
ลูกศรดอกที่สาม
วันพระที่ ๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
ผู้เขียนเปิดบันทึก ในช่วงที่ไปกราบเยี่ยมท่านอาจารย์เจ้าคุณและคณะสงฆ์ ที่ถูกจำกัดพื้นที่ ในช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ ก่อนที่จะได้รับอิสรภาพในปีต่อมา ๔๕๐ วันในเรือนจำ คืนวันแห่งความทุกข์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว…

พระอุปัชฌาย์ผู้เลิศคุณ ผู้ให้ภิกขุภาวะผมดำรงอยู่สืบมา”
ลายมือบนถุงกระดาษใส่ผ้าขาว
ที่พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)
เขียนสั่งงานก่อนสูญสิ้นอิสรภาพ
เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่บนผนังกุฏิคณะ ๕ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

สมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ (สติปัฏฐาน ๔ )
เรียบเรียงโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) “ญาณวชิระ”
ระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๖๑- ๒๕๖๒
เผยแพร่ในรูปแบบ e-book โดย สถาบันพัฒนาพระวิทยากร เมื่อ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ท่านสามารถโหลดหนังสือ “สุดทางจงกรม”
สมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ (สติปัฏฐาน ๔ )
กดลิ้งค์เพื่ออ่านได้ที่ สุดทางจงกรม

กราบขอบพระคุณ ภาพจาก หนังสือ E – Book “สุดทางจงกรม”
สมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ (สติปัฏฐาน ๔ )
เรียบเรียงโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) “ญาณวชิระ”
ระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๖๑- ๒๕๖๒
เผยแพร่ในรูปแบบ e-book โดย สถาบันพัฒนาพระวิทยากร เมื่อ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ท่านสามารถโหลดหนังสือ “สุดทางจงกรม”
สมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ (สติปัฏฐาน ๔ )
กดลิ้งค์เพื่ออ่านได้ที่ สุดทางจงกรม

ท่านอาจารย์เจ้าคุณกล่าวผ่านโทรศัพท์ ผ่านกระจกว่า พระพุทธเจ้าตรัสในทำนองว่า เมื่อเราถูกยิงด้วยลูกศร ไม่จำเป็นต้องไปถามหาผู้ยิง แต่ให้รีบรักษาบาดแผล เพราะถ้าเรามัวแต่ไปถามหาคนยิงอาจตายก่อนที่จะรู้ หรือแม้รู้เข้าก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น ไม่รู้เสียดีกว่า ทุกข์ที่ต้องถูกขังอยู่ในนี้เพียงอย่างเดียวก็มากเกินพอแล้ว”
และท่านยังกล่าวต่อมาว่า อย่าไปว่าใคร ในสังสารวัฏ ไม่มีใครมีกรรมกับอาตมา

ด้านหน้าคือกระจกหนา และยังมีลูกกรงเหล็กกางกั้นการสนทนาอีก แม้ไม่ค่อยได้ยินก็ต้องพยายามฟังและจำไว้ แล้วกลับมาจดบันทึกธรรมไว้รอท่านออกมา ด้วยบันทึกนี้อาจเป็นประโยชน์บ้างกับคนทุกข์ที่ต้องการธรรมะเยียวยาใจในยามที่จิตถูกบีบคั้นในสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นกับเรา เมื่อความถูก ถูกกระทำให้กลายเป็นความผิด…เราจะมีชีวิตอย่างไร และต่อสู้ด้วยอหิงสาธรรมเพื่อเรียกร้องให้ความถูกต้องกลับคืนมา
ครูบาอาจารย์ท่านจึงกล่าวเตือนสติเสมอว่า แทนที่จะจะคิดว่า ทำไมจึงเกิดขึ้นกับเรา ก็ให้มองใหม่ว่า แล้วทำไมจะเกิดขึ้นกับเราไม่ได้ล่ะ

การมองอย่างหลังจะช่วยให้ยอมรับความเป็นจริง และปรับจิตใจให้อยู่กับปัจจุบันในสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ด้วยสติและปัญญามากกว่าการโวยวาย หรือฟุ้งซ่านจนทำให้เกิดอาการย้ำคิดย้ำทำจนทุกข์ขยายใหญ่ขึ้นจนเกินจริงก็เป็นได้ เพราะแค่ทุกข์กับสภาวะบีบคั้นกายเท่าที่เป็นอยู่ก็หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตแล้ว และ ถัดจากนี้คือความตาย

จิตอันยิ่งใหญ่ประดุจพระโพธิสัตว์ของท่าน ทำให้เมื่อท่านต้องประสบทุกข์ จึงมีสหธรรมมิกและพระลูกศิษย์ รวมทั้งญาติโยมที่เป็นศิษย์มากมายแวะเวียนมาเยี่ยมและสนทนากับท่านทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์เว้นเสาร์ และวันอาทิตย์ ที่ปิดการเยี่ยม ส่วนภายในตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงของทุกวัน ก็มีผู้ที่เห็นวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่านแล้วก็อาสาดูแลอุปัฏฐากท่านประหนึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิก็ไม่ปาน

เกือบห้าเดือนแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่ท่านถูกกล่าวหา และต้องถูกจองจำก่อนการพิจารณาคดีตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นมา จนล่วงพ้น ๔๕๐ ราตรีที่ผ่านไป


จนถึงวันนี้ ท่านกล่าวเพียงว่า มีขันติเป็นเครื่องอยู่ เป็นการฝึกขันติธรรมอย่างแท้จริง พยายามอยู่กับลมหายใจให้ผ่านไปแต่ละขณะทุกวิวาราตรีก็พอ ไม่ได้นับวันเวลาอีกแล้วว่าจะผ่านไปนานเท่าใด ท่านกล่าวแต่เพียงว่า อยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ให้ที่นั่น
ใช่ ท่านกำลังจะเขียน พระไตรปิฎกฉบับดับทุกข์ ในนี้ เพื่อช่วยเหลือคนที่นี่ให้มีสติไว้ประคองจิตยามที่จิตตก ไม่เช่นนั้นจะผ่านคืนวันอันทรมานไปได้อย่างไรกัน

เมื่อหนังสือพระไตรปิฎกครบชุดพร้อมอรรถกถา ๙๑ เล่ม ผ่านการตรวจอย่างละเอียดทีละหน้าจนเข้ามาในนี้ก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆ จนกระทั่งมาถึงท่านแล้ว ท่านก็เริ่มอ่านอีกครั้ง และอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในช่วงการบวชเรียนเป็นพระของท่าน กับพระไตรปิฎกชุดแรกกว่าจะได้มาท่านต้องเก็บหอมรอบริบจากปัจจัยที่ญาติโยมถวายให้ทีละเล็กทีละน้อยกว่าจะได้พระไตรปิฎกครบชุด เพื่อย่อยและเขียนออกมาในหลากหลายมุม

ในหนังสือหลายเล่มที่ท่านเขียน อาทิ “ทศชาติ : ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” และ “หลักการทำบุญและ การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน” ในนามปากกา ญาณวชิระ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

การอ่านพระไตรปิฎกครั้งนี้ในสถานที่ถูกจองจำ กับความทุกข์ที่บีบคั้นภายในจิต ทำให้การอ่านพระไตรปิฎกครั้งนี้แตกต่างจากคราวก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง

ท่านว่า อ่านครั้งนี้ชัดเจนมากขึ้น พบธรรมเห็นธรรมจากสภาวะภายในจิตใจมากขึ้น เป็นช่วงที่จะต้องขัดเกลาจิตให้เที่ยง ให้ตรงธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนที่สุด และตั้งใจภาวนาให้สิ้นอาสวะได้แล้ว เพราะความตายคืบคลานมาแข่งกับเวลาจริงๆ หากมองไปข้างหน้า ก็แทบไม่มีเวลาเหลือแล้ว

แล้วท่านก็เล่าเรื่องวาระจิตสุดท้ายของพระอินทร์ที่ทำให้ท่านบรรลุโสดาบันใน สักกปัญหสูตร …พระอินทร์ หลังจากได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าจนจบท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อท่านบรรลุแล้ว จุติท่านหลังจากการตาย ปฏิสนธิจิตเกิดต่อเป็นท้าวสักกะในชาติต่อมา…

แล้วท่านก็เล่าถึง มหาปรินิพพานสูตร ที่เพิ่งอ่านจบลงไป เหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องความไม่ประมาท เป็นพระวาจาเป็นครั้งสุดท้าย นี่เอง จึงต้องเร่งความเพียร
“ภาวิตา พหุลีกตา”
ภาวิตา แปลว่า เจริญแล้ว
พหุลีกตา แปลว่า กระทำให้มาก
ใช่ ต้องภาวนาให้มาก ภาวนาคือ การปฏิบัติธรรม เจริญสติ สมาธิให้มาก
จนกว่าจะเกิดปัญญาในการเห็นตามความเป็นจริง
คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

ท่านกล่าวต่อมาว่า ภาวนาให้มากเป็นอย่างไร ก็ให้ทุกขณะมีสติปัญญาเห็นความจริงของกายและใจ ทุกเช้าตั้งแต่ตีสามกว่าๆ จนถึงหกโมงเช้าอาตมาออกมาเดินจงกรม และทำสมาธิทุกวัน พิจารณาใคร่ครวญธรรมอย่างต่อเนื่อง ระลึกถึงมรณานุสติ หลังจิตสงบ ก็น้อมจิตเข้าสู่สภาวะของความเป็นอนิจจังในทุกสรรพสิ่งทั้งภายในและภายนอกจนแลเห็นการเกิดดับของจิตในแต่ละขณะที่ผ่านไป ผ่านไป จนกระทั่งแม้แต่ปัจจุบันที่ดำรงอยู่ก็ไม่มีอยู่จริง

แต่เมื่อความคิดวนมาอีกก็ต้องกลับมาอยู่กับลมหายใจในปัจจุบันอีกครั้ง และอีกครั้ง แล้วบอกกับตนเองว่า อนิจจัง อนิจจัง และอนิจจัง












