
ท่ามกลางอนิจจัง ความจริงเท่านั้น จักดำรงอยู่…

กว่าธรรมลิขิตเรื่อง “ชรัง อนตีโต : เมื่อความชรามาเยือน” เขียนโดย ญาณวชิระ ซึ่งเป็นนามปากกาของพระอาจารย์เทอด ญาณวชิโร อดีตพระราชกิจจาภรณ์ เล่มนี้ จะปรากฏออกสู่สายตาท่านผู้อ่านเป็นธรรมทาน ก็ใช้เวลาหลายปี ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง ดังที่ท่านเขียนไว้ในคำนำว่า




เมื่อพ่อใหญ่แม่ใหญ่*อายุใกล้ ๘๐ ปี (*ปู่กับย่า คือ พ่อใหญ่โทน-แม่ใหญ่จูม วงศ์ชะอุ่ม) คิดว่า ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอันสามัญของชีวิต คงใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า ต้องทำอะไรที่จะเป็นการวางจิตของโยมทั้งสอง ลงสู่ฐานะอันควร จึงเริ่มเขียนเล่าเรื่องธรรมะสิ่งละอันพันละน้อย ถึงพ่อใหญ่แม่ใหญ่ผ่านจดหมายขนาดยาว ๔ ฉบับ (พุทธศักราช ๒๕๔๒ – ๒๕๔๖ ) เหมือนการพูดคุยผ่านตัวหนังสือ

เขียนโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ในขณะนั้น
พิมพ์ครั้งที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ฉบับธรรมทาน :
คณะสาธยายพระไตรปิฎก โดยคุณรุ่งนภา ปัญญาวรากร คุณวิไล พชรโชค และญาติธรรม
พิมพ์ที่ สำนักพิมพ์ อนันตะ
อีกไม่กี่ปีถัดมา พ่อใหญ่แม่ใหญ่ก็ทยอยจากไปทีละคน นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว
ต่อมา จดหมายถึงพ่อใหญ่แม่ใหญ่ทั้ง ๔ ฉบับ ได้ถูกนำมาปรับปรุงให้มีเนื้อหาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ “หลักการทำบุญและปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน” (พุทธศักราช ๒๕๔๗ )

ในช่วงที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมจากโทษของวัฏฏะอย่างหนักหน่วง กินระยะเวลายาวนานหลายปี (พุทธศักราช ๒๕๖๑ – ๒๕๖๗ : ขณะเขียนคำนำ) บางช่วงบางเวลา มีโอกาสได้นั่งทบทวนอะไรบางอย่าง วันคืนก็ล่วงไป ล่วงไป ไม่ได้ล่วงไปเปล่า แต่กำลังได้ถดถอยลงไปด้วย
“อายุมากขึ้น ชีวิตก็เหลือน้อยลงทุกขณะ อะไรที่ทำแล้ว และอะไรที่เคยตั้งใจเอาไว้ แต่ยังไม่ได้ทำ ก็ควรลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท”

“ควรทำความเพียรเสียตั้งแต่วันนี้
ใครจะรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะตายหรือไม่ ฯ” (พระพุทธพจน์)



การมาของวัยชราทำให้ร่างกายของโยมพ่อและโยมแม่กลายเป็นที่ประชุมแห่งโรค ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอันสามัญของชีวิต คงใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า การทำอะไรไว้เป็นเครื่องอนุสรณ์ถึง ในขณะที่โยมทั้งสองยังรับรู้ได้ ชื่อว่าเป็นการสนองพระคุณในความกตัญญูอย่างหนึ่ง

แม้ระหว่างนี้จะยังอยู่ในช่วงที่โทษของวัฏฏะตามบีบคั้นอย่างไม่ลดละ สถานการณ์ชีวิตพลิกผันไปตามความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ในแต่ละวัน แต่เมื่อคำนึงถึงพระพุทธพจน์ข้างต้น ก็ทำให้ไม่อาจวางใจลงในความประมาทได้ จึงหาเวลาสนทนากับโยมพ่อด้วยเรื่องสัพเพเหระ ตามโอกาสอันควร อันจะเป็นการเติมเต็มความปรารถนาในใจให้ถึงความบริบูรณ์

บางแง่มุมในการสนทนา ก็เป็นเรื่องของการหาเลี้ยงปากท้อง ตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวัยชราของโยมพ่อ ตามวิถีชีวิตชาวบ้านอันธรรมดาแต่ก็แฝงไว้ด้วยปูมหลัง พื้นประวัติ ภูมิปัญญา คติชน และความเชื่อ อันเป็นรากฐานของชุมชน
บางแง่มุมในการสนทนาของบางวัน กลับดิ่งลึกลงไป ในความคิดอันแหลมคม ทำให้เห็นชีวิตในความหมายของคำว่า “พ่อ” ยิ่งกว่าบทเทศนาว่าด้วยความกตัญญูใด ๆ

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา (พุทธศักราช ๒๕๖๔ ) หลังการสนทนาจบลงในแต่ละครั้ง จึงหาข้อมูลเพิ่มเติม และเริ่มเรียบเรียงถ้อยคำของโยมพ่อ ออกเป็นตัวหนังสือ เป็นที่มาของ ๕๕ ความเรียงจากบทสนทนา ระหว่างพระลูกชายกับโยมพ่อผู้ชรา

นับตั้งแต่วันที่โยมพ่อโยมแม่ยอมอนุญาตให้ลูกชายบรรพชาเป็นสามเณร (พุทธศักราช ๒๕๒๗)

จนถึงวันเข้าสู่มณฑลแห่งการอุปสมบท เป็นพระภิกษุ (พุทธศักราช ๒๕๓๕ )

เป็นพระอุปัชฌาย์ และให้ฉายาว่า “ญาณวชิโร” หมายถึง ผู้มีปัญญาประดุจเพชร
ถึงแม้โยมทั้งสองจะลำบาก จะขัดสน จะประสบกับความยุ่งยาก ในการประกอบอาชีพเพียงใด ก็ตาม แต่โยมทั้งสอง ก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากพระลูกชาย ในฐานะของลูก เกินไปจากสมณวิสัย ที่พระสงฆ์จะพึงแสดงความกตัญญูต่อโยมพ่อโยมแม่ได้ จึงไม่ต้องคอยกังวลกับฐานะและความเป็นอยู่ของโยมทั้งสอง ทำให้มีจิตมุ่งตรงต่อการทำงานพระศาสนา สนองงานพระอุปัชฌาย์ เท่ากับโยมทั้งสองให้โอกาสลูกชาย ได้ทำห้าที่พระสงฆ์ อย่างเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ ทั้งนี้ เพราะโยมทั้งสองเคารพในความเป็นพระของลูกชาย ทั้งยังรู้แจ้งชัดว่า พระสงฆ์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนอย่างไร

เมื่อความชรามาเยือน ในวันที่วัยและสังขารของโยมทั้งสองเริ่มโรยราลง เพื่อแสดงความขอบคุณโยมทั้งสอง ที่ยอมสละลูกชายถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อแสดงคุณของโยมทั้งสองให้ปรากฏ จึงได้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้น




บัดนี้ มโนรสในใจได้ถึงความบริบูรณ์แล้ว ขอท่านผู้มีส่วนอุปถัมภ์การทำหน้าที่พระสงฆ์ของอาตมภาพ จงเป็นผู้มีความไพบูลย์ในธรรม และร่วมอนุโมทนาในโอกาสนี้ด้วย

ญาณวชิระ
พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม
อดีต พระราชกิจจาภรณ์
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร, มกราคม ๒๕๖๗
แด่
ความชราอันเงียบงันของโยมพ่อและโยมแม่
นายคำเกิน นางหนูเพชร วงศ์ชะอุ่ม

ทุกขสัจจ์ แห่งชีวิต
ในความเรียงหลายๆ บทตอน พระอาจารย์เล่าว่า แม้การดำรงชีพอย่างลำบากของโยมพ่อและโยมแม่ในการเป็นเกษตรกร ที่ต้องอาศัยฤดูกาล ตลอดจนอีกหลายๆ อาชีพ อาทิ ปลูกข้าว หาปลา เผาถ่าน ช่างไม้ นายฮ้อยวัวนายฮ้อยควาย หรือแม้แต่การเป็นนายหน้าขายที่ดิน ก็ตาม ก็ไม่ได้สร้างทุกข์ทางใจให้กับท่านทั้งสองมากมายเท่ากับเมื่อทราบว่า พระลูกชายต้องเผชิญกับวิบากกรรมในสังสารวัฏ ที่ตามมาเล่นงานในชาติปัจจุบันนี้อย่างแสนสาหัสในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน

ดังที่พระอาจารย์ญาณวชิระ เขียนเล่าไว้บทที่ ๔๒ “ต้นจิกใหญ่ในนาของพ่อ” ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ผ่าตัดใส่เครื่องช่วยกระตุ้นหัวใจเมื่อหลายปีก่อน สองสามปีมานี้ พ่อเริ่มบ่นเหนื่อย ใช้แรงไม่ได้เหมือนเดิม เห็นนารกร้าง เต็มไปด้วยหญ้าผีหมอบ ก็ได้แต่ยืนมองเท่านั้น คันนาบางช่วงถูกหนูนาขุดรูทำรัง พอฝนมาถูกน้ำเซาะก็กิ่วขาด พ่อก็ยังไม่มีแรงที่จะขุดดินถมให้เต็มหรือสับหญ้าผีหมอบออกจากคันนา

ภาพจำจนคุ้นตา ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก พ่อจะเอาผ้าขาวม้าเคียนหัวแบกจอบถือพร้าเดินไปตามคันนา เห็นพุ่มไม้ก็จะตัดทิ้ง เห็นหญ้าผีหมอบขึ้นก็จะสับออก ไม่ปล่อยให้นารกเรื้อ
พอเหนื่อยก็จะขึ้นมานอนพักขาไขว่ห้างฮัมเพลงอยู่ใต้ร่มหว้าที่หัวนาอย่างอารมณ์ดี ครู่หนึ่งก็แบกจอบถือพร้าลงทุ่งอีก ตรงไหนมีรอยหนูขุดรู พ่อจะเปิดหน้าดินออกก่อน แล้วตัดกิ่งไม้อุด เหยียบให้แน่น จากนั้นจึงขุดดินอัดเข้าไปกันไม่ให้น้ำซึมผ่านไปตามรูหนู พ่อบอกว่า ถ้ามีน้ำซึมผ่านรูหนู เมื่อฝนมาจะทำให้คันนาพังขาด ต้นข้าวล้มเสียหาย
ก่อนเข้าหน้านา พ่อจึงต้องเดินสำรวจไปตามคันนาจนทั่ว

มาปีนี้เรี่ยวแรงพ่อตกลงไปมาก อย่าว่าแต่จะตัดต้นจิกที่ล้มลงเลย แม้แต่หญ้าผีหมอบ พ่อก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะจับจอบจับพร้าขุดสับมันออกจากนา
พ่อบอกว่า พ่อกรากกร่ำชีวิตมาตลอด ต่อให้ไม่สบาย พอลุกได้ ถึงเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยหยุด ขนาดไปใส่เครื่องหัวใจมา ก็ยังแบกไม้ไง้ขอนอยู่ แต่ปีสองปีมานี้รู้สึกเหนื่อย
“มีนาน้ำท่วม ส่ำขอข้าวเขากิน มีครอบมีครัว เป็นเฮือนเป็นซานแล้ว เว้าหยังให้เว้านำกัน ให้พร้อมพับกับกัน”
“คันได้ยินว่า ลูกบ่สำบาย ลูกทุกข์ลูกยาก ลูกลำบากแหล่ว เว้านำพ่อ มันบ่ม่วนในหัวใจ”
พ่อทิ้งคำพูดไว้สั้น ๆ

รอยยิ้มของโยมแม่กับโยมพ่อ
ในบทที่ ๓๓ “ทหารอเมริกัน จีไอ (G.I.) เยี่ยมแม่คลอดลูกสาวคนแรกที่นาหัวบุ่ง” พระอาจารย์ญาณวชิโร เล่าเรื่องของโยมพ่อ ซึ่งมักอารมณ์ดี มีเพลงร้องประจำ ไม่ว่าจะทุก์เพียงใด โยมพ่อยังหาความสุขเล็กๆ ได้เสมอ ดังที่ท่านเล่าย้อนไปตั้งแต่วัยหนุ่มของโยมพ่อ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ ที่โยมพ่อของท่านได้รับรางวัลพ่อดีเด่นแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า

ตอนยังหนุ่มยังน้อย พ่อเคยปั่นจักรยานไปเกาะรั้วดูเครื่องบินทหารฝรั่งตอนเขามาตั้งฐานทัพอยู่ในเมือง พอมาอยู่เมืองอุบล ทหารฝรั่งก็ออกมาพบปะช่วยเหลือชาวบ้าน สร้างโรงเรียน สร้างถนน ทำน้ำประปา ชาวบ้านมีกิจกรรมประเพณีอะไรให้ทำอะไรเขาก็ทำตาม

“พอออกเรือนแล้ว พ่อก็มุ่งแค่เรื่องหาอยู่หากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่ค่อยได้ใส่ใจเหตุบ้านการเมืองเรื่องทหารฝรั่งมากนัก จึงไม่รู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง รู้เพียงว่า เขาไปมาหาสู่พ่อถ่านที่วัดเป็นประจำ”

“ตอนนั้น ทหารฝรั่งเคยมาเยี่ยมถึงเถียงนาตอนแม่คลอดลูก แต่มันก็เป็นเรื่องเก่าที่ผ่านมานานแล้ว จึงจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ ว่าเขามาอย่างไร”
แม่ช่วยพ่อเล่าเสริมว่า “ไม่รู้ว่าทหารฝรั่งขับรถมาตามทางเกวียน หรือมาทางเรือจากปากบุ่งมาขึ้นท่าซาละวัน”
พ่อครุ่นคิดก่อนแย้งว่า “ถ้ามาตามทางเกวียนก็ไม่น่าจะขับรถมาถึงนาหัวบุ่งได้ เพราะตอนนั้นเป็นหน้าฝน ทางสมัยนั้นก็เป็นทางเกวียน เป็นหล่มเป็นโคลน บางแห่งถูกน้ำเซาะก็เป็นโสกลึก ไม่น่าจะขับรถมาได้ อาจจะมาทางเรือ”



แม่คล้อยตามพ่อ แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะตอนนั้นแม่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน กำลังอยู่ไฟ จำได้ลาง ๆ ว่า มีทหารฝรั่งมาเยี่ยม ไม่รู้ว่าใครไปบอกว่าแม่คลอดลูก เขาจึงมาเยี่ยมถึงเถียงนาหัวบุ่ง ตอนนั้นพอได้ยินว่า ใครไม่สบาย เจ็บเป็นเอ็นอุ่นอะไร หรือมีเรื่องอะไร เขาก็จะมีทหารเสนารักษ์ออกไปเยี่ยมทั้งนั้น


เสียงเพลงเด็กล้อเลียนทหารฝรั่ง แว่วมาในความทรงจำของพ่อ“ฝรั่งดังโมกินบักโมเบิ่ดเปลือก” พ่อยืนมองเครื่องบินที่สนามบินอุบล ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนเดินไปขึ้นเครื่องอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพื่อไปรับรางวัลพ่อดีเด่นแห่งชาติ (พุทธศักราช ๒๕๕๙)

นั่นคือการนั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตของพ่อหลังจากเคยปั่นจักรยานไปยืนเกาะตะแกรงรั้วดูเครื่องบินทหารฝรั่งเมื่อ ๕๐ กว่าปีที่แล้ว

แม้ว่าพายุผ่านพ้นไปได้สักระยะ และผลของพายุนั้นยังส่งผลอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่สามารถลบรอยยิ้มของโยมแม่และโยมพ่อได้อีกแล้ว เมื่อเห็นพระลูกชายกลับมาดังเดิม เพราะด้วยความเป็นพระนั้น ถือว่าที่สุดแล้วแห่งความเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนาและได้บวชเรียนตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ในสังสารวัฏ มากไปกว่านั้น ความเป็นพระยังช่วยให้โยมแม่และโยมพ่อได้เข้าถึงสัจธรรมอย่างลึกซึ้งในที่สุด เมื่อความชรามาเยือน เพื่อเตรียมตัวอำลาจากสังสารวัฏนี้อย่างสงบงาม





“รอยยิ้มของโยมแม่กับโยมพ่อ” เกร็ดธรรมจาก ธรรมลิขิต “ชรัง อนตีโต : เมื่อความชรามาเยือน”เขียนโดย ญาณวชิระ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร, วงศ์ชะอุ่ม อดีตพระราชกิจจาภรณ์)

ชรัง อนตีโต
เมื่อความชรามาเยือน
๕๕ ความเรียง
ว่าด้วยบทสนทนาของพระลูกชายกับโยมพ่อผู้ชรา

ISBN : ๙๗๘ – ๖๑๖ – ๙๓๓๗๘ – ๖ – ๗
ผู้เขียน : ญาณวชิระ
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
อดีต พระราชกิจจาภรณ์
ปีที่พิมพ์ : ๒๕๖๗
จำนวนพิมพ์ : ๑,๐๐๐ เล่ม
จำนวนหน้า : ๓๐๔ หน้า
จัดพิมพ์ โดย : สถาบันพัฒนาพระวิทยากร
เลขที่ ๓๔๔ อาคารสันติวัคคีย์ แขวงบ้านบาตร
เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐
พิมพ์ที่ : หจก.นิวไพศาลการพิมพ์
เลขที่ ๕๓ เจริญนคร ๔๖ บางลำพูล่าง
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

บางแง่มุมในการสนทนาของบางวัน กลับดิ่งลึกลงไป ในความคิดอันแหลมคม ทำให้เห็นชีวิตในความหมายของคำว่า “พ่อ” ยิ่งกว่าบทเทศนาว่าด้วยความกตัญญูใด ๆ 







