้าใจอย่างง่ายๆ เราจะรู้ว่าปีติเกิดขึ้นขณะใดนั้น ขอให้พิจารณาตามดังนี้
๑) ขุททกาปีติ เมื่อปฏิบัติไปจนจิตสงบแล้วเกิดอาการขนพองเล็กน้อยก็หายไป ไม่เกิดขึ้นอีก รู้สึกรับรู้เหมือนลมพัดวูบผ่านไป เพียงครั้งเดียว เหมือนมีอะไรวิ่งผ่าน ทำให้เกิดลมวูบผ่านไป เรียกว่า “ขุททกาปีติ” เป็นปีติเพียงนิดๆ หน่อยๆ เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ในบางขณะ

สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔)
บทที่ ๑๑ ปีติ
ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”
๒)ขณิกาปีติ ปีติที่เกิดขึ้นเป็นขณะๆ หลายๆ ครั้ง เหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นครั้งๆ เหมือนลมโชยพัดแผ่วเบาผ่านมา เป็นครั้งๆ ปีติชนิดนี้ เรียกว่า “ขณิกาปีติ” คือ ปีติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เป็นขณะๆ

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดระหว่างขุททกาปีติกับขณิกาปีตินั้น ขุททกาปีติจะเกิดขึ้นแล้วหายไป เหมือนมีอะไรวิ่งผ่านไปด้วยความเร็วเกิดลมวูบผ่านมาทีเดียวก็หายไป เหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบแค่ครั้งเดียวแล้วหายไป ซึ่งบางทีผู้ปฏิบัติอาจไม่ทันได้กำหนดรู้ เพราะยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน หรือจิตมัวเพ่งความสนใจอยู่กับลมหายใจ หรือจิตกำลังลิงโลดใจอยู่กับความสงบ อาการนี้จะเกิดขึ้นแวบเดียวก็หายไปจึงยังไม่ทันพอที่จะสังเกตได้
ส่วนขณิกาปีติจะเกิดขนลุกขนผองขึ้นเป็นขณะๆ มาเป็นช่วงๆ เหมือนก่อนฝนจะตกก็จะมีฟ้าแลบแปลบปลาบแทรกอยู่ระหว่างก้อนเมฆมาเป็นระยะๆ เหมือนลมโชยพัดไปมาเป็นระยะๆ เบาบ้าง แรงบ้าง ตามแต่จังหวะของลม ขณิกาปีติจึงรับรู้ได้ง่ายกว่าขุททกาปีติ

๓) โอกกันตาปีติ ปีติที่เกิดขึ้นกระทบกายทีละระลอกแล้วหายไป อาการเหมือนลมกรรโชกมาปะทะกายแรง ๆ ทีละระลอกแล้วหายไป หรือเหมือนเรานั่งอยู่ในน้ำแล้วถูกระลอกคลื่นน้ำโถมมาปะทะกายทีละระลอกแล้วหายไป ขณะนั้น เราจะรับรู้ได้ถึงอาการที่กายโคลง โยกคลอน โอนเอนไปตามแรกประทะของลมหรือระลอกคลื่นที่ถาโถมมาแต่ละครั้ง เรียกว่า “โอกกันตาปีติ”
ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างขณิกาปีติกับโอกกันตาปีตินั้น ขณิกาปีติจะเหมือนเป็นลมโชยพัดผ่านมาแบบแผ่วเบา แต่มาเป็นระยะๆ เราจะสัมผัสได้ถึงความบางเบาของสายลมที่พัดโชย ส่วนโอกกันตาปีติ จะเป็นลมปะทะแบบแรง ๆ จนกายโยกคลอน เมื่อโอกกันตาปีติเกิดแต่ละระลอก เหมือนจะปลิวไปคล้ายการปะทะของแรงลม

๔) อุพเพงคปีติ ปีติที่มีกำลังมากเหมือนลอยขึ้นไปในอากาศ จะรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ เรียกว่า “อุพเพงคปีติ” บางทีนั่งสมาธิอยู่เหมือนตัวกำลังลอยขึ้นๆ จนต้องลืมตาดูว่าตัวลอยขึ้นจริงหรือเปล่า แต่พอลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่ที่เดิม
นี้เป็นอุพเพงคปีติอย่างเบา
เคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านเล่าว่าบางคนเกิดอุพเพงคปีติอย่างแรง ผู้ปฏิบัติก็จะมีอาการดีดตัวสูงขึ้นกระโดดไปเหมือนกบเต้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นอุพเพงคปีติจะมีกำลังน้อยหรือกำลังมาก
ปีติใน ๔ ข้อแรกนี้ เป็นปีติยังไม่แก่รอบ คือ ยังไม่แก่เต็มที่ ยังพร่องอยู่ เหมือนลูกโป่งอัดแก๊สเข้าไปยังไม่เต็ม หรือเหมือนเติมน้ำยังไม่เต็มขวด ยังเห็นช่องว่างของอากาศอยู่ในขวด

ข้อที่ ๕) ผรณาปีติ เป็นปีติที่แก่รอบแล้ว สมบูรณ์แล้ว ปีติที่เกิดจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ครอบร่างเอาไว้ เรียกว่า “ผรณาปีติ” ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ไม่ถูกปีติปกคลุม
ผรณาปีติเป็นปีติที่แก่เต็มที่แล้ว ทั่วร่างกายทุกส่วนถูกครอบไว้ด้วยปีติ แผ่ซาบซ่านไปทุกขุมขน เหมือนร่างกายถูกครอบไว้ด้วยครอบแก้ว ทั่วร่างกายไม่มีส่วนใดที่ไม่ได้อยู่ในครอบแก้ว

เมื่อปีติแก่รอบเต็มที่แล้ว จากนั้นจะทำให้กายสงบ เป็นกายปัสสัทธิ จิตสงบ เป็นจิตปัสสัทธิ คือ ความสงบกาย สงบใจ










