
“เราตายได้ พระพุทธศาสนาตายไม่ได้ หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ ชาวพุทธก็หมดที่พึ่ง แม้วันหนึ่งวันใดข้างหน้า พระพุทธศาสนา ชาวพุทธจะอยู๋ไม่ได้จริง ๆ ก็ขอให้พระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย”
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร)
คำกล่าวของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ทำให้ผู้เขียนหันมามองพระพุทธศาสนาในวันนี้ บนผืนแผ่นดินไทย พระสงฆ์กำลังอยู่ในภาวะที่กำลังจะหมดไปหรือไม่…เมื่อพระสงฆ์ถูกกล่าวหาไม่เว้นแต่ละวัน บนหน้าสื่อในกระแสและสื่อออนไลน์ ที่แพร่กระจายราวไฟไหม้ฟาง ไม่มีใครรู้ว่า หายนะกำลังจะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาผ่านการกล่าวหาพระสงฆ์นี่เอง หรือไม่ ?
อุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนา

๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
คือบันทึกอีกหนึ่งหน้า ในช่วงที่ไปผู้เขียนไปกราบเยี่ยมท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอด ระหว่างถูกจำคุก ๔๕๐ วัน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากการถูกกล่าวหาโดยไม่มีความผิด จนกระทั่งได้รับการยกฟ้องในที่สุดในเวลาต่อมา
ผู้เขียนบันทึกไว้ว่า …
วันนี้ท่านอาจารย์เจ้าคุณมีสหธรรมมิก และพระลูกศิษย์มาเยี่ยมครูบาอาจารย์มากมาย จนต้องแบ่งเวลาที่จะได้มีโอกาสสนทนากับแต่ละท่าน คนละเล็กคนละน้อย ต่างคนต่างมาเล่าให้ท่านฟังถึงงานพระพุทธศาสนาที่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสงเคราะห์ชุมชน เป็นหลักใจให้กับผู้คนให้ก้าวผ่านความทุกข์น้อยใหญ่ตามที่แต่ละคนประสบด้วยวิถีแห่งธรรม ให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดจนหลักการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันที่จะช่วยให้จิตมีสติที่พึ่ง มีสมาธิไม่วู่วาม และมีปัญญาในการแก้ไขปัญหาครอบครัว การงาน สารพัดที่ต้องเจอกันการกระทบในแต่ละวัน

แม้ที่นี่มีลูกกรงกั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธรรมะจะเดินทางไม่ได้ เปล่า ธรรมะยิ่งเข้มข้น ลึกซึ้งในการช่วยกันบรรเทาทุกข์ทางใจให้กับผู้ต้องขังภายในนั้นให้มีสติ สมาธิ และปัญญาในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของแต่ละคน จนสามารถอยู่กับปัจจุบันได้ด้วยใจที่เป็นอิสระ เมื่อมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งในนั้น แม้ท่านไม่ได้สวมจีวร และต้องสวมชุดสีขาว แต่จิตของทุกท่านเป็นพระ และทุกท่านก็ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขาไว้ก่อนถูกจำกัดอิสรภาพ
ทุกที่จึงกลายเป็นวัด เมื่อญาติโยมไปกราบเยี่ยม ก็เลยทำให้สถานที่ดังกล่าวสงบเย็นเป็นวัดไปด้วย แม้ว่าท่านต้องประสบชะตากรรมที่ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วัตรปฏิบัติของสงฆ์ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง การทำวัตรเช้า- เย็น การฝึกสมาธิทุกวัน ก็เป็นทางออกที่ทำให้ทุกข์ไม่อาจกล้ำกรายใจได้ในที่สุด
ดังที่ท่านกล่าวว่า …
“แม้ทุกข์กายก็อย่าให้ใจทุกข์ไปด้วย”
เมื่อได้กราบท่านที่พื้นผ่านกระจกสามครั้ง และต้องสื่อสารผ่านโทรศัพท์ที่ไม่ค่อยได้ยินเสียง ซึ่งเชื่อมจากภายในสู่ภายนอก สำหรับผู้มากราบเยี่ยม ท่านก็ให้ธรรมะต่อมาว่า…

” คำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ในจิตเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระธรรมยังคงสถิตอยู่กลางใจตลอดเวลา”
เพราะพระธรรมนี้เอง พระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญ ถือเป็นภารธุระในการสานต่อแก่นธรรมให้สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อยังความร่มเย็นให้เกิดขึ้นภายในใจของผู้คน จนกว่าจะเข้าสู่กระแสพระนิพพาน ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอีก
เพราะขึ้นชื่อว่า “โลก” ย่อมนำทุกข์มาให้ตลอดเวลา ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่พบกับความทุกข์ แม้ผ่านไปสองพันหกร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม จนถึงยุคนี้ ที่ผู้คนดูเหมือนจะห่างไกลพระพุทธศาสนา จนไม่รู้ว่าจะนำพระพุทธศาสนาในมุมใดไปใช้ดับทุกข์ในใจตนได้อย่างไร
นี่เอง จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรักษาพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ให้อยู่ครบองค์ประชุม เป็นเนื้อนาบุญของโลกต่อไปตราบนานเท่านาน เพื่อป้องกันไฟแห่งความโลภ โกรธ หลง ของผู้คนบนโลก อันเป็นที่มาของสงครามโลกครั้งที่สามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ …แต่พระพุทธศาสนา ยังคงเป็นความหวังที่จะช่วยดับไฟในใจของผู้คนได้ก่อน…

เป็นเวลายาวนานกว่าพันปีแล้วที่พระพุทธศาสนาปักหมุดบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ โดยพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบัน แม้พระพุทธศาสนาจะเป็นเสาหลักหนึ่งของประเทศไทย แต่ก็ไม่เคยได้รับการจารึกอย่างเป็นทางการว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
จนบัดนี้ พระพุทธศาสนากำลังถูกลดทอนความสำคัญผ่านการพุ่งเป้าไปกล่าวหาพระสงฆ์ ทั้งกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา ถูกจับสึก ถูกจับไปก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่มีความผิด การละเมิดสิทธิพระสงฆ์ ซึ่งก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ควรได้รับสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ว่า ไปตรวจสอบบัตรประชาชนพระสงฆ์ทั้งประเทศ ตรวจสอบบัญชีธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วมุ่งตรงไปจับเลย โดยไม่ให้พระท่านอธิบาย
ทั้งๆ ที่งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์นั้นมากมาย แต่ทางผู้ที่จะทำลายพระสงฆ์ก็ไม่เคยสนใจงานพระศาสนาที่กำลังช่วยเหลือผู้คนเลย
ซึ่งงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่คณะสงฆ์ไทย โดยมหาเถรสมาคม เห็นชอบให้มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนานโยบายปฏิรูปประเทศไทย ๔.๐ ของรัฐบาล โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ ๖ ด้าน + ๑ ด้าน คือ ๑. การปกครองคณะสงฆ์ ๒. การศาสนศึกษา ๓. การศึกษาสงเคราะห์ ๔. การด้านเผยแผ่ ๕. การสาธารณูปการ และ ๖ การสาธารณสงเคราะห์ และได้เพิ่มแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีก ๑ งาน คือ การพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแห่งโลก
พระสงฆ์หลายแสนรูปทำงานหนักกันทั้งประเทศ แต่คนที่จะจับพระไม่เคยดูงานของพระสงฆ์เลย ?
ด้วยความงงของพระ และประชาชนที่อ่านข่าว เกิดความสับสน กังวล และกลัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์รายวัน โดยไม่มีการแก้ข่าว หากการกล่าวหาพระนั้นไม่เป็นจริงในเวลาต่อมา สื่อจะกลายเป็นพื้นที่อันตรายที่ทำให้ประชาชนที่จะได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาหายไป เมื่อมีการเผยแพร่สิ่งที่ไม่เป็นจริงอย่าต่อเนื่อง
และในที่สุด ผู้คนก็ไม่มีสติ สมาธิ และปัญญาเป็นเครื่องกั้นจิตเวลาเจอสิ่งกระทบให้ขุ่นข้องหมองใจ การทำร้ายกันและกันก็มากขึ้น เมื่อสงครามในใจของผู้คนเกิดขึ้นจากอวิชชา ความเกลียดชัง ความโกรธจะโหมกระพือ สงครามโลกก็เป็นเพียงปลายทางที่จะต้องเกิดตามมา เมื่อไม่ตัดไฟแห่งอวิชชาตั้งแต่ต้นลม ด้วยการให้โอกาสประชาชนเข้าถึงหนทางแห่งความสงบเย็นของพระธรรมด้วยการปฏิบัติธรรม หายนะก็ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต
เมื่อพระพุทธศาสนาไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับชั้น เพื่อเป็นฐานที่มั่นทางศีล สมาธิ และปัญญา พระพุทธศาสนาจึงถูกแยกออกมาจากใจของผู้คนทีละเล็กทีละน้อย จนอาจจะหายไปในวันหนึ่งเมื่อไปถามคนรุ่นใหม่ว่า นับถือศาสนาอะไร เขาอาจตอบว่า ไม่ได้นับถือศาสนาใดก็ได้
แล้วเมื่อนั้น พระพุทธศาสนาก็จะถูกผลักออกจากใจของผู้คน จนกลายเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่อาจจะถูกกล่าวร้ายไปต่างๆ นานา โดยไม่รู้ว่า พระพุทธศาสนามีคุณอนันต์เพียงใดตั้งแต่เกิดจนตาย คำสอนของพระพุทธองค์มีบริบทที่กว้างไกลมาก หยิบจับตรงไหนก็นำไปใช้ดับทุกข์ทางใจได้ตลอด เพียงคำว่า อนิจจังอย่างเดียว ก็ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยงนะ เราไปยึดถือไม่ได้เลย เมื่อเข้าใจเพียงเท่านี้ การอภัยก็เกิดขึ้น หยุดการสร้างเวรกรรมต่อไป ปล่อยวางความทุกข์ชั่วขณะได้แล้ว

ท่านอาจารย์เจ้าคุณเล่าต่อมาว่า…
“อาตมาอยู่ที่นี่ เวลาเดินจงกรมตอนเช้าๆ บางทีก็ระลึกว่า เอ เมื่อชาติก่อนๆ เราอาจเคยเป็นคนหรือเป็นสัตว์แล้วถูกจับอย่างนี้บ้างไหม หรือ เราอาจจะเคยจับเขามาขังไว้บ้างไหม ทุกอย่างแม้เป็นเรื่องที่เราไม่อาจรู้ได้ แต่การอนุมานก็ทำให้คลายใจไปได้บ้าง หากเราเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม แม้ชาตินี้ไม่ได้ทำความผิดอะไร จึงต้องถูกจับมาอยู่ในนี้ ก็ทำให้เราต้องปรับตัว ปรับใจ ไม่ให้จิตตกไปกับสถานการณ์ที่กระทบกายใจเราโดยตรง”

เมื่อพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ถวายชีวิตบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ กลับถูกกล่าวหา… ถ้าไม่ใช่พระผู้ฝึกตนเคี่ยวกรำตนอยู่บนเส้นทางนี้มาตลอดชีวิตกว่า ๓๐ พรรษา ก็ไม่แน่ใจว่า จะทนทานต่อการถูกกระทำเช่นนี้หรือไม่
แต่ท่านและคณะสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แม้จะถูกกล่าวหาไปในทางร้ายเพียงใด ท่านก็ได้แต่นิ่งเงียบ ก็จะไปทำอะไรได้เล่า ในเมื่อพระพุทธศาสนาถูกตีความคลาดเคลื่อนไปตามใจของผู้คนมาเป็นระยะเวลานาน ผลก็เป็นเช่นนี้

และนี่เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเราจึงต้องช่วยกันดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ให้ประดิษฐานในใจของผู้คนตลอดกาลนาน…ก็เพราะแม้ทุกข์ที่สุดแล้ว พระธรรมก็ยังทำให้ใจสงบได้

มากไปกว่านั้น ท่านยังให้กำลังใจศิษย์ทุกคนเสมอที่มาเยี่ยมเยือน ไม่มีที่ใดที่จะกางกั้นพระธรรมอันเย็นใจจากครูบาอาจารย์ที่จะมอบให้ศิษย์ แม้ท่านจะถูกกักกันอิสรภาพให้อยู่ในพื้นที่อันจำกัดก็ตาม อีกทั้งด้วยความที่เป็นพุทธบุตร ท่านกล่าวว่า ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็ทำประโยชน์ให้ที่นั่น แม้กายและใจต้องประสบกับความทุกข์แสนสาหัส แต่ท่านก็ยังมีพลังที่จะให้กำลังใจผู้คนเสมอ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร และนี่ล่ะ คือ ครูที่แท้ คือพระแท้
ตอนนี้ท่านว่า เหมือนนกที่ติดบ่วง เมื่อก่อนเป็นพระอิสระ เป็นนกที่โผบินไปในท้อง แวะพักเกาะกิ่งไม้นั้น กิ่งไม้นี้ แล้วก็บินจากไป ไม่มีอาลัยอาวรณ์ แต่ตอนนี้ไปไหนไม่ได้

“แม้ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพระ ก็ต้องอยู่ให้ได้ นี่คือความทุกข์ที่สุดในชีวิตแล้ว ถัดจากนี้คือ ความตาย ใช่ นี่เอง ทำให้เห็นว่า ชาติปิ ทุกขา จริงๆ การเกิดเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส ถ้าไม่มีการเกิด ก็ไม่มีการตาย พระพุทธเจ้าทรงนำทางเราออกจากกับดักของการเกิดและการตายได้ และนี่คือหนทางที่เราจะเดินผ่านไปเช่นกัน

“อุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาก็คือการนี้ พาจิตที่ไร้นาม ไร้ตัวตนนี้ออกไปจากกองทุกข์ในสังสารวัฏ เราก็เดินตามรอยพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรู้ อริยสัจจ์ ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ใช่ พระองค์ไม่ทรงกล่าวหรอกว่า สุขสัจจ์ เพราะความสุขไม่มีอยู่จริง การบวชเป็นพระก็เพื่อการนี้ เพื่อดับทุกข์ในใจตนและช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ตามกำลังที่สามารถทำได้

ในขณะที่งานพระพุทธศาสนากำลังดำเนินไป พระเณรต่างมีทิศทางในการช่วยผู้คนดับทุกข์ในใจอย่างมีทิศทางตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ พระอาจารย์ท่านก็ได้ทำหน้าที่โฟกัสให้ทิศทางชัดขึ้น กับหลักสูตรการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาที่นำสมัย เหมาะกับทุกวัยให้ได้มีโอกาสฝึกสติ จนเกิดสมาธิและปัญญาในการแก้ปัญหาทุกข์ในใจตน กับกิจกรรมต่างๆ มากมาย สอนให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ และความกตัญญู

ไม่ละเลยการสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นแปลร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจความหมาย เกิดสมาธิ และนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน กับการอธิบายกุโศบายในการเกื้อกูลพระสงฆ์ที่จะทำให้เกิดสติ สมาธิ และปัญญาได้อย่างไรเช่นกัน ทุกอย่างเป็นหนทาง เป็นดั่งมาลัยธรรมอันงดงามที่พุทธบริษัทช่วยกันขับเคลื่อนธรรม “ทางสายกลาง” ที่ปรากฏในธัมมจักรกัปปวัฒนสูตร อย่างละเอียด เพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน จนเข้าใจในที่สุดว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และก็ดับไปเป็นธรรมดา หามีตัวเราไม่
การใส่บาตรในยามเช้า เพื่อลดละความตระหนี่ และฝึกตนให้ตื่นเช้าๆ เตรียมอาหารอันประณีตดูแลแม่พ่อ และถวายแด่พระสงฆ์เป็นการเกื้อกูลท่านในการบำเพ็ญจิตตภาวนา แล้วชาวบ้านก็ได้อาศัยท่านเป็นเนื้อนาบุญทั้งพิธีกรรมตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย และสอนการบำเพ็ญจิตตภาวนาจนกว่าจะพึ่งตนเองได้ ดับทุกข์ในใจตนเองได้ พระสงฆ์ท่านก็เพียงอยู่ให้เป็น เย็นให้สัมผัส

การเดินจงกรมอีกเล่า ก็เพื่อให้มีสติในทุกย่างก้าวในชีวิตประจำวันมิใช่หรือ การเดินอย่างมีสติ กำหนดรู้ ก็จะยิ่งทำให้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ไม่หลงไปในความคิดในอดีต หรืออนาคต จนขาดสติในการดูทางที่กำลังเดินจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้
เมื่อมีสติ สมาธิก็อยู่ในนั้น ปัญญาก็ปรากฏ ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าวางไว้อยู่ในหลักไตรสิกขาทั้งสิ้น ศีล สมาธิ ปัญญา หลักการปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์แปด ที่ตั้งต้นด้วยสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ ก็คือการเห็นตามความเป็นจริง เห็นอะไร ก็เห็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา นี่ไง ที่อาตมากำลังประสบอยู่ มันไม่เที่ยงจริงๆ ขณะที่มันไม่เที่ยง ก็เห็นความเที่ยงด้วย แต่ทั้งสองอย่างก็เกิด-ดับ ตลอดเวลา เป็นธรรมดา

ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้คือ อุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนา แล้วทำไมคำนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดระแวงไปได้ หากพระไม่มีอุดมการณ์ก็คงไม่สามารถที่จะครองตนในร่มกาสาวพัสตร์นานๆ ได้ ก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงมีอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีระบบ แบบแผน และมีเป้าหมายอย่างชัดเจน และเรากำลังเดินตามนี้ จะเป็นสิ่งผิดหรืออย่างไร ในยุคสมัยนี้
หรือว่า คำว่า “หวาดระแวง” นี้เอง คือตัวปัญหา ไม่มี “ตัวบุคคล” ที่เป็นปัญหา มีแต่ “ความคิด” ไม่ดีของคนเท่านั้นที่เป็นปัญหา ข้อนี้ ทำให้ท่านให้สติปัญญาแก่ศิษย์เสมอว่า อย่าไปว่าใคร อย่าไปสร้างเวรกรรมต่อ อย่าไปกระทบกับใคร อย่าไปกล่าวโทษใคร หรืออย่าไปโกรธเกลียดใคร ที่เขาทำกับเราอย่างนี้ เราต้องให้อภัย และก้าวข้ามความโกรธเกลียดนี้ไปให้ได้

ใช่ เพราะท่านไม่มีความโกรธเกลียดใครในใจท่านจริงๆ แต่ท่านพูด ก็เพื่อจะให้สติแก่ศิษย์ ที่ยังมีความคิดวนไปเวียนมา เผลอขาดสติอยู่บ่อยๆ ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน และเดินหน้า ให้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้มองให้เห็นธรรม และเป็นธรรมให้ได้ เพราะแท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่ความรู้ไม่เท่าทันกิเลสต่างหากที่ทำให้คนทำร้ายกันและกันได้
พระพุทธองค์ทรงประสบกับการถูกกล่าวร้ายมานับไม่ถ้วน ครูบาอาจารย์มากมายก็ประสบกับทางวิบากมิใช่น้อย ดังเช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) ผู้แปลและเรียบเรียง หนังสือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งรจนาโดย พระพุทธโฆสเถระ อันเป็นพระคัมภีร์ที่มีความสำคัญมากในการถ่ายทอดพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งถึงแก่น
ท่านอยู่ในยุคผู้คนกลัวคอมมิวนิสต์ แล้วท่านก็ถูกกล่าวหา และถูกจับ ก่อนหน้าที่ท่านจะถูกจับก็มีพระและฆราวาสถูกจับไปก่อนหน้านั้นหลายรูป หลายคน จากการเดินธุดงค์ไปอินเดีย ผ่านประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งกลับไทยก็ถูกจับติดคุก โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมจึงถูกจับ แล้วในที่สุดหลวงพ่อสมเด็จอาจท่านก็ถูกจับในที่สุด จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ไปกล่าวหาท่านจนท่านต้องติดอยู่ถึงห้าปี ในเวลานั้นท่านเขียนกลอนไว้บทหนึ่ง อาตมายังจำได้ …

ความร้ายในโลกล้วน เหลือหลาย
รุมรอบรบใจกาย เกลื่อนแท้
สิ่งอื่นจักหักหาย หาห่อน มีฤา
เว้นแต่ความดีแก้ กลับร้าย กลายดี
ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านไป ๖๑ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กับประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดมาแล้ว นี่เอง

“อาตมาก็ไม่แปลกใจ นี้เป็นเพียงขีดหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เกิดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จึงจำเป็นมากที่อุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาจากพระพุทธเจ้ากว่าสองพันหกร้อยปีจนถึงวันนี้ จะต้องได้รับการสานต่อเพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่คู่กับโลกใบนี้ตลอดไป เพื่อช่วยเหลือคนทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสให้มีที่พึ่งทางใจต่อไป
“เพราะถ้าไม่มีพระธรรมเป็นเครื่องอยู่ในขณะนี้
จะมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรในนี้ ”












