
แด่…เพื่อนร่วมทุกข์ในสังสารวัฏ

หมายเหตุ : การนับรัตนโกสินทร์ศก มีคำย่อว่า ร.ศ. เป็นศักราชที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๒ โดยให้นับปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปีขาล พุทธศักราช ๒๓๒๕ เป็น ร.ศ. ๑ และให้เริ่มใช้ศักราชนี้ในราชการ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ร.ศ. ๑๐๘ โดยให้นับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปี เดือนมีนาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปี รัตนโกสินทร์ศกจึงขึ้นปีใหม่ในวันที่ ๑ เมษายน
ร.ศ. ๑ ตรงกับ พุทธศักราช ๒๓๒๕ รัตนโกสินทร์ศกจึงน้อยกว่าพุทธศักราช ๒๓๒๔ ปี การเทียบเปลี่ยนรัตนโกสินทร์ศกกับพุทธศักราช คือ พ.ศ. = ร.ศ. + ๒๓๒๔ และ ร.ศ. = พ.ศ. – ๒๓๒๔
ประเทศไทยใช้รัตนโกสินทร์ศกมาถึง ร.ศ. ๑๓๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ก็ทรงประกาศให้เลิกใช้รัตนโกสินทร์ศก เปลี่ยนเป็นพุทธศักราชแทน

ถวายผ้าแดงบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
(ว่า นะโม ๓ จบ)
อิมานิ มะยัง ภันเต,รัตตะวัตถานิ,สะปะริวารานิ,สารีริกะธาตุ,ปูชนัตถายะ,ภิกขุสังฆัสสะ,โอโณชะยามะ,สาธุ โน ภันเต,ภิกขุสังโฆ,อิมานิ,รัตตะวัตถานิ,สะปะริวารานิ,ปฏิคคัณหาตุ,อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง,หิตายะ,สุขายะฯ
คำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ,ข้าพเจ้าทั้งหลาย,ขอน้อมถวาย,ผ้าแดง, พร้อมทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, แก่พระสงฆ์,เพื่อบูชา, ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุ,ขอพระสงฆ์จงรับ, ผ้าแดง, พร้อมทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้,ของข้าพเจ้าทั้งหลาย,เพื่อประโยชน์,เพื่อความสุข,แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย,ตลอดกาลนาน เทอญฯ




มาสิ มาบอกเล่าความทุกข์ให้พระพุทธเจ้าฟัง ที่ภูเขาทอง วัดสระเกศ ประเทศไทย แห่งนี้ ซึ่งกำลังจะมีงานฉลองประจำปีที่จะเกิดขึ้นในเช้าวันที่ ๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ แล้วนำความสุข ความเป็นสิริมงคลกลับไป นี้คือหนทางแห่งพระโพธิสัตว์ที่จะช่วยเยียวยาความทุกข์ภายในใจของทุกคน
โปรดนำความทุกข์ใจมาทิ้งไว้ที่นี่แล้วนำหนทางแห่งปัญญาจากพระพุทธเจ้า นำไปเยียวยาความทุกข์ทางใจให้กลายเป็นความสุขสงบพร้อมเผชิญกับอุปสรรคแห่งชีวิตเพื่อก้าวผ่านไปสู่การเดินทางสู่ความสิ้นทุกข์ฺในสังสารวัฏ

จากการเตรียมงานอย่างหนักของพระสงฆ์และฆราวาสในช่วงที่ผ่านมา ก็พร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านมาสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าจากสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งประดิษฐานตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ประวัติศาสตร์ พระบรมสารีริกธาตุ
กับ งานวัดภูเขาทอง
เมื่อครั้งที่เดินทางไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระเจดีย์ภูเขาทองในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ได้กราบหลวงพ่อพระพรหมสิทธิ ในขณะนั้น ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า พระบรมสารีริกธาตุ บนภูเขาทอง วัดสระเกศ ฯ นี้มีความสำคัญมาก ตั้งแต่การขุดพบ การอัญเชิญมา แม้แต่การขุดพบในอินเดีย เขาก็บันทึกเป็นหลักฐานว่า การขุดพบ ขุดพบอย่างไร ชั้นดินที่ขุดอยู่ในชั้นอะไร เรื่องราวมาจากทางจดหมายเหตุทั้งหมด ดังในคำนำ หนังสือ “๑๑๒ ปี แห่งการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงกบิลพัสดุ์ สู่สยามประเทศ” เขียนโดยคณะสงฆ์วัดสระเกศ พุทธศักราช ๒๕๕๔ ตอนหนึ่งว่า เนื่องจากในปี พุทธศักราช ๒๔๔๐ มิสเตอร์วิลเลียม เปปเป ชาวอังกฤษ ได้ขุดพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จารึกอักษรโบราณ ความว่า เป็นพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในส่วนของศากยราชสกุล ได้รับการแบ่งไปในคราวโทณพราหมณ์ ได้รับหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระหลังพุทธกาลนั้น

“รัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองประเทศอินเดียในขณะนั้น เห็นสมควรถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แล้วพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ออกเดินทางไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากรัฐบาลอินเดียกลับสู่สยามประเทศและทรงพระกรุณาโปรดเกล้า และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ พระเจดีย์บรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศฯ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย แก่เจ้าพระยายมราชในคราวนั้นด้วย
“นับแต่วันบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในสมัยพระพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงปัจจุบันนั้นเป็นเวลา ๑๑๒ ปี แล้ว (ในปี ๒๕๕๔ หากนักถึงปัจจุบันก็ ๑๒๐ ปีพอดี)
และในปีนั้น ๒๕๕๔ ผู้สืบสกุลเจ้าพระยายมราช ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนนั้นมาถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในโอกาสเฉลิมฉลอง ๒๖ พุทธศตวรรษ พระพุทธศาสนามีอายุ ๒,๖๐๐ ปี นับแต่กาลตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันจะเป็นการสนองพระเดชพระคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระบรมสารีริกธาตุเป็นมรดกของพระพุทธศาสนา ประเทศชาติ บ้านเมือง และเป็นสิริมงคล แก่ประชาชนในชาติตลอดไป และเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ถวายเป็นพระพรชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ในโอกาสมหามงคล ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔

“คณะสงฆ์วัดสระเกศ พร้อมพุทธศาสนิกชนทั้งมวล เห็นสมควรอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งผู้สืบสกุลเจ้าพระยายมราช ได้อัญเชิญมาถวายนั้น ขึ้นไปประดิษฐานไว้ ณ พระเจดีย์บรมบรรพต (ภูเขาทอง) และได้จัดพิมพ์หนังสือ “ประวัติพระบรมสารีริกธาตุ ตามจดหมายเหตุ ร.ศ.๑๑๖ เป็นที่ระลึก”

หลังจากนั้นผู้เขียนก็นำเรื่องการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในช่วง ๒๖๐๐ ปี มาเขียนลงนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ และนสพ.คมชัดลึก ที่เคยทำงานอยู่ ด้วยความปีติ ที่ได้ทราบว่า พระบรมสารีริกธาตุองค์จริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ประดิษฐานอยู่ในประเทศไทยด้วยเหมือนกัน ทำให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้รู้เห็นกายใจตามความเป็นจริงไปจนกว่าจะสิ้นทุกข์ในสังสารวัฏด้วยความศรัทธาในพระรัตนตรัยยิ่งชีวิต
ในปีนั้น นอกจากจะให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปสำคัญภายในวัดแล้ว เพื่อประกาศเกียรติคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ที่ผ่านมา

ในฐานะที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นรองประธานสภาสงฆ์โลก นับเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกและรูปเดียวที่ก้าวขึ้นสู่การบริหารองค์การสงฆ์โลก เป็นคณะสงฆ์ไทยคณะแรก ที่เดินทางเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการตามคำนิมนต์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นคณะสงฆ์ไทยคณะแรกที่เดินทางเยือนนครรัฐวาติกัน กรุงโรม อย่างเป็นทางการ เป็นคณะสงฆ์ไทยคณะแรกที่เดินทางรอบโลก เพื่อสังเกตการณ์พระพุทธศาสนาและสานศาสนสัมพันธ์กับนานาอารยประเทศ


เป็นผู้ริเริ่มเชื่อมโลกพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับฝ่ายมหายานเข้าด้วยกัน และเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานการสร้างวัดในต่างประเทศ จนเกิดวัดไทยขึ้นทั่วโลก ในครั้งนั้น สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ จึงได้จัดนิทรรศการ ชุด “พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก” พร้อมเปิดตัวภาพเขียนประวัติศาสตร์ “เย็นหิมะในรอยธรรม” ย้อนเส้นทางประวัติศาสตร์การเดินทางรอบโลกของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ร่วม ๖๐ ปี โดยเปิดให้ชม ระหว่าง ๑๐-๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ ที่ผ่านมา

และในวันอาทิตย์ ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๐๖.๐๐ น. ได้มีพิธีห่มผ้าแดงสักการะองค์บรมบรรพต
โดยริ้วขบวนอัญเชิญผ้าแดง ประกอบด้วย ขบวนรถบุปผชาติ ขบวนฉัตรธงทิว ขบวนเทวดา ขบวนพราหมณ์ ขบวนม้า และขบวนช้างอัญเชิญมณฑปประดิษฐานเกศา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) ต่อด้วยขบวนพุทธศาสนิกชนอัญเชิญผ้าแดงยาวหลายกิโลเมตร ผ่านถนนราชดำเนิน ข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาส เข้าสู่ถนนหลานหลวง เลี้ยวขวาสี่แยกหลานหลวง ผ่านถนนจักรพรรดิพงษ์ เลี้ยวขวาสี่แยกแม้นศรี เข้าถนนบำรุงเมือง เลี้ยวขวาที่สี่แยกเมรุปูน เข้าถนนบริพัตร ข้ามสะพานมหาดไทยอุทิศ เลี้ยวขวาเข้าถนนดำรงรักษ์ เข้าสู่ถนนจักรพรรดิพงษ์ ข้ามสะพานนริศดำรัส แล้วเลี้ยวเข้าวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร โดยยึดตามพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ สมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ปราศจากอันตรายนานาประการ

สำหรับประวัติงานวัดสระเกศนั้นมีความเก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร ที่ยังจัดมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มมีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เกี่ยวเนื่องกับงานเทศกาล การละเล่นทางน้ำ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดให้ขุดคลองใหญ่ข้างวัดสระเกศขึ้นคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า“คลองมหานาค” เพื่อให้ชาวพระนครเล่นเพลงเรือ เล่นสงกรานต์ และลอยกระทง ในเทศกาลทางน้ำ ตามแบบอย่างคลองมหานาคที่ทุ่งภูเขาทอง ครั้งกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นเหตุให้เกิดงานวัดสระเกศสืบต่อมา

ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเห็นว่า ที่คลองมหานาค วัดสระเกศ เริ่มมีประชาชนมาเที่ยวงานเทศกาลทางน้ำมากขึ้นทุกปี จึงโปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ประดิษฐานไว้ที่ริมคลองท่าน้ำวัดสระเกศ เพื่อให้ประชาชนที่มาเที่ยวงานเทศกาลได้เคารพสักการะบูชา และถวายพระนามว่า “หลวงพ่อโต” ภายหลัง เมื่อบ้านเมืองเจริญมากขึ้น จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เชิงบรมบรรพต ภูเขาทอง หันพระพักตร์ออกสู่คลองมหานาคเช่นเดิม

งานวัดสระเกศเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น และเป็นที่รู้จักของประชาชนอย่างกว้างขวางในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างภูเขาทองต่อจากรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ จนแล้วเสร็จ พระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดีย ที่ขุดได้จากกรุงกบิลพัสดุ์ โดยมิสเตอร์ วิลเลียม เปปเป ชาวอังกฤษ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุประดิษฐานไว้บนองค์บรมบรรพต ภูเขาทอง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ในช่วงเทศกาลลอยกระทง จนกลายเป็นประเพณีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ สำหรับชาวพระนครที่เก่าแก่ที่สุดสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ในคอลัมน์ซอยสวนพลู หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ว่า“ประเทศไทยนี้มีเจดีย์และที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมากมาย แต่ที่แน่ใจว่าพระบรมสารีริกธาตุองค์จริง คือ องค์ที่บรรจุที่บรมบรรพต ภูเขาทอง เพราะมีบันทึกเป็นจดหมายเหตุประกอบโดยละเอียดตั้งแต่ขุดพบ จนอัญเชิญจากประเทศอินเดียมาสู่ประเทศไทย ประกอบกับทางประเทศอินเดีย ก็มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย”

ครั้นคณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาถึงเมืองสมุทรปราการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานในวิหาร เกาะพระสมุทรเจดีย์ ทำเพื่อการเฉลิมฉลอง และที่พระสมุทรเจดีย์นี้เอง พระบรมสารีริกธาตุได้เกิดปาฏิหาริย์ ส่องแสงสว่างแวววาวออกจากองค์พระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่อัศจรรย์”

นอกจากนั้น วัดสระเกศยังเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และราชวงศ์จักรี เดิมมีชื่อว่า “วัดสะแก” เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไปราชการสงครามที่กรุงกัมพูชา ทรงทราบข่าวว่ากรุงธนบุรีเกิดจลาจล จึงยกทัพกลับมาถึงบริเวณวัดสะแก ทรงเห็นว่าเป็นสถานที่ต้องตามหลักพิชัยสงคราม จึงประกอบพิธีมูรธาภิเษกขึ้นบริเวณสระน้ำที่วัดสะแก อันเป็นที่ตั้งหอไตรในปัจจุบัน ก่อนเสด็จไปปราบจลาจลในกรุงธนบุรี ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ผ่านพิภพเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
ภายหลังเมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว จึงทรงสถาปนา “วัดสะแก” เป็น “วัดสระเกศ” พระอารามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ต้องตามสถานที่ที่พระองค์ประกอบพิธีมูรธาภิเษก วัดสระเกศจึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และราชวงศ์จักรี

ต่อมา สระที่นำน้ำขึ้นมาทำน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีมูรธาภิเษกได้ถูกถมไป เพราะถือว่าสระน้ำที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้แล้วไม่ควรที่ประชาชนทั่วไปจะใช้อีก ยังคงปรากฏอยู่แต่หอไตร นอกจากนั้น ยังมีพระตำหนักรัชกาลที่ ๑ อยู่บริเวณเดียวกับหอไตร เดิมเป็นเรือนไม้ ต่อมารัชกาลที่ ๓ ได้เปลี่ยนเป็นตึกก่ออิฐถือปูนในคราวที่บูรณะวัดสระเกศทั้งพระอาราม เพราะพระองค์เกรงว่าหากพระตำหนักยังเป็นเรือนไม้อาจจะทรุดโทรมเสียหายได้ง่าย ภายในพระตำหนักมีภาพจิตรกรรมฝาผนังลวดลายกระบวนจีน อันแสดงถึงลักษณะเฉพาะของจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๓




พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) กล่าวว่า “พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง ได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์วัดภูเขาทอง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร ความกว้างโดยรอบเส้นศูนย์กลางประมาณ ๕๐๐ เมตร สร้างโดยพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึง ๓ พระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นเวลากว่า ๕ ทศวรรษ ครั้นสร้างแล้วเสร็จ รัชกาลที่ ๕ ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดีย ที่ขุดได้จากกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุประดิษฐานไว้บนองค์บรมบรรพต ภูเขาทอง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่เหตุการณ์มีความสอดคล้องกันเช่นนี้ งานเทศกาลนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ จะเริ่มด้วยการห่มผ้าแดงองค์พระเจดีย์ก่อนวันงาน ๓ วัน เพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุเริ่มขึ้นแล้ว เป็นพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ชาวพระนครให้ความสำคัญมาก เพราะเชื่อว่าเป็นพิธีทำให้เกิดสิริมงคล อานุภาพแห่งการบูชาพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในชีวิต แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นความเชื่อที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล”
ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า “เรื่องของอานุภาพการบูชาพระเจดีย์นั้น ปรากฏความว่า หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๓ พรรษา เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายแก่ชาวเมืองเวสาลี ผู้คนประสบภัยพิบัตินานาประการ ทั้งข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ภูตผีปีศาจทำอันตราย บ้านเมืองกระด้างกระเดื่อง เกิดโจรผู้ร้ายเข่นฆ่าชาวเมืองผู้บริสุทธิ์ ไม่เว้นแม้แต่สมณพราหมณ์ผู้ทรงศีล ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
“ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จสู่เมืองเวสาลี ความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายก็พลันหายไปสิ้น เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ประชาชนโดยทั่วไป เมื่อโรคภัยไข้เจ็บหายก็ทำให้ประชาชนมาแวดล้อมพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งที่เกิดเช่นนี้มิใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ แต่เป็นเพราะอานุภาพแห่งบุญบารมีที่พระองค์เคยเอาผ้าประดับบูชาเจดีย์ในอดีตชาติ ”





พระเจดีย์บรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศฯ เปิดต้อนรับทุกท่านทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่เดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และท่องเที่ยวทางธรรมไปในตัว





เพราะขณะเดินขึ้นภูเขาทอง ก็มีเสียงธรรมะตามสายของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ให้ฟังตลอดทาง ฟังแล้วรู้สึกชุ่มชื่นใจ ลืมความวุ่นวายสับสนจากโลกภายนอกไปได้ชั่วขณะ แม้เป็นชาวต่างชาติที่อาจฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ ก็จะได้รับความสงบเย็นเมื่อค่อยๆ เดินขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ แล้วนั่งพัก หรือ นั่งทำสมาธิ อยู่กับลมหายใจเข้า-หายใจออก สักพัก ที่ด้านบนองค์พระเจดีย์ สัมผัสลมพัดเย็นสบาย มองเห็นทิวทัศน์ได้รอบทิศ




กรุงเทพมหานครยามค่ำคืนช่างงดงาม แสงไฟส่องสว่างเจิดจรัสทั่วพระนคร เหมือนนครหลวงแห่งนี้ไม่เคยหลับใหล เมื่อมองขึ้นเหนือยอดเจดีย์ “แสงฉัพพัณรังสีเรืองรองบนยอดองค์พระเจดีย์นั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ยิ่งทำให้เกิดปีติ มองไปรอบข้าง ผู้คนต่างมีดอกไม้ธูปเทียนในมือ มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่เดินทำประทักษิณเวียนขวารอบองค์พระเจดีย์ บูชาพระบรมสารีริกธาตุ บรรยากาศน่าศรัทธายิ่ง



เมื่อเดินกลับลงมาด้านล่างแวะไหว้ “หลวงพ่อโต” “หลวงพ่อดำ” “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)” และ “รอยพระพุทธบาท” ซึ่งประดิษฐานอยู่บริเวณรอบบรมบรรพต แต่พระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ทำให้สะดุดตามาก คือ พระพุทธรูปยืนสูงสง่า พระพุทธรูปองค์นี้ คือ “พระอัฏฐารส” พระพุทธรูปประทับยืนปางห้ามญาติ ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น มีความสูงถึง ๑๐.๗๕ เมตร อายุเก่ากว่า ๗๐๐ ปี รัชกาลที่ ๓ อัญเชิญมาจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก





แม้เราไม่ได้มีโอกาสมาร่วมงานห่มผ้าแดงองค์พระเจดีย์สุวรรณบรรพตในวันนี้ แต่ทุกๆ วัน ที่บรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสระเกศ ก็เปิดต้อนรับทุกท่านตั้งแต่เช้าถึงเย็น มากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุหนึ่งเดียวในประเทศไทย แล้วตั้งจิตอธิษฐานเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานตามรอยธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และตั้งบำเพ็ญเพียรอย่างไม่ย่อท้อ ก็จะทำให้เราใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า และอยู่บนเส้นทางที่จะนำจิตเราไปสู่ความสิ้นทุกข์ในสังสารวัฏในที่สุด ดังพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

งานฉลองพระบรมสารีริกธาตุ รัตนโกสินทร์ศก ๒๔๓ มาถึงแล้ว

ขอเชิญทุกท่านร่วมห่มผ้าแดง ธงชัยสัญลักษณ์ของงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ
เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต




ในปีนี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๘ เดือนพฤศจิกายน และสิ้นสุดในวันอาทิตย์ที่ ๑๗ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๗




แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เปิดให้ประชาชนผู้มีความศรัทธาเในพระพุทธศาสนา ที่ได้รับอานิสงส์จากการภาวนาจนเห็นทางในการดับความทุกข์ทางใจให้กับตนเอง ตั้งแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ ก็มีสาธุชนมากมายเดินทางมาทำบุญ ร่วมบูรณปฏิสังขรณ์บรมบรรพต และต่อแถว จารึกชื่อ และถวายผ้าแดง สำหรับห่มภูเขาทองในช่วงงานเฉลิมฉลองที่กำลังจะมาถึง เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต




งานภูเขาทองนี้เป็นประเพณีเก่าแก่มีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการจัดมานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว (หยุดจัดงานไป ๒ ครั้ง คือ ประมาณพุทธศักราช ๒๔๙๗ ที่ได้บูรณะบรมบรรพต ภูเขาทอง หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ และงานพระราชพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๕๙-๒๕๖๑)





หลังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ได้มีการจัดพิธีการห่มผ้าแดงขึ้นทุกปี ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ จนถึง วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังพิธีลอยกระทง รวม ๑๐ วัน ๑๐ คืน



จากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุมาจากประเทศอินเดียแล้วโปรดให้นำมาประดิษฐานไว้บน บรมบรรพต ภูเขาทอง พระองค์รับสั่งให้มีการจัดงานเพื่อทำการเฉลิมฉลอง บูชาพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อชาวพระนคร


พระองค์ได้พระราชทานผ้าสีแดง
เพื่อมาห่มบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
อันเป็นธงชัยสัญลักษณ์ของงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ


เนื่องจากในสมัยก่อนภูเขาทองเป็นสถานที่สูงสามารถมองเห็นได้จากที่ห่างไกลไปหลายกิโลเมตร นับว่าเป็นความอัจฉริยภาพของพระองค์ที่ได้นำผ้าสีแดงมาเป็นสัญลักษณ์ของงานนี้ ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลมองเห็นธงสีแดงแล้วเกิดความเข้าใจว่า งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดภูเขาทอง เริ่มขึ้นแล้ว ก็จะพากันมากราบไหว้สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ



แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุใหญ่บ้างเล็กบ้าง องค์ใหญ่คนก็มองเห็น องค์เล็กคนก็มองไม่เห็น พระโพธิสัตว์ได้นำผ้ามาประดับบูชาพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นสัญลักษณ์ว่า ที่ตรงนี้มีพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำให้คนที่ผ่านไปมาได้ทราบแล้วมาทำการบูชา นับว่ามีอานิสงส์มากมาย

นับเป็นเจตนาที่ดีของบูรพมหากษัตริย์ไทยที่ได้พระราชทานผ้าสีแดงมาเพื่อทำการห่มบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และคนไทยเชื้อสายจีน หรือคนจีน ยังถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นมงคล



ทั้งนี้ความหมายของการห่มผ้าสีแดงให้กับองค์พระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทอง เนื่องจากสีแดงตามความเชื่อโบราณคือสีแห่งความเป็นมงคล






นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่า ผู้ที่เขียนชื่อ และนามสกุล ลงบนผ้าสีแดงแล้วนำผ้านั้นไปห่มบูชาพระบรมสารีริกธาตุก็จะได้รับความเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย




งานในปีนี้ เริ่มขึ้น วันศุกร์ ที่ ๘ เดือน พฤศจิกายน จะสิ้นสุด วันอาทิตย์ ที่ ๑๗ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๗

จึงขอเชิญชวนท่านพุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระบาทสมเด็จพระมหาวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ให้มีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ



ร่วมกันอธิษฐานขอพรให้ประเทศชาติ
มีแต่ความสงบสุขร่มเย็นเป็นสุข
และขอพรให้กับทุกท่าน
และครอบครัวมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดปี
โชคดีตลอดไป



เมื่อเดินทางมาจารึกชื่อ ห่มผ้าแดง และกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่ภูเขาทอง วัดสระเกศ แล้วอย่าเพิ่งรีบกลับ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมงคลสถาน ๙ ประการให้มาศึกษาเรียนรู้ ดังนี้


๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญวัดสระเกศ ที่ต้องสักการะเมื่อมาไหว้บรมบรรพต ภูเขาทอง
เมื่อมาวัดสระเกศ ควรจะไหว้ที่ไหนบ้าง รวมประวัติ ๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดสระเกศ และคติการสักการะ

๑. ลานโพธิ์ลังกา / พระพุทธเจ้าน้อย / ต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ / รูปเหมือนสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)
ลานโพธิ์ลังกา เป็นสถานที่รวม ๓ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของพระอาราม ประกอบด้วย

๑.๑ ต้นโพธิ์ลังกาเป็นพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ รุ่นที่ ๓ สายตรงจากต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อายุ ๒๑๐ ปี มีประวัติว่า เมื่อรัชกาลที่ ๒ ปีจอ ฉศก จุลศักราช ๑๑๗๖ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๕๗ โปรดให้เลือกพระภิกษุผู้ชอบเที่ยวธุดงค์ ได้พระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพจากวัดสระเกศ เป็นหัวหน้าสมณทูตออกไปสืบพระศาสนาที่ลังกา อาจารย์ดีกับอาจารย์เทพไปอยู่เป็นเวลา ๓ ปี ครั้นกลับมาได้นำหน่อต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์เมืองอนุราธบุรีมาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ จำนวน ๓ ต้น ทรงโปรด ฯ ให้ปลูกไว้ที่วัดสระเกศ ๑ ต้น อยู่ที่ลานโพธิ์หน้าพระอุโบสถ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

๑.๒ พระพุทธเจ้าน้อย แสดงถึงความเป็นหนึ่งในโลก ความเป็นยอดคนในโลก และความเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก
พระพุทธเจ้าน้อยซึ่งประดิษฐาน ณ ลานโพธิ์ลังกา เป็น ๑ ใน ๓ พระพุทธเจ้าปางประสูติที่หล่อขึ้นเพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยได้อัญเชิญอีก ๑ องค์มาประดิษฐานที่ลานโพธิ์ลังกา ด้านหน้าพระอุโบสถวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงการบูรณะเส้นทางแสวงบุญสู่ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพุทธเจ้า
๑.๓ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก

หากเอ่ยนามพระสงฆ์ผู้เป็นต้นแบบแห่งสงฆ์ที่พุทธบริษัทปรารถนาจะได้พบเห็น ซึ่งเป็นหนึ่งในทัสนานุตริยะที่เป็นมงคลยิ่ง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นพระมหาเถระที่ได้รับการกล่าวนามถึงมากที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินไทย ทั้งนี้ ก็ด้วยใบหน้าที่เปิดยิ้ม ฉายแววแห่งความเมตตา ทักทายผู้คนทุกชนชั้นที่พบเห็น

นอกจากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ยังเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานแนวคิดนำพระพุทธศาสนาก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ และนำพระพุทธศาสนาขจรขจายไปก้องโลก เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เป็นองค์ปฐมผู้ก่อตั้งสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ทำให้วัดไทยเกิดขึ้นทุกมุมโลก ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน
• ขอความเป็นหนึ่ง ขอพระพุทธเจ้าน้อย • ขอวิสัยทัศน์ ขอหลวงพ่อสมเด็จฯ • ขอความสำเร็จ ขอต้นพระศรีมหาโพธิ์ •

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายโดย พระมหาปฐมพงษ์ ญาณวํโส
จริยธรรมแชนแนล สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ
๒. พระประธานประจำพระอุโบสถวัดสระเกศ มีพระนามว่า “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี”
พระพุทธลักษณะของพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิซึ่งไม่ค่อยพบมากนักในงานช่างไทยสมัยเดียวกัน ลักษณะโดยรวมใกล้เคียงกับพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา จึงแสดงให้เห็นถึงงานที่สืบต่อมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงตามประวัติที่กล่าวว่า รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพอกทับพระประธานองค์เดิม ลักษณะดังกล่าวเป็นงานช่างที่ต่างจากงานช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งจะมีพระพักตร์อย่างหุ่นอันเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ลักษณะของพระพุทธรูปประธานประจำพระอุโบสถวัดสระเกศ มีพระพักตร์ค่อนข้างสี่เหลี่ยมแบบอยุธยา ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง พระโอษฐ์กว้างแบบอยุธยา ลักษณะชายสังฆาฏิที่ซ้อนทับกันแบบเดียวกับพระพุทธรูปอยุธยาตอนปลาย ในสมัยของพระเจ้าปราสาททอง มีส่วนที่แตกต่าง คือ ในสมัยรัตนโกสินทร์นิยมทำสังฆาฏิพาดกึ่งกลางพระวรกาย ในขณะที่พระพุทธรูปสมัยอื่น ๆ นั้น ชายสังฆาฏิจะอยู่ทางเบื้องซ้าย



กราบขอบพระคุณ ภาพจากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ
สำหรับฝาผนังภายในพระอุโบสถระหว่างซุ้มหน้าต่างเป็นภาพทศชาติ ด้านบนเป็นภาพเทวดาและท้าวจตุโลกบาล ส่วนด้านหน้าเป็นภาพมารวิชัย ด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิ คือ ภาพสวรรค์ มนุษย์ และนรก
• ขอความเป็นใหญ่ขอการเริ่มต้นที่ดี ขอหลวงพ่อพระประธาน •

๓. พระอัฏฐารส / หลวงพ่อดุสิต

มีพระนามเต็มว่า พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น คาดว่า มีอายุร่วม ๗๐๐ ปี เป็นประพุทธรูปยืนที่มีความสูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร มีความสูงถึง ๕ วา ๑ ศอก ๑๐ นิ้ว (๒๑ ศอก ๑ นิ้ว) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อ นับว่าเป็นการหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย เดิมประดิษฐานอยู่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก วัดประจำพระราชวังจันทน์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมา รัชกาลที่ ๓ โปรด ฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระวิหาร วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

พระวิหารพระอัฏฐารส ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ บทมหาสมัยสูตร เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์แจกจ่ายให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สืบเนื่องมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อดุสิต
มีประวัติว่า เดิมเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถวัดดุสิตมาก่อน วัดดุสิตนั้น แต่เดิมตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานพระราชวังดุสิต อยู่ใกล้กันกับวัดแหลมหรือวัดเบญจมบพิตร เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างพระราชวังดุสิตและสวนดุสิต จำต้องขยายบริเวณเกินเนื้อที่วัดทั้งสองวัด จึงทรงพระราชปรารภสร้างวัดชดใช้วัดทั้งสองขึ้นวัดหนึ่ง คือ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แล้วจึงได้โปรด ฯ ให้อัญเชิญพระประธานในพระอุโบสถวัดดุสิตไปประดิษฐานอยู่ในห้องด้านหลังพระวิหารพระอัฏฐารส ซึ่งว่างอยู่ ภายหลังเรียกกันว่า “หลวงพ่อดุสิต” ประดิษฐานอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้
• ขอลูก ขอหลวงพ่อพระอัฏฐารส • ขอความสุขความยุติธรรม ขอหลวงพ่อดุสิต •

๔. คัมภีร์โบราณ ๒,๐๐๐ ปี พระธรรมเจดีย์นี้มีการขุดค้นพบในถ้ำเทือกเขาบาบิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน บนเส้นทางสายไหม ซึ่งสมัยพุทธกาล เรียกว่า “แคว้นคันธาระ” อันเป็นแคว้นต้นกำเนิดพระพุทธรูปยุคแรกของโลก โดยพระคัมภีร์ดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า เป็นผลงานจารึกของเหล่าพระอรหันตสาวก ในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ หรือประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ได้ทำการจารึกลงบนใบลาน เปลือกไม้ หนังสัตว์ และแผ่นทองเหลือง ด้วยอักษร “พราหมีโบราณ” ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้ในสมัยพุทธกาลหรือหลังจากนั้นไม่นาน ทั้งนี้ สถาบันอนุรักษ์สเคอเยนแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ ได้พระคัมภีร์ชุดแรกมาจากผู้ค้าของเก่า ซึ่งถูกลักลอบขนย้ายออกจากหุบเขาบาบิยัน และแตกหักเล็กน้อยไว้ได้ประมาณ ๕,๐๐๐ ชิ้น และชิ้นส่วนเล็กๆ อีกประมาณ ๘,๐๐๐ ชิ้น ซึ่งนักโบราณคดี นักภาษาศาสตร์ จากนานาชาติได้ร่วมกันชำระเป็นเวลา ๑๒ ปี จึงทำให้ทราบแน่ชัดว่า พระคัมภีร์โบราณนั้น คือ “พระไตรปิฎก” นั่นเอง
• ขอความมั่นคง ขอความมั่งคั่ง ขอหลวงพ่อบามิยัน •

๕. หลวงพ่อดำ

พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ฝีมือปั้นสันนิษฐานว่า เป็นยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปที่คู่กับพระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) มาแต่ต้น เล่ากันว่า สร้างไว้เพื่อให้เจ้านายและพุทธบริษัททั่วไปที่ไม่สามารถขึ้นไปกราบบนองค์บรมบรรพตได้ จึงให้กราบบูชาที่องค์หลวงพ่อดำนี้
• ขอโชคลาภขอความรัก ขอหลวงพ่อดำ •
๖. หลวงพ่อดวงดี มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลบรมบรรพต” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หรือปางตรัสรู้ มีพุทธลักษณะพุทธศิลป์แห่งพุทธศตวรรษที่ ๒๖ มีความงดงาม โดดเด่น ด้วยศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หล่อขึ้นจากแผ่นดวงมหาโภคทรัพย์ที่บรรจุอยู่บนยอดพระบรมบรรพต ภูเขาทอง ถวายพระนามโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และมีบัญชาให้ประดิษฐาน ณ ศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ
นอกจากนั้น ที่ศาลาหลวงพ่อหลวงดี ยังเป็นที่ประดิษฐานประติมากรรมและรูปหล่อ ตลอดจนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และจิตรกรรมฝาผนังไตรภูมิจักรวาล และจิตรกรรมฝาผนังแสนโกฏิจักรวาล อันวิจิตรงดงาม
มีคติแห่งการสักการะหลวงพ่อดวงดีว่า ผู้ใด ได้สักการะบูชา จะมีดวงชะตาที่ดี เป็นที่รักของมิตรสหาย ปลอดภัยจากอุปสรรคนานาประการ
• ขอดวงชะตาราศีที่ดี ขอหลวงพ่อดวงดี •

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายโดย พระมหาปฐมพงษ์ ญาณวัโส
จริยธรรมแชนแนล สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ
๗. หลวงพ่อโชคดี มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลสุวรรณบรรพต” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือปางชนะมาร ขนาด ๓๙ นิ้ว มีพุทธลักษณะพุทธศิลป์ มีความโดดเด่นด้วยพระเกศมีลักษณะเปลวเพลิง หล่อด้วยเงิน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีความงดงามด้วยศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถวายพระนามโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปองค์สุดท้ายที่เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เป็นประธานเททองหล่อ และมีบัญชาให้ประดิษฐาน ณ ศาลาสุวรรณบรรพต วัดสระเกศ ด้านหลังพระประธาน มีจิตรกรรมฝาผนังต้นดอกมณฑาทิพย์ ประตููมณฑาทิพย์โปรยฟ้า ประตูพฤกษาภิรมย์ และพญานาค ๔ ตระกูล
มีคติแห่งการสักการะหลวงพ่อโชคดีว่า ผู้ใด ได้สักการะบูชา ย่อมมีแต่ความโชคดี ประสบสมหวังดังใจปรารถนาทุกประการ
• ขอความสมหวัง ขอความมีโชค ขอหลวงพ่อโชคดี •
๘. หลวงพ่อโต
พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปหล่อ ปิดทอง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๗ ศอก ๑ คืบ สูง ๑๐ ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง พระพุทธรูปที่ใหญ่ขนาดนี้ ส่วนมากปั้นด้วยปูน ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” คงจะเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปใหญ่ เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้หล่อประดิษฐานไว้ริมคลองมหานาค เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้ในเทศกาลทางน้ำของชาวพระนคร เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ ต่อมา ได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เชิงพระบรมบรรพต ภูเขาทอง จนถึงปัจจุบัน
• ขอสุขภาพแข็งแรง ขอหลวงพ่อโต •

๙. พระบรมสารีริกธาตุ
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๑ มิสเตอร์ วิลเลี่ยม แคลกตัน เปปเป ชาวอังกฤษ ได้ขุดพบอิฐธาตุในพระสถูป ณ ที่ใกล้ตำบลปิปราหวะ ตั้งอยู่ปลายชายแดนเนปาล คือ เมืองกบิลพัสดุ์ มีอักษรจารึกเป็นอย่างเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย บอกว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า คือ ส่วนที่กษัตริย์ศากยราช ในกรุงกบิลพัสดุ์ได้รับแบ่งปันในเวลาที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ


ขณะนั้นมาเครสเคอสันเป็นอุปราชครองอินเดียอยู่ แต่ก่อนเคยอยู่ที่กรุงเทพ ฯ มีความคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรารภว่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพุทธศาสนูปถัมภกอยู่ในโลกเวลานั้น ก็มีแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์เดียว จึงมีความประสงค์จะถวายพระบรมสารีริกธาตุนั้นแด่พระองค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุมเปรียญ) แต่ครั้งยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต เป็นผู้แทนกรุงสยามไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้น และครั้งนั้น ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาในนานาประเทศ คือ ญี่ปุ่น พม่า ลังกา และประเทศไซบีเรีย เป็นต้น ต่างก็ได้ส่งทูตเข้ามาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไปตามประสงค์ พระบรมสารีริกธาตุที่เหลือโปรดสร้างพระเจดีย์ทองสัมฤทธิ์เป็นที่บรรจุ แล้วโปรดให้ประกอบพระราชพิธีบรรจุในพระเจดีย์บนยอดพระบรมบรรพต ปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน
• สิ่งใดที่ตั้งใจแล้ว ปรารถนาแล้ว ให้นำความตั้งใจนั้น ความปรารถนานั้น ขึ้นไปอธิษฐานบนยอดภูเขาทอง จักสำเร็จสมมโนรถตามความปรารถนาทุกประการ •

๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญวัดสระเกศ ที่ต้องสักการะเมื่อมาไหว้บรมบรรพต ภูเขาทอง
๑. ลานโพธิ์ลังกา / พระพุทธเจ้าน้อย / ต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ / รูปเหมือนสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)
• ขอความเป็นหนึ่ง ขอพระพุทธเจ้าน้อย •
• ขอวิสัยทัศน์ ขอหลวงพ่อสมเด็จฯ •
• ขอความสำเร็จ ขอต้นพระศรีมหาโพธิ์ •
๒. พระประธานประจำพระอุโบสถวัดสระเกศ มีพระนามว่า “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี”
• ขอความเป็นใหญ่ขอการเริ่มต้นที่ดี ขอหลวงพ่อพระประธาน •
๓. พระอัฏฐารส / หลวงพ่อดุสิต
• ขอลูก ขอหลวงพ่อพระอัฏฐารส •
• ขอความสุขความยุติธรรม ขอหลวงพ่อดุสิต •
๔. คัมภีร์โบราณ ๒,๐๐๐ ปี

• ขอความมั่นคง ขอความมั่งคั่ง ขอหลวงพ่อบามิยัน •
๕. หลวงพ่อดำ
• ขอโชคลาภ ขอความรัก ขอหลวงพ่อดำ •
๖. หลวงพ่อดวงดี มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลบรมบรรพต”
• ขอดวงชะตาราศีที่ดี ขอหลวงพ่อดวงดี •
๗. หลวงพ่อโชคดี มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลสุวรรณบรรพต”
• ขอความสมหวัง ขอความมีโชค ขอหลวงพ่อโชคดี •
๘. หลวงพ่อโต
• ขอสุขภาพแข็งแรง ขอหลวงพ่อโต •
๙. พระบรมสารีริกธาตุ
• สิ่งใดที่ตั้งใจแล้ว ปรารถนาแล้ว ให้นำความตั้งใจนั้น ความปรารถนานั้น ขึ้นไปอธิษฐานบนยอดภูเขาทอง จักสำเร็จสมมโนรถตามความปรารถนาทุกประการ •












