
มโนปณิธาน รำลึกวันวาน
พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)
ตอนที่ ๘๓ “ณ ดินแดนแห่งไฟที่ไม่เคยปิด”


ผู้เขียนเปิดบันทึกในวันที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ “ไฟที่ไม่เคยปิด” เมื่อครั้งเดินทางไปเยี่ยมท่านอาจารย์เจ้าคุณที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ ในช่วง ๔๕๐ วันที่ถูกจำกัดอิสรภาพ ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินไทยในปีนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพระสงฆ์ถูกใส่ความจนนำไปสู่การจับกุมก่อนที่จะตกเป็นผู้ต้องหา ไม่รู้ว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งในการทำลายพระพุทธศาสนาผ่านการทำลายพระสงฆ์ให้หมดความน่าเชื่อถือไปก่อนหรือไม่…ดังที่สมเด็จพระพุฒาจารณ์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
“พระพุทธศาสนาเมืองไทยมีภัยรอบด้าน ซึ่งกำลังแทรกเข้ามาทุกรูปแบบ พระพุทธศาสนาอาจจะล้มครืนลงวันใดก็ได้ แต่พระก็ยังเหมือนปลาอยู่ในน้ำเย็น จึงตายใจว่า พระพุทธศาสนาตั้งมั่นเจริญรุ่งเรืองในเมืองไทย เลยไม่รู้สึกถึงความล่มสลาย ซึ่งกำลังใกล้เข้ามา”

แต่ก็เป็นบุญอย่างใหญ่หลวงที่ศาลสถิตยุติธรรม ยังดำรงความเป็นธรรมให้คณะพระเถระทั้งห้ารูป ยกฟ้อง และคืนความเป็นธรรมให้

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก และทรงมีทศพิธราชธรรมอย่างเต็มเปี่ยม พระองค์ทรงถวายสมณศักดิ์คืนให้กับคณะพระเถระห้ารูปแห่งวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ยังความปีติให้กับพระเถระและศิษยานุศิษย์ตลอดจนพุทธศาสนิกชนยิ่งนัก

ผู้เขียนเปิดบันทึกในวันที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ ความว่า ในดินแดนแห่งไฟที่ไม่เคยดับ ท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอดเล่าว่า …
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือว่า ใครต้องการจะให้เราเป็นอย่างไร ก็ตาม แต่ใจเราต้องเป็นอิสระ”
พระอาจารย์บอกว่า อิสระจากอะไร อิสระจากความโกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท เพราะสิ่งเหล่านี้เองที่จะสร้างภพชาติ ติดตรึงเราไว้กับวัฏสงสารมานานเท่าไรแล้ว

วันนี้ ๑๒๖ ราตรีผ่านพ้น ในสถานที่อันจำกัด ไฟที่นี่ไม่เคยปิดในเวลากลางคืน แต่ก็ต้องจำวัด หลับตาพักผ่อน อยู่กับลมหายใจในปัจจุบันเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเดินต่อไปให้ใจเป็นอิสระ แม้ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับออกไปข้างนอก แต่ก็ต้องมีความหวัง ไม่ใช่ความคาดหวัง แต่เป็นความหวัง
แม้ที่นี่ ไม่ใช่ที่ของพระอยู่ แต่ในเมื่อเขาจับมาอย่างไม่ถามสักคำ วิถีของพระก็ยังดำเนินต่อไป ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้พบว่า ธรรมะปรากฏในใจและทุกแห่งหนจริง ๆ

เมื่อท่านนึกย้อนไปถึงการกล่าวหาที่รุนแรงคราวใด คำของสื่อที่โหมกระพือ กระหน่ำไปตามกระแส โดยมิได้ตรวจสอบความเป็นจริงก็แพร่กระจายราวไฟไหม้ฟาง เมื่อท่านมองเห็นว่าทุกอย่าง ผู้คิดไม่ดี มีเจตจำนงบางอย่างที่ต้องการให้ผลเป็นเช่นนี้ และแม้ไม่มีใครสนใจที่จะถามหาความจริง ก็ไม่เป็นอะไร
“รอวันฟ้าเปิด สิ่งที่เกิดขึ้น แม้หนักหนาสาหัสเพียงใดในชีวิต โดนกระทบกายและใจโดยตรง ก็ไม่เป็นไร แต่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาทำให้ใจกระเทือน หรือหวั่นไหวได้ เพราะอาตมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่ใครกล่าวหา…”
แล้วท่านก็รำลึกถึงประวัติศาสตร์ใกล้ๆ และเล่าเรื่องราวของ “ครูบาศรีวิชัย” ให้ฟัง

ครูบาศรีวิชัย พระมหาเถระซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้สร้างถนนทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ นักบุญแห่งล้านนา ผู้สละชีวิตเพื่อมุ่งพระนิพพาน กับงานพระพุทธศาสนาทุกด้านอันอเนกอนันต์ แต่ก็ไม่พ้นการกล่าวหามากมาย จนกระทั่งถูกจับกุมถึงสามครั้ง

ตอนที่ท่านถูกจับไป พระธาตุดอยสุเทพยังสร้างไม่เสร็จ ชาวบ้านก็ถามว่า แล้วใครจะสร้างต่อ ท่านตอบว่า เดี๋ยวก็มีคนมาสร้างต่อเอง และในที่สุดท่านก็กลับมาสร้างพระธาตุดอยสุเทพจนสำเร็จ ในวันที่ฟ้าเปิด ความจริงก็ปรากฏ ท่านจึงอยู่ในใจของชาวเชียงใหม่และชาวไทยมาจนถึงทุกวันนี้

พระอาจารย์ย้อนรำลึกไปไกลถึงพระถังซำจั๋ง หรือพระเสวียนจั้ง ออกธุดงค์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปอาราธนาพระไตรปิฎกจากอินเดียในปีพุทธศักราช ๑๑๗๐ ระหว่างการจาริกธรรมในเอเชียกลางและเอเชียใต้ทั้งไปและกลับรวม ๑๙ ปี ท่านต้องเผชิญกับเส้นทางวิบากในการถูกจับกุมอยู่หลายครั้ง กว่าที่ประเทศจีนจะมีพระไตรปิฎกภาษาจีนที่จากนาลันทาในวันนี้ ก็มาจากความอุตสาหะพากเพียร ความศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธเจ้าของพระถังซำจั๋ง หรือพระเสวียนจั้ง นั่นเอง

ท่านเล่าต่อมาว่า…
“แม้อาตมาเป็นเพียงพระเล็กๆ ก็ตาม แต่มโนปณิธานความเป็นพระ ผู้ถวายชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนานั้นยิ่งใหญ่ ไม่เปลี่ยนแปลง”
หากพระพุทธศาสนาคือ ความเมตตากรุณา ท่านอาจารย์เจ้าคุณก็มีมากล้น ไม่ว่าจะกล่าวถึงพระพุทธศาสนาในมุมใด ท่านมีคำอธิบาย และการเป็นแบบอย่างที่ไม่ต้องพูด แต่ดูได้จากวัตรปฏิบัติอย่างงดงามของท่านในแต่ละวัน

การให้เวลาไปช่วยเหลือพูดคุยผู้ป่วยในโรงพยาบาล ความใส่ใจญาติโยมที่ใส่บาตรทุกเช้ารอบ ๆ วัด การศึกษาพระไตรปิฎกบาลีจนแตกฉาน จนถึงการสร้างพระไตรปิฎกให้ปรากฏในใจคนด้วยการบำเพ็ญจิตภาวนา การสนับสนุนศิลปินผู้สร้างงานพุทธศิลป์ให้กว้างขวาง การสร้างหลักสูตรพระวิทยากรเพื่อออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ในชีวิตแก้ปัญหาทุกข์สร้างสังคมสันติสุข ผ่านสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
จากความเข้าใจในอริยสัจสี่ในการปฏิบัติส่วนตน การฝึกจิตในวิถีแห่งสติ สมาธิ จนเกิดปัญญามองเห็นตามความเป็นจริง การเดินจิตตามรอยอริยมรรคมีองค์แปดจนพบความสงบเย็นภายในใจ ท่านมองพระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นองค์รวม ท่านเห็นว่า เพราะเรามีวัฒนธรรม ประเพณีนี่แหละที่เป็นเปลือกห่อหุ่มแก่นพระพุทธศาสนาไว้ด้วยภูมิปัญญาแห่งบรรพชน ท่านจึงมุ่งการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมที่ห่อหุ้มแก่นไว้ไม่ให้สูญหายไปในวัดบ้านและวัดป่าในชนบท ตามวิถีชาวบ้านที่ก่อเกิดเป็นพลังแห่งศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาทุกอณู

ดังท่านเคยกล่าวเสมอว่า ทรายทุกเม็ด อิฐทุกก้อนที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาสร้างโบสถ์วิหาร หากไม่ใช่ศรัทธาที่เกิดจากปัญญาที่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตคือเห็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาในจิตแล้ว ใครเล่าจะสามารถสร้างเจดีย์สูงเสียดฟ้าได้ ใครเล่าจะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ให้เราได้มีโอกาสกราบไหว้ได้ ใครเล่าจะสร้างเสนาสนะ ศาลาปฏิบัติธรรมกันแดดกันฝนไปจนถึงเมรุและห้องน้ำสาธารณะในวัดได้
“เพราะศรัทธานั่นเอง ศรัทธาที่เกิดจากปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพชนโดยแท้”
พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)

ท่านอาจารย์เจ้าคุณไม่เคยว่ากล่าวผู้ใด แม้ใครกระทำท่านอย่างไรก็ตาม ท่านไม่เคยเอ่ยคำพูดถึงชื่อบุคคลใดให้เสียหายแม้แต่น้อย ท่านมีความศรัทธาต่อพระพุทธองค์ และมีความกตัญญูในองค์หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) พระอุปัชฌาย์ไม่เสื่อมคลาย

ท่านมักกล่าวว่า เกิดอีกอีกภพชาติก็จะขอเป็นศิษย์หลวงพ่อสมเด็จฯ ตลอดกาล มากกว่าความเมตตาที่พระอุปัชฌาย์มอบให้ท่าน คือ การให้โอกาสท่านสร้างสรรค์งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเคยกล่าวว่า งานเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นบางทีก็เป็นงานที่อาภัพ เพราะไม่ว่าจะทำดีเพียงใดก็ตาม การถูกมองให้เป็นอีกอย่างซึ่งคาดไม่ถึง ในทุกยุคทุกสมัยที่บางคนอาจไม่เข้าใจย่อมมี เลยกลายทำให้งานด้านนี้ต้องสะดุดลง

กับงานสร้างพระเณรเพื่อเป็นพุทธบุตรในพระพุทธศาสนา เป็นภูมิคุ้มกันชีวิตให้ปลอดภัย การสร้างพระสงฆ์ให้กลับไปยังภูมิลำเนาเดิม เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนในพื้นที่ ดังเช่น โครงการพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนใต้ ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ บุกเบิกไว้ งานการศึกษาบาลีและพระปริยัติธรรมที่ท่านกำลังทำวิจัยจากหลายๆ วัดที่ประสบความสำเร็จในการที่มีพระเณรมาเรียนจำนวนมาก และสามารถเรียนจบจนถึงชั้นสูง ๆ ไปจนถึงเปรียญ ๙ นั้นมีแนวทางอย่างไร ท่านก็เตรียมขยายระบบการศึกษาให้กว้างขวางขึ้น
จนกระทั่งในวันที่ถูกจำกัดอิสรภาพปีกว่า ๆ ท่านก็ยังระลึกและมองไปในอนาคตว่าจะสานต่องานพระพุทธศาสนาอย่างไร เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้กว้างขวางขึ้น แม้แต่ผู้คนที่ถูกจับกุมอยู่ก็ควรได้รับการศึกษาพระธรรม เพื่อนำไปแก้ทุกข์ให้กับตนเอง และสร้างสรรค์ชีวิตให้งดงามบนพื้นฐานแห่งศีล สมาธิ และปัญญา
ดังที่ท่านกล่าวว่า แม้งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาทุกอย่างจะหยุดชะงักไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา เพราะธรรมะจากพระพุทธเจ้าอกาลิโก เหนือกาลเวลา

“จะว่าไป ก็ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการสานต่อให้พระพุทธศาสนาเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้คนได้เข้าถึงธรรมะด้วยตนเองให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้คนมีเครื่องมือในการลดทอนความทุกข์ในใจตนเองด้วยพระธรรม ด้วยการปฏิบัติที่ศีล สมาธิ และปัญญา จนกว่าจะเข้าถึงธรรม มีธรรมครองใจ สามารถพึ่งตนพึ่งธรรมในใจตนเองได้ ก็จักปลอดภัยในสังสารวัฏ”
ท่านว่า อย่างน้อยในช่วง ๔๕๐ วัน ก็ทำให้ปลดภารธุระภายนอกลง และกลับมาทบทวน และทำภารธุระในจิตใจคือทำจิตให้หลุดออกจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอันละเอียดจะดีกว่า ซึ่งงานนี้ไม่มีใครทำให้ใครได้ ต้องทำเอง ขัดเกลาด้วยตนเอง

“อาตมาจึงต้องอยู่ให้ได้ในนี้ ต้องอดทน และทนให้ได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโอวาทปาติโมกข์ ว่า
“ขันติ ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ขันติคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง”
“เมื่ออดได้ ทนได้ในทุกสถานการณ์ ความอดทนจะช่วยให้จิตคลายออก คลายออกจากความยึดติดในสิ่งทั้งปวง และที่สุด จิตก็จะเบาสบาย ใจก็เป็นอิสระ และนี้เองคือเครื่องอยู่ของสมณะที่เรียกว่า “สุขวิหารธรรม”

ท่านอาจารย์เจ้าคุณเล่าต่อมาว่า แม้สภาพแวดล้อมไม่เป็นอิสระ แต่ใจต้องเป็นอิสระ ด้วยวิถีพระที่ผ่านมานั้น เป็นชีวิตอิสระที่สุด มีเสรีภาพที่สุดแล้ว เพราะไม่มีครอบ ไม่มีครัว จะทำอะไรก็ทำเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสงเคราะห์ผู้คนอย่างเดียว ไม่มีประการอื่น
“เมื่อชีวิตอาตมาอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาจะมีอะไรเป็นเครื่องข้องจิตอีกแล้ว ตั้งแต่ออกบวชตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี จนถึงวันนี้ผ่านไปสามสิบกว่าพรรษาแล้ว และต้องมาอยู่ในนี้ ถูกจำกัดสิทธิทุกอย่าง แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ความเป็นพระหายไปได้ และไม่มีอะไรที่จะมาสั่นคลอนจิตใจของอาตมาให้เป็นอื่นได้ และแม้กระทั่ง ความคิดไม่ดีกับใครก็ตาม สิ่งนี้ไม่มีอยู่ในจิตใจของอาตมาเลยแม้แต่น้อย”

“อาตมาตื่นตั้งแต่ตีสามกว่าๆ ลุกขึ้นมาสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับทุกคน และออกมาเดินจงกรม อากาศที่นี่ก็เหมือนกับข้างนอก ใช่ มีลมพัดเย็นดี ก็เดินไปเดินมา ใคร่ครวญธรรม บางทีก็มีความคิดว่า ทำไมเขาจึงทำกับเราอย่างนี้ ไม่เข้าใจ เมื่อคิดวนไปมา ก็ต้องตั้งหลักใหม่ ไม่ต้องคิดว่า ทำไม แต่ต้องกลับมาคิดว่า อยู่ตรงไหนก็ให้เป็นประโยชน์กับที่นั่น
“เป็นเรื่องที่น่าแปลก เหมือนธรรมะจัดสรรให้ในห้องที่อยู่ด้วยกันมีเด็กวัยรุ่นนิสัยดี ๆ อยู่หลายคน และมีอยู่คนหนึ่งที่คอยดูแล คอยอุปัฏฐากตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ จริง ๆ เด็ก ๆ เหล่านี้ ใฝ่ดีมาก พอช่วงบ่ายตั้งแต่สี่โมงเย็นก็ต้องเข้ามาอยู่ในห้องแล้ว เขาก็คุยกันเรื่องการทำสมาธิ บางคนมีปัญหาก็มาปรึกษาบ้าง ก็ให้คำแนะนำไปบ้าง

ท่านบอกว่า การทำกุศลในพระพุทธศาสนาทำมาทุกอย่างแล้ว สร้างพระเจดีย์ สร้างพระพุทธรูปที่มีชีวิต คือ สร้างพระหนุ่มเณรน้อยให้มีแรงบันดาลใจ ในการฝึกปฏิบัติส่วนตนลดละกิเลส และช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากทุกข์เล็กน้อยใหญ่ตามกำลังก็ทำแล้ว กิจการคณะสงฆ์ก็ทำมามากแล้ว สงเคราะห์ผู้คนก็มาก สิ่งที่ทำไปทั้งหมด เมื่อย้อนมองคราวใดก็ภูมิใจตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ดีงามที่ฝากไว้ให้กับพระพุทธศาสนา

พระหนุ่มเณรน้อยมากมาย ที่เป็นลูกศิษย์ท่าน ล้วนรดน้ำพรวนดินสร้างเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ในการเกื้อกูลผู้คนไปทั่วในวิถีพระพุทธเจ้า ตามรอยบาทพระศาสดาทุกย่างก้าว เพื่อให้เกิดความร่มเย็นในใจของผู้คนนี้เอง ด้วยชีวิตนั้นมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้าแล้ว เป็นทาสของพระพุทธเจ้า เป็นทาสของพระธรรม และเป็นทาสของพระสงฆ์ ใยจะต้องกังวลอะไรอีกเล่า
ท่านอาจารย์เจ้าคุณกล่าวว่า เกิดอีกก็จะถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนาอีก เป็นพระไม่เปลี่ยนแปลง เพื่ออะไร ก็เพื่อให้ใจคนได้เกิดความร่มเย็น สันติ นี้เอง ไม่มีประการอื่นใดเลย

“ตอนนี้ ก็คิดว่าจะเขียนพระไตรปิฎกฉบับดับทุกข์ในคนข้างในนี้ได้ศึกษากัน เป็นการสร้างเจดีย์ธรรม ธรรมเจดีย์ให้กับคนที่นี่ “ความเป็นมาของพระอภิธรรม” ก็เขียนแล้ว ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระธรรมวินัยก็มีร่างไว้แล้วประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ตั้งใจจะเขียนให้จบ และต่อด้วยพระสูตร อธิบายให้ครบ อ่านแล้ว ปฏิบัติเองได้จริง

จัดพิมพ์โดย สถาบันพัฒนาพระวิทยากร วัดสระเกศฯ
ท่านอธิบายว่า จริงๆ แล้ว พระวินัยเป็นเรื่องของศีล พระสูตรเป็นเรื่องของสมาธิ และ พระอภิธรรมเป็นเรื่องของปัญญา
“เราฝึกสติ สมาธิก็เพื่อให้เกิดปัญญาในการมองเห็นตามความเป็นจริง การฝึกสติโดยอาศัยคำบริกรรม หรือไม่บริกรรมก็ตาม ให้กลับมามีความรู้ตัวอยู่กับลมหายใจ การฝึกสมาธิ เมื่อจิตสงบ ไม่ใช่ให้แช่อยู่กับความสงบนั้น เพราะถ้าแช่อยู่เช่นนั้น เวลามีอะไรมากระทบจิตใจจะตามรู้ไม่ทัน
“เช่นเดียวกัน การฝึกสมาธิก็ไม่ใช่ว่า ไม่ให้คิด แต่ไม่ให้ฟุ้ง คือเมื่อมีสมาธิจะเห็นความคิด แล้วตัดความคิดฟุ้งออก หรือไม่ปรุงต่อที่จะทำให้จิตเกิดทุกข์ แต่ให้คิดย้อนเข้ามาในกายใจจนเกิดปัญญา ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงจริงๆ
“และยิ่งใคร่ครวญธรรมมากเข้าก็ยิ่งขอบคุณคนที่เขาทำร้ายอาตมา ขอบคุณที่เขาช่วยกะเทาะกิเลสอย่างหยาบออกให้ โดยที่เราไม่ต้องทำเอง
“เมื่อก่อนเราอาจมีคนชื่นชมมากมาย มีตำแหน่ง มียศ พอถูกกะเทาะไปหมด ไม่มีอะไรแล้วที่จะเป็นตัวตนหยาบๆ อีกแล้ว ก็รู้สึกสบายดีที่ไม่มีเราแบบนั้นที่คนอื่นมอบให้ แล้วเราก็เพลิดเพลินในสิ่งที่เขาฉาบทาให้ เมื่อมันถูกกะเทาะออกไป ใช่ ก็พบสุขวิหารธรรมภายในเลยทีเดียว เพราะไม่มีอะไรมารกรุงรังจิต ว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ มันไม่มีแล้ว ความคิดก็ชัดเจนขึ้น ชัดเจนกับอนาคต วันหนึ่งเมื่อออกไป ก็คงไปอยู่ป่า อยู่วัดป่า หรืออยู่วัดบ้านเป็นหลวงตาสอนลูกหลานชาวบ้านให้เป็นคนดี ก็เท่านี้เองชีวิตหนึ่ง
“ตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่ตัวตนที่ละเอียดอยู่ข้างใน ซึ่งเป็นหน้าที่ของตัวเราที่ต้องขัดเกลาเอง ไม่มีใครมาทำแทนเราได้ละทีนี้ ”

หรือนี่คือ หนทางที่ท่านจะบรรลุธรรม เมื่อย้อนดูชีวิตของท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอดตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณรน้อยอายุ ๑๓ ขวบ มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ขอโยมแม่ โยมพ่อบวชเรียนตั้งแต่เรียนจบประถมปีที่ ๖ ไม่กินข้าวกินปลาถ้าไม่ได้บวช จนเมื่อท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว โยมพ่อโยมแม่จะให้ลาสิกขา ท่านก็ขอไปอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ในป่า

บางขณะท่านต้องอยู่รูปเดียวในป่าใหญ่ เมื่อครูบาอาจารย์ต้องเข้าเมือง จากความกลัวป่า กลัวเสียงต่างๆ นานา จนพบความสงบในจิตและก้าวข้ามความกลัวที่สุดไปได้ จนกระทั่งป่าทั้งป่าเป็นของท่าน ท่านเป็นของป่า
ความเด็ดเดี่ยวของท่านตั้งแต่เป็นสามเณรน้อย ปรากฏออกมาในวัตรปฏิบัติอย่างเข้มข้น บางวันท่านเข้าไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ใหญ่ ปักจีวรเก่าๆ ไว้กับไม้ แล้วเขียนตัวอักษรว่า “เขตอภัยทาน” เมื่อชาวบ้านเข้าป่ามาล่าสัตว์ แล้วเห็นท่านก็จะเกรง ไม่กล้าล่าสัตว์

และ สามเณรดุสิต แสวงวงศ์(ขวามือ ) ถ่ายที่วัดปากน้ำ บุ่งสะพัง จ.อุบลราชธานี ปี ๒๕๒๗
นอกจากท่านเป็นของป่าแล้ว ท่านยังเป็นของญาติโยมด้วย ในบางวันสมัยที่ท่านยังเป็นเณรน้อย อยู่ลำพังเพียงผู้เดียว เสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น ก็ไม่เคยจาง วัตรปฏิบัติดูแลเสนาสนะ ทำความสะอาด ซักจีวรให้ครูบาอาจารย์ ตักน้ำใส่ตุ่ม ถูกุฏิศาลา เป็นสิ่งที่ท่านทำไม่เคยขาดตกบกพร่อง ในบางวันญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่จึงอาสาไปอยู่เป็นเพื่อนท่านภาวนาในบางครั้ง ในวันโกน วันพระ เป็นต้น
ความชัดเจนในความเป็นพระ และหนทางที่จะเดินไปสู่ความหลุดพ้นในสังสารวัฏดำรงอยู่ในวัตรปฏิบัติของท่านทุกลมหายใจเข้าออกมาจนถึงทุกวันนี้ สามสิบกว่าพรรษาแล้ว แม้ถูกกล่าวหาและถูกจับมาก่อนไต่สวน ต้องถูกจำกัดพื้นที่ในดินแดนอันไม่ใช่ที่อยู่ของพระ แต่จิตของท่านเป็นพระ วัตรปฏิบัติก็เป็นพระ เป็นพระสุปฏิปันโนที่ลูกศิษย์กราบไหว้ได้อย่างเต็มหัวใจไม่เปลี่ยนแปลง

ผ่านไป ๑๒๖ ราตรีในเรือนจำกับความตกต่ำที่สุดในชีวิต ท่านว่า ถัดจากนี้คือ ความตาย หากในขณะที่ยังมีลมหายใจ ก็ยิ่งทำให้จิตใจของท่านเข้มแข็ง ลูกศิษย์เกิดความมั่นคงในใจ จากธรรมะที่ปรากฎจากวัตรปฏิบัติของท่าน เกิดศรัทธาในท่านมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเร่งความเพียร เพราะชีวิตนี้สั้นนัก

การได้เกิดเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้พระพุทธศาสนามั่นคงบนผืนแผ่นดินไทยมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อดับร้อนในใจชาวไทย และชาวโลก ท่ามกลางไฟแห่งพายุของสงครามในหลาย ๆ ประเทศ ที่กำลังคุกกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องคอร์รัปชันเชิงนโยบายในผู้นำรัฐบาลและนักการเมือง ดังเช่น เนปาล แผ่นดินเกิดของพระพุทธเจ้า ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคนรุ่นใหม่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไป
พระพุทธศาสนา คือ หนทางในการกลับมาทบทวนตัวเอง ฝึกตน จนกว่าจะพบทางออกแห่งอิสรภาพของชีวิตที่แท้จริง
ดังที่ท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอดได้เพียรปฏิบัติอย่างไม่ย่อท้อ เพราะท่านเป็นคนจริง เป็นพระแท้ ไม่หวั่นเกรงภัยภยันตรายใดๆ ที่กล้ำกราย ก็ในเมื่อท่านไม่ได้ทำความผิดอะไร ทำไมจะต้องเดือนร้อนใจเล่า
ท่านกล่าวว่า ที่ติดคุกนี้ เพราะทำความดี ใช่ และในเมื่อทำความดีจนต้องติดคุกจะเกรงกลัวอะไรอีกเล่า











