
ชรัง อนตีโต : เมื่อความชรามาเยือน ๕๔. “เมื่อความชราเยือน” ผู้เขียน ญาณวชิระ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) อดีต พระราชกิจจาภรณ์

๕๔ . เมื่อความชราเยือน

“เฒ่านี้กะหลังก่อมกอเซาะ ๆ ลงแล้ว ย่างกะโซะ ๆ เซะ ๆ ซอมแต่มื้อมันทอนั่น” พ่อเปรยถึงหลังของแม่ที่นับวันมีแต่จะค่อมลง

หลังจากแม่ป่วยหนักเมื่อหน้าแล้งที่ผ่านมา ตกปลายปีมานี้หลังแม่ค่อมลงมาก พ่อสังเกตเห็นดูผิดหูผิดตาไปจนต้องทัก

“ทุกมื้อนี้แก่เฒ่าเจ็ดสิบเข้ามาแล้ว มีแต่นับมื้อตายทอนั้นล่ะ คึดว่า เงินฌาปนกิจยายหนูกะบ่ยอมไปจ่ายต่อ จ่ายมาหลายปีแล้ว ผัดมาหยุดตอนเฒ่าใกล้สิตาย”
“ตายแล้วกะเอายาก กว่าสิได้” แม่นั่งต่ำสาดอยู่บนกี่ใต้ถุนบ้านไม้พูดแทรกขึ้นมา
“ยากอยู้!” พ่อลากเสียงสูง “แต่ถึงคิวเขากะให้คือเก่า คันตายมา เจ้าของบ่ได้ใซ้ ลูกเต้าอยู่ทางหลังไปเอามาใซ้ มันกะคือกัน”

พ่อแย้งวิธีคิดของแม่ จากนั้นก็พูดเรื่องที่แม่เข้าโครงการฌาปนกิจ ธ.ก.ส. ต่อ

“พ่อบ่ได้เข้าฌาปนกิจ ธกส นำเพิ่นดอก เข้าแค่สหกรณ์ แต่แม่เพิ่นเข้าทั้ง ธ.ก.ส. ทั้งสหกรณ์ บอกว่า ให้เอาเงินผู้เฒ่าไปจ่ายต่อสา คันเอาไว้กะบ่มีดอกมีผลอีหยัง เพิ่นกะว่า บ่อยากเอามาจ่าย ตายแล้วเอาเงินยาก ผัดว่า”
“ยากเขากะให้อยู่ เขาให้มาทำศพก่อนหมื่นหนึ่งสองหมื่น เขาจังทยอยให้ตามคิว เถิงคิวมัน ลูกเต้ากะไปเอามาใซ้ จ่ายมาหลายสิบปีแล้ว ผัดมาหยุดตอนเฒ่าใกล้สิตาย กะเสียดายเงินที่จ่ายมาแล้วจักท่อใด๋ปี”

“เรื่องเก็บกำเงินบ่มีใครเกินแม่ ถ้าเงินได้เข้ากระเป๋าแล้ว บ่มีทางได้ออก เงินแม่อยู่ในธนาคารกะบ่แม่นเบิ่ดตอนป่วยแล้วบ่ โตกะบ่ฮู้นำแม่เพิ่น” พ่อปรารภขึ้นมาลอย ๆ เหมือนไม่มีอะไรจะพูด

ด้วยความที่แม่เป็นแม่บ้านแม่เรือน เรื่องภายในบ้าน ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ พ่อจะให้แม่เป็นคนจัดการไปหมดทุกเรื่อง รวมถึงการเก็บกำเงินทองด้วย

สมัยบ้านหลังเก่า ประตูไม่แน่นหนา แม่จะมีวิธีแยกซ่อนเงินไว้หลายแห่ง เป็นการกระจายความเสี่ยงตามวิธีของแม่ แต่ละที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นที่เก็บเงิน เช่น เหน็บไว้ตามมัดหมอนขิดในตู้หมอนบ้าง ซ่อนไว้ในโอ่งข้าวสารที่ตักนึ่งทุกวันบ้าง ซ่อนไว้ในกระสอบเมล็ดพันธุ์ปอบ้าง

แม่จะเปลี่ยนที่เก็บไปเรื่อย ๆ เกลือกว่ามีขโมยขโจรขึ้นบ้าน จะได้ไม่ผิดสังเกต แม้พ่อเองก็แทบไม่รู้ว่า แม่เก็บเงินเอาไว้อย่างไร

มีอยู่คราวหนึ่ง พ่อเอากระสอบเมล็ดพันธุ์ปอไปขายให้พ่อใหญ่กาญน์ ฉัตรวิไล แม่กลับบ้านมาไม่เห็นกระสอบพันธุ์ปอจึงถามหา พ่อบอกว่า ขายให้พ่อใหญ่กาญน์ไปแล้ว แม่บอกว่า ขายอย่างไรเงินอยู่ในกระสอบพันธุ์ปอจึงตามไปเอาเงินคืน

“เอาเสื่องไว้กระสอบในปอแน่ เสื่องไว้ก้นกระติ๊กน้ำแข็งแน่ เสื่องไว้อู๋ข้าวสารหมู่นั่นล่ะ จังว่า มื้อหนึ่ง พ่อเอากระสอบในปอไปขายให้พ่อใหญ่กาญน์
แม่ถามหา พ่อว่า “ขายให้พ่อใหญ่กาญน์แล้วเด้”
แม่ว่า “ขายจังใด๋ เงินข้อยอยู่ในฮั่น” เลยแล่นไปหาพ่อใหญ่กาญน์ ไคอยู่ เพิ่นยังบ่ได้ขายต่อ เทกระสอบปอออก จังได้เงินคืน แต่กี้ แม่ค้าขายในปอนำกันกับพ่อลุงจันทร์ กะค้าขายเบิ่ดสู่อย่างนั่นล่ะ” (ในปอ คือ เมล็ดพันธุ์ปอ)
“เถื่อหนึ่งนั่น แม่เอาเงินหยอดบั้งไม้ไผ่ เหรียญบาทแน่ เหรียญห้าแน่ ใบสิบใบซาวหมู่นั่นหล่ะ แล้วลืมถิ้มไว้จักท่อใด๋ซาติท่อใด๋เส่น มาพ้อเถื่อหลัง จนมอดขึ้น คือสิแม่นบั้งไม้ไผ่อ่อน มอดจังขึ้น” แม่เล่าเสริมแล้วก็หัวเราะ
“เฒ่ามาแล้วหาบ่ได้ เงินที่เก็บกำไว้มันกะเบิ่ดไปนำ ค่าหยูกค่ายาปัวเจ้าของแน่ ซื้อกินซื้ออยากแน่ ค่าสิ่งค่าของในเฮือนแน่ ค่าฟืนค่าไฟหมู่นั่นล่ะ ใซ้ไปนำทุกมื้อมันกะเบิ่ดไปนำ มื้อหนึ่งกะว่าบักฟ้าเอาไปซ่อมรถอีเฒ่าหมื่นสองหมื่นพอได้แก่สิ่งแก่ของ”
“แต่กี้ยังมีเฮื่อมีแฮง เฮ็ดได้ทำได้ หาเผาถ่านเผาคีขาย กะพอได้ใซ้ได้สอยไปแต่ละมื้อ เดียวนี้มันเบิ่ดแฮงแล้วเด้ เฮ็ดบ่ได้ มีแต่จกเงินเก่า จกไปจกมามันกะเบิ่ด แนวหาบ่ได้”
“ว่าบ่เป็นล่ะ มันมาฮอดมื้อนี้แล้ว มันกะสิสุดไปคือบั้งไฟเบิ่ดหมื้อท่อนั้นตั๊ว ไปได้ส่ำใด๋กะส่ำนั่นล่ะ” (หมื้อ คือ ดินปืน)

“เฮ็ดจังใด๋ได้ คนมันเฒ่าแล้วกะไปยากมายาก เจ็บแข้งเจ็บขา จักหน่อยกะว่าเล็มข้าวเล็มน้ำ มันกะสิยาก แนวเบิ่ดแฮงแล้ว คันสิจ้างรถเกี่ยวข้าวมันกะบ่พอสิคุ้ม ข้าวห่าง ๆ หีง ๆ จ้างรถเกี่ยวไร่ละหกร้อยบาท มันสิพอได้ข้าวอีหยัง กะสิคอยเล็มไป พอบ่ได้ซื้อเขากิน”
“น้ำบุ่งกะบกแล้ว คือสิบ่ท่วมแล้วล่ะ กายกว่าสิขึ้นมาใหม่อีก ปีนี้มันขึ้นมาจู๋ไฮ่นาแล้วกะลดลงไป คันมีฝนมาตื่มกะบ่แน่ อาจสิกลับขึ้นมาอีกกะได้
“โตมันกะอยากเฮ็ดอยากทำอยู่ มันฮั่งเจ็บฮั่งปวด เฮ็ดแล้วกะปวดแข้ง ปวดขา เดียวนี้ตนโตกะคือจังบ่เมื่อยปานใด๋ ผัดมาปวดขาปวดแข้ง เฒ่าชแรแก่ชรามาแล้วมันกะบ่จักสิเฮ็ดจังใด๋ มันบ่มีผู้จับผู้บายให้ บ่คือผู้เขามีลูกเต้าเล้าเขย”
“ไปเห็นข้าวนำไฮ่นำนา มันกะอยากดกอยากดึงหญ้าออกแน่ บ่อนใด๋ดกหญ้าออก ข้าวกะคือจังมันงามอยู่”
“เฒ่านี้กะจักเป็นจังใด๋ ตั้งแต่งัวน้อยโคมกะโซะลงเลย บ่นเจ็บบ่นปวดอยู่ ฮั่งต่ำสาดบ่เซา”
พ่อหันไปมองแม่ซึ่งนั่งอยู่บนกี่ กำลังสอดผือสาวฟืมต่ำสาด นับวันหลังแม่มีแต่จะค่อมลง แล้วก็หัวเราะครึ้มอกครึ้มใจ
“จักเพิ่นสิต่ำไปหยัง หลังโก่ง ๆ กะต่ำอยู่จังซั้น สาดนั้น”

“นี่ละเพิ่นว่า “ชะรา ธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต” คนเฮามันกะแก่กะเฒ่าเป็นธรรมดา บ่มีใผหนีพ้นไปได้ดอก ความแก่ความเฒ่านั่น คันแม่นเห็นผมหงอก เห็นหลังโก่งยามใด๋ ให้ฮู้โลดว่า นี่ละเฒ่า ห่าลางเถื่อลืมเฒ่า ตื่นเซ้ามาก่อนสิลุกจากบ่อนนอน ให้จ่มก่อนสามเถื่อว่า “เฒ่าแล้วเฒ่าแล่ว ๆ” จังลุกไป มันจังสิบ่ลืมเฒ่า เว้านำความอยาก มันกะอยากเป็นธรรมดา อยากจนฮอดมื้อตายพุ้นล่ะ แต่กะอย่าสิอยากจนลืมเฒ่า อย่าอยากจนลืมเฮื่อลืมแฮงผู้เฒ่า”
ยกพระพุทธพจน์ เรื่องความแก่เสริมคำพูดพ่อให้แจ่มชัดขึ้น

“ออกจากโรงบาลมาเบิ่งหนึ่งฮั่น หลังยายหนูกะคือจังซื่อ ๆ ดี ๆ อยู่ บัดงัวน้อยโคมหลัง โลดโก่งลงโล่งโค้ง เป็นคนโซะคนเซะไป ย่างกะโซะ ๆ เซะ ๆ ไปสาแล้วบาดนี้ เจ็บปวดผัดว่า ไปนำการนำงาน ไปวัดไปวานำเขากะสิบ่ได้ตี้ แนวมันนั่งบ่ได้นำเขา”

“เจ้าของกะคือกันนั่นล่ะ คันไปนั่งนำพระนำเจ้า กะนั่งบ่ได้ ไปนั่งขดตะหมาดกะบ่ได้ ไปนั่งตะหมอบตอบขากะบ่ได้ กายกว่านั่งเก้าอี้ แต่กะอายหมู่เพิ่น จังว่า มันโลดเบิ่ดสภาพแล้วเด้”
“เทิ่งเจ้าของผัดกินยาขับเยี่ยว คันไปการไปงานแน่ นั่งไปเดี๋ยวหนึ่งกะปวดเยี่ยวเรื่อย จังว่า มันบ่อยากไปการไปงานทางใด๋ ไปนำป่านำดงกะพอไปได้อยู่ เขากะสิว่านั่นตี้ ไปนำป่านำดงได้ บาดไปการไปงานนำวัดนำวา ผัดว่า ไปบ่ได้ ส่ำบักจารย์ผันมันถามหาโตว่า บักเกินมันเป็นจังใด๋เดียวนี้ “บักเกินมันสิเป็นหยัง” เขาว่า

“มันเกี่ยวหญ้าให้งัวสู่มื้ออยู่ มันสิเป็นหยัง” เขาว่า
“มื้อเมื่อยมันกะเมื่อย คันมื้อใด๋บ่เมื่อย เฮ็ดเวียกอยู่เบิ่ดมื้อมันกะบ่เมื่อย คือมื้อเซ้าขึ้นมาแต่กางมอง ไปเอางัวออกคอกแล้ว กะเลาะลงไปหาป่าข้าว เห็นหญ้าท่วมข้าวอยู่นากะลงดกหญ้าออกจากข้าว สวยแน่จังเข้ามาบ้านกินข้าวงาย ผัดเจ็บขาใด๋บาดนี้ เจ็บฝ่าตีนขึ้นมาฮอดขา อยากเป็นมันกะเป็นขึ้นมาโลดตั๊วนี่ คึดว่า ”
“บ่ว่าดอก มันมาฮอดปานนี้แล้ว มื้อใด๋กะมื้อนั่นล่ะ คิดท่อนั้นใด๋เดียวนี้”

“คึดนำความตายเอาไว้สู่มื้อ กะดีแล้วล่ะ เป็นมรณานุสสติ “มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต” ยามฮอดมื้อมันอีหลี มันจังบ่มีแนวห่วง ใจโล่ง ใจเบา ใจบ่มีห่วงมันจังสำบาย มาฮอดมื้อนี่ มันเถิงยามสิเดินทางไกลแล้วล่ะ คันพอเตรียมโตเดินทางไกล ไปทางหน้าได้ กะเตรียมโตสา บาดนี่”
ยกคำสอนพระพุทธเจ้าเรื่องความตายในมรณานุสสติมาเสริมความคิดพ่อ

“กะคึดอยู่ฮั่นแหล่ว สู่มื้อนี้ คันตายมาอีหลีกะเบิ่ดห่วงแล้วล่ะ แม่นไปตายอยู่ม้องใด๋ ลูกเต้ากะสิพากันไปนำมาเฮ็ดศพอยู่ตั๊ว คึดว่า ตายแล้วกะทานพระทานเจ้า ทำบุญทำทานไปตามฮีตตามคลองที่ไทบ้านเพิ่นเฮ็ดเพิ่นทำฮั่นตี้ เว้านำเจ้าของมันอยากให้เอาไปเผาอยู่นาหัวบุ่ง พุ้นแหล่ว มนต์พระเล็ก ๆ น้อย ๆ มาซักอนิจจา พอเสร็จพิธีรีตองไป เว้านำความคิดดอกว้า ตอนอีแม่ตาย กะย้านแต่ลูกยากนำ อย่าเฮ็ดนำแม่หลายเด้อ เพิ่นสั่งความไว้”

“ทุกมื้อนี้ พ่อมันบ่มีแนวห่วงแล้วล่ะ มันกะท่อนั้นตั๊วคนเฮา ลูกกะใหญ่หากินหาอยากเองเป็นเบิ่ดสู่คนแล้ว จักสิห่วงหยัง”
“คันแต่กี้ห่วงอยู่ฮั่นแหล่ว แต่คราวลูกน้อย ๆ พ่อไปกางมองอยู่คูมูล ปีนั้น กางมองแล้วอ่วยหัวเฮือออกมา จังใด๋ลมแดงจังฟาดทึด ๆ มา บ่เห็นฝั่งเห็นแดน ทั้งลมทั้งฟองฟาดเฮือเข้าใส่อุ่มพี้ บาดเฮือขึ้นไปค้างอยู่อุ่มพี้พุ้น มันจังเซา คิดว่า ตายบาดนี้น้อ คันตายไผสิหาให้ลูกกิน ลูกยังน้อย ๆ ตอนนั้นคิดว่า จังใด๋กะตายแล้วล่ะ”

“น้ำท่วมปีนั้น พ่อไปกางมองอยู่คูมูล ลูกยังน้อย ๆ นอนอยู่เถียงนากับแม่ กะเถียงอีพ่ออีแม่ที่บักเวินอยู่สู่มื้อนี้ล่ะ ลมแดงยามฝนอื้ออ้า อื้ออ้ามา บ่ไหวแล้วเด้บาดนี้ คิดว่า กะเลยเข้ามานั่งกลางเฮือ ลมตีเฮือหมุนเข้าใส่อุ่มพี้ ขึ้นไปค้างอยู่เทิ่งอุ่มพี้พุ้น ลมจังเซา เฮือกะบ่ล่มจบเจือ น้ำเข้าเฮือพอท่วมหลังตีนนี่ล่ะ”

“แต่กี้คูหนองหวายมนมีอุ่มพี้หลาย สมัยเขายังบ่ได้มาเอากกไม้ ออก อุ่มพี้เฟือยน้ำแก่งอยู่ แนวยามน้ำแก่งขึ้นท่วมบุ่งท่วมมูล มื้อนั้น ลมกะฟาดมาแฮงหลาย กกไม้ถืกลมพัดมันหลูบไปเบิ่ด แนวลมแดงมันแฮง เฮือผัดเฮือน้อย ๆ จังว่ามันขึ้นไปค้างอยู่เทิงอุ่มพี้ เฮือกะบ่ล่มดอก คิดว่า ถึงแม่นล่มกะคือสิบ่ตาย เพราะว่ากกไม้มันหลาย ถ้าเฮือล่มกะลอยน้ำเฟือขึ้นยอดไม้ได้อยู่ คันเอิ้นแม่นอนอยู่เถียงนากะสิได้ยินอยู่ดอก”


“หนองบัวคูมูลยามน้ำหลาย ๆ คันเอิ้นมันกะสิพอได้ยินอยู่ แค่คนเว้ากันธรรมดาอยู่คูมูล กะยังได้ยินมาฮอดเถียงนา ยามน้ำท่วมเสียงมันก้องไปนำน้ำแก่ง ถ้าสมมุติว่าพ่อเอิ้นแม่เพิ่น “มาเอาเด้อ ๆๆๆ” กะสิได้ยินอยู่ดอก ลมมันส่งไปนำน้ำ แต่ว่า ผู้มาเอาสิฮู้จักไปฮู้จักมาบ่ มันยามกลางค่ำกลางคืน จักสิไปทางใด๋มาทางใด๋”

“แต่กี้ ยายหนูกับลูกน้อย ๆ นอนอยู่เถียงนา เจ้าของกะไปหาใส่เบ็ดใส่ขอนำหนองจอกหนองแจกไปพู้น ไกลปานใด๋กะไปหาใส่เบ็ดกบมาขายให้อิตาปั่น สมัยนั้นกบกิโลฯ ละสิบสลึงค์ ได้เงินมื้อละสี่สิบห้าสิบบาท มันกะยังเบิ่ดทุกบาททุกสตางค์ แนวบ่ได้ซื้อกินซื้ออยากคือทุกมื้อนี้”

“แต่กี้ มีพ่อค้ามารับซื้อปลานำบุ่งนำมูล เขาแล่นเฮือเครื่องมาซื้อ ไผหากบหาปลาได้กะเอามาขาย ตอนนั้นกบบักหลายเขากะซื้อถืก ๆ แนวเขาเป็นพ่อค้า แต่กี้ใส่เบ็ดกบมันกะได้หลายแน่ เวลาสามโมงสี่โมงเซ้า เขากะแล่นเฮือเครื่องมารับซื้อ ลางเถื่อกะมาสามโมง มันกะบ่แน่ แล้วแต่ซ้าแต่เร็ว”

“พวกท่ากกแต้เขาหาปลาขาย พวกซื้อปลากะแล่นเฮือเครื่องมาแต่เมือง ซื้อปลาเลาะบุ่งเลาะมูลมา ฮอดท่าใด๋กะจอดซื้อท่านั้น จนมาฮอดท่ากกแต้ ท่านาเฮา บ่อนใด๋เคยซื้อได้เขากะมานั้นตี้ พ่อกะนอนนาเป็นหมู่พวกท่ากกแต้ พวกบ้านบุ่งกะแทว บ่ได้ขึ้นบ้านขึ้นเมืองนำเขาดอก”

“สมัยแต่กี้มีเฮือไฟแล่นรับส่งคนนำแม่น้ำมูล อีแม่เลากะหาบสิ่งหาบของขึ้นเฮือไฟไปขายในเมือง เฮือไฟไปจอดท่าตลาด ยายจูมเลากะหาบของขึ้นไปขาย ตอนนั้น ยายหนูกะหาบหมากแตงไปขายในเมืองคือกัน หาบบืนล้มบืนตายจากท่ากกแมบ ย่างข้ามท่าข้วม โฮงเกลือ โนนพระเจ้าไปถ้าเฮือไฟอยู่ท่ากกไม้ ฮิมมูลสูงพุ้นตี้”

“เฮือไฟนั้นเขามีซื่ออยู่ แต่พ่อจำบ่ได้ สิแม่นเฮือสมพงษ์หรือเฮืออีหยังนี่ล่ะ บ่าวเบยเป็นนายท้ายเฮือ จังมาได้สาวคำมีอยู่บ้านเฮา บ่าวเบย กำไรงามเฮานี่ล่ะ สาวคำมีเป็นแม่หม้ายกะเทียวเมือเมืองหาบสิ่งหาบของไปขายเป็นหมู่กับแม่ สาวคำมีกะไปขายหมากเต้า หมากแตง ปลูกฟักแฟงแตงโมได้ กะหาบไปขาย หาบข้ามทางข้วมไปถ้าเฮือไฟอยู่ท่ากกไม้สูง บ่าวเบยเป็นคนตระการ ย้อนเลาเป็นนายท้ายเฮือ ซ่อยยกสิ่งยกของขึ้นเฮือ เลามาติดสาวคำมี กะเลยได้มาเป็นเขยบ้านบากนี่ตี้”

“ตอนนั้น บ่าวเทียมตาย สาวคำมีตกมาเป็นแม่หม้าย อยู่มา ๆ เลากะเลยมาเอากับบ่าวเบย กะหาอยู่หากิน เลี้ยงงัวเลี้ยงควาย อยู่หัวบุ่งนำกันกับพวกพ่อนี่ล่ะ”
“อยู่ต่อมา รถศรีประไพรมาแล่นนำบ้าน จังได้ไปทางรถ ตอนนั้น ทางยังบ่ดีดอก มีแต่เลนมีแต่ตม ยามหน้าฝนกะแล่นลุยน้ำลุยตมไป หลวงพ่อพาไทบ้านเอาหมากจกเอาเสียมถมทาง ขนดินขนดอน ตัดใบพร้าวใส่ทางให้รถแล่นได้ แนวทางรถแล่นไปแล่นมา มันกะเป็นหลุมเป็นบ่อ มีแต่ขุมมีแต่บวก ตามคลองฮอยรถ ยามคนย่างกะลุยน้ำลุยตมไปซั้นตี้”

“สมัยนั้น รถประจำทางที่เขามาแล่นนำบ้านกะมีรถรุ่งสุริยา บ้านยางวังพระ รถศรีประไพร บ้านนิคม หัวสนามบิน กับรถผู้ใหญ่บ้านเหลือ บ้านกุดลาด ลางเถื่อ ยามหน้าฝน รถรุ่งสุริยาแล่นไป เขากะเอาโซ้ถักล้อไว้บ่ให้มันติดหล่ม ถ้าติดหล่มแล้วล้อมันกะบ่ฟรี มันกะปีนขึ้นได้ เวลารถแล่นโซ้มันกะดังซ่วงซ่าง ๆ ไป แนวเขาเอาโซ้ถักล้อมันไว้ ”

“รถศรีประไพร เมียเลาซื่อยายกอง คุ้นกับพ่อแน่ เลาว่า ขายดินหัวสนามบินได้ จังมีเงินมาซื้อรถแล่น รถแล่นอยู่ ผาแก้ว นาคำ ปากน้ำ บ้านค้อกุดลาดแล้วกะเข้าเมือง สินค้ากะมีปอ มีถ่าน ปลา หมากบัว หมากแตง ผักนางอางหญ้าหมู่นั่นล่ะ เอาเข้าไปขายในเมือง”

“อยู่มาพ่อออกมาอยู่เฮือนน้อย กะมาเผาถ่านขาย ยายหนูกะหาบถ่านไปขาย หมู่พวกบ้านกระโสบกะว่าให้โตแน่ว่าให้เมียหาบถ่านขาย โตกะคึดอยากอาย แนวหมู่เล่นหมู่กินนำกัน กะเลยเซาให้ยายหนูหาบถ่านขาย บาดนี้ มาขายเป็นกระสอบป่านเอา แบกกระสอบถ่านขึ้นใส่รถเข้าเมือขายในเมือง ให้ยายหนูย่างไปถามขายนำร้านค้าเขา เลาถามขายได้พ่อกะแบกไปส่ง ต่อมา ได้บ่อนส่งประจำกะบ่ยาก เขาบอกเอาไว้ว่ามื้อนั่นมื้อนี่ให้เอาถ่านมาส่ง กะเอาไปส่งเขา”

“แต่กี้ ยายหนูเลาจักค้าจักขายดี เลาค้าขายเก่งคือหยังนี่ บ่ได้หนังสือจักโต ไปใสฮั่งกล้าเว้ากล้าถาม ไปนำตลาดตลี นำร้านค้าร้านขาย เลาฮู้จักเขาไปเบิ่ด พอเจ้าของให้เลาเซานั่นตี้ กะเลยขายบ่เป็น ย้อนเจ้าของคึดอยากอาย เอาถ่านใส่รถเมือขายในเมืองเถื่อละห้าหกสอบ ให้เลาไปย่างเลาะถามขาย เจ้าของกะนั่งเฝ้ากระสอบถ่าน พอถามขายบ่อนฮั่นบ่อนนี่ได้ เลากะย่างกลับมาบอก”
“อยู่มายายหนูเซาขาย โลดค้าขายนำเขาบ่เป็นเลยบาดนี้ ถ้าขายต่อกะคือสิเป็นแม่ค้าใหญ่นำเขาอยู่บ่จักล่ะ ตอนนั้น เลากะหาบถ่านขาย ได้เถื่อละร้อยเถื่อละห้าสิบกะเหลือใส่ถงใส่ไถ่ของเลาอยู่”
“ตอนยังมีเฮือไฟมาจอดรับคนอยู่ท่ากกไม้สูง ยามหน้าแล้งกะพากันปลูกบักแตง บักถั่วนำเลาะฮิมบุ่ง บางเถื่อกะเป็นบักบัวหมู่นั่นล่ะ กะพากันหาบไปขายซั้นตี้ ยายหนูเลาหาบบักแตงหนัก ๆ ข้ามทางข้วมบืนล้มบืนตายไปกว่าสิฮอดท่ากกไม้สูง จักแม่นปี พ.ศ.หยังล่ะ พ่อมันกะจำบ่ได้ ของมันดนมาแล้ว”

“เฮือไฟที่แล่นนำน้ำมูล มันเป็นเฮือพ่วงกัน เฮือลำน้อย ๆ พ่วงเฮือลำใหญ่ ลากกันไป ต่อมาเขาเลิกเฮือพ่วงมาใซ้เฮือลำเดียวแล่น บาดนี้ ตอนขึ้นเฮือเขากะมีไม้พาดเป็นตะพานให้ย่างขึ้นย่างลง พอเฮือเข้าจอดท่า เขากะพาดตะพานลงมา เฮากะย่างขึ้นไป ลูกน้องเขากะมาซ่อยขนของขึ้นเฮือ บ่ว่าสิเป็นถ่าน เป็นหาบหมากแตง แล้วแต่ไผมีหยังไปขายจังว่าบ่าวเบย เลาได้มาติดสาวคำมี ”

“เฮือหัวเครื่องนั้นลำบ่ใหญ่ มีแต่คนขับ เอาไว้ลากอย่างเดียว ลำที่เขาขนคนขนสินค้ามันจังใหญ่ แต่ละมื้อคนหลาย บางมื้อคนแน่นนั่งแซมเฮือไป เขารับคนมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่พิมูล(พิบูลฯ) นาหว้า นาโพธิ์ มาดงบังจังผ่านบ้านเฮาเข้าไปเมือง เขากะมีเวลาว่าเฮือสิมาเวลาทอนั่นทอนี่ เฮากะฟ้าวไปลัด ขากลับกะคือกัน เขานัดเวลาไว้ เฮาขายของแล้วกะฟ้าวฝั่งนำเฮือ ย้านบ่ทันเฮือ ย้านเฮือออกก่อน สมมติว่า เฮือสิมาฮอดท่ากกไม้สูงสองโมงเซ้า เฮากะหาบของไปถ้าก่อนสองโมงเซ้า”

“อยู่ต่อมา มีรถประจำทางมาแล่นนำบ้าน คนปลูกแตง ปลูกบัว ปลูกหมากพริก หมากเขือกะหาบมาขึ้นรถ บาดนี้ กะพากันไปเมืองทางรถ บ่มีไผไปทางเฮือ เฮือกะเซาแล่น”

“พ่อมันกะอายุเจ็ดสิบเข้า ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่นั่งเฮือเข้าเมืองกับอีแม่พุ้น ขายถ่านขายคีกะได้ไปกับเลา เอาปลาไปแลกข้าวแลกน้ำบ้านนาหว้า โพธิ์ศรี พิมูล (พิบูลฯ) ฮอดเมืองเดชกะได้ไปกับเลา มาฮอดมื้อนี้มันกะบ่ธรรมดา เกิดมานี้มันกะดนเติบหนึ่งแล้วล่ะ”

“สมัยน้ำท่วมเมืองอุบลพุ้น จักแม่นปี พ.ศ. หยังล่ะ พ่อกะจื่อบ่ได้ อีพ่อกับอ้ายพวงเพิ่นพากันเอาเฮือไปพายรับจ้างอยู่ในเมือง พวกโรงพยาบาลสิไปทางใด๋กะรับจ้างพายเฮือไปส่งเขา ปีนั้นน้ำท่วมสูงขึ้นไปฮอดเถียงนาที่บักเผิ้งอยู่สู่มื้อนี้ อีพ่อเลากะเอางัวเอาควายขึ้นไปผูกไว้เทิงดอนหัวนา หนีน้ำท่วม”

“ปีนั้น ข้าวถอกฮวงกำลังเหลืองเต็มท่ง พากันเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วม อีพ่อเลาว่า ระวังแข้เด้อ ได้ยินเขาว่าแข้หลุดออกมาหลายโต” แม่พอจำเหตุการณ์เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่เมืองอุบลได้ พูดแทรกพ่อขึ้นมา
“ซ่วงนั้นคือสิแม่นโตไปขอเอาเงินนำอีแม่ว่าสิไปปักใต้นำบักลี พอดีอีพ่อให้อีแม่มานำเอาเงินคืน เลาบ่ให้ไป กะเลยลงไปนา ย่างฮั่นย่างนี่ เห็นมองอีพ่อห้อยอยู่เถียงกะเลยแบกลงบุ่ง เอาไปไล่ทางข้วมตอนน้ำบุ่งบก ได้ปลาหลายเบิ่งบ่เป็น ปลาค้อกะถืกแม่ถืกพ่อมันพาโล มื้อนั้นให้ยายหนูเอาไปขายได้เงินร้อยหนึ่ง เห็นว่าหาปลาขายได้กะเลยมาไล่ต่งไล่มองนำบุ่งนำมูลหาปลาขาย ได้เงินเจ็ดแปดร้อยขึ้นมา จังฮู้ลายหากิน ปีนั้นยายหนูไปขายปลาได้เงินอยู่สองสามพัน พอมีแฮงแน่ เจ้าของออกเฮือนใหม่ ๆ ยังบ่ฮู้จักลายหากิน นอนคืนคึดเอามือก่ายหน้าผาก สิหนีกลับคืนเมืออยู่นำพ่อนำแม่สาบ่ คึดว่า”
“แต่กี้ทองคำบาทละเจ็ดร้อย ยายหนูเลามีสร้อยทองหนักห้าสิบตางค์ สิแม่นพ่อเถ้าซื้อให้ลูกสาวใส่ โตกะออยให้เลาเอาไปขายมาตื่มค่างัว ย้อนอยากได้งัวแฮงหลาย เลากะเฮ็ดนำอยู่ดอก เอาสร้อยทองไปขายได้เงินสามร้อยห้าสิบบาทมาซื้องัวโตหนึ่ง ราคาเจ็ดร้อยบาท เอาเงินขายปลาตื่ม กะมาขุนขายได้เงินสิบห้าร้อย(1,500 บาท) ซื้อแล้วกะขาย ขายแล้วกะซื้อไปเรื่อย ๆ”


“บาดนี้ มาซื้องัวนำแม่ใหญ่คูณ ประสานพิมพ์ แม่พ่อถ่าน งัวแม่ลูก ซื้อมาแล้วโลดมาซักบุ๊บ ๆ เข้า เจ้าของกะย้านหลึบทึน กะเลยฟ้าวขาย สิแม่นขายให้อ้ายโฮม แม่ใหญ่คูณเวรเบิ่งบ่เป็น เพิ่นว่าขายงัวพรากลูกพรากเต้ามัน ยายหนูกะว่ามาตัวะขายงัวป่วยงัวเป็นให้ นอนซักบุ๊บ ๆ เข้าโตกะแห่งบ่มีเงิน ย้านมันตายกะเลยฟ้าวขาย”
“ขายแล้วกะบ่ซื้อไกลใด๋บาดนี้ มาซื้องัวนำพ่อใหญ่แดงตันสิบหก ร้อย( ๑,๖๐๐ บาท) บาดนี้ พ่อใหญ่คำทนฮ้องใส่พ่อใหญ่แดงตัน ว่า “อย่าขายให้มัน ๆ”
เล่าย้อนความหลังแล้วพ่อก็หัวเราะร่วนสุขใจ

แต่ว่า พ่อใหญ่แดงตันเลากะขายให้อยู่ดอก เอามาขุนแน่แล้วกะขายซาวห้าร้อย ( ๒,๕๐๐ บาท) เลยมาซื้องัวน้อยคู่หนึ่งนำพ่อใหญ่ทา (วันหนา) เป็นงัวเกวียน แต่ยังบ่ได้เป็นเกวียน เอามาหัดเอง พ่อใหญ่ทาเลาว่าอยากได้สามพัน โตมีอยู่สองพันกะเลยให้ไปก่อน บอกเลาว่า ตีปอแนวได้ข้อยจังสิเอาให้อีก ปีนั้นตีปอแนวได้กะเลยเอาเงินไปให้พ่อใหญ่ทาอีกพันหนึ่ง”
ปอแนวที่พ่อพูดถึง คือ พันธุ์ปอตามนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐส่งเสริมให้ประชาชนเพาะปลูกเพิ่มรายได้จากการทำนาอีกทาง คนอีสานเริ่มปลูกปอมาตั้งแต่ราวพุทธศักราช ๒๕๑๒ จนมาถึงราวพุทธศักราช ๒๕๑๘ การปลูกปอตามชนบทได้ถึงจุดอิ่มตัวและเริ่มหมดไปในที่สุด พร้อมกับการจางหายไปของเพลงผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม
ปีนั้น พ่อขายปอได้ก็เอามาสมทบกับเงินขายสร้อยทองของแม่มาหมุนซื้อวัวซื้อควาย

“บาดนี้ กะเอามาหัดแก่เกวียนจนเป็น ยายหนูกะพอได้แก่บักบัว แก่บักแตงไปขาย แก่นั่นแก่นี่ มีเกวียนแล้วกะบ่ได้หาบของบืนล้มบืนตายคือเก่า”
“ต่อมาโตเอาไปเลี้ยงอยู่นาดงบะเฮน บักหนึ่งมาตึกแหหาปลาอยู่ชลประทาน เป็นคนทางบ้านยาง มาถามซื้อ โตเลยเว้าพาโลมันว่า เอาสาตี้สี่พันห้า มันว่าขายอีหลีบ่ โตว่าขายอีหลีนั่นแหล่ว มันกะฟ้าวเมือเอาเงินมาให้ ตอนนั้น ขายงัวแต่บ่ได้ขายเกวียน โตกะมาซื้องัวเกวียนคู่ใหม่สี่พันสามร้อยบาท ซื้อมาขุนมาเพียรจังใด๋กะบ่อ้วนบ่พี เกี่ยวหญ้าเกี่ยวยูให้กินกะแล้ว เลยขายทั้งงัวทั้งเกวียนพร้อมกัน จังมีเงินมีทองแน่เลยไปขอซื้อเกวียนนำอาวมีพันหนึ่ง เพิ่นจอดถิ้มไว้ตะล่างเฮือน แล้วกะไปซื้องัวเกวียนนำบ่าวเบย แม่ใหญ่คำมีสี่พันบาท ได้งัวได้เกวียนแล้วกะไปหารับจ้างแก่ปอแก่ป่านนำเขาตี้บาดนี้”
“พวกมีเงินเขากะมีงัวใหญ่ คือ พวกจารย์สังข์ พวกบักนึก ยามแก่เกวียนเขาไปฮอดโค้งใด๋แล้ว งัวโตยังย่างเต๊าะแต๊ะ ๆ อยู่ ของงัวโตมันจ่อย ตอนนั้น รับจ้างแก่ปอร้อยละสี่สิบ-ห้าสิบบาท แก่ปอได้ร้อยมัดต่อเงินห้าสิบบาท ลางเถื่อกะร้อยมัดต่อซาวห้าบาท (ยี่สิบห้าบาท) แล้วแต่ใกล้แต่ไกล กะเลยมาเพียรงัวเกวียนคู่นี้เอา หาเกี่ยวหญ้าเกี่ยวผือให้งัวกิน โลดพีขึ้นโวยบาดนี้ ”
“พวกจารย์สังข์ พวกบักนึก ไปหารับจ้างแก่เกวียนนำกัน โตว่า มึงไปบาดนี้ ของงัวโตขุนขึ้นมา มันอ้วนมันพีแล้ว มันกะมีแฮงลากมีแฮงแก่ ไปใสกะบ่ปะก้นหมู่แล้วบาดนี้ หมู่ไปฮอดใสกะนำก้นหมู่ไปต้อย ๆ ซั้นตี้”
“จากนั้นมา กะพอได้อยู่ได้กินนำล้อนำเกวียนมานั่นละ พอมีงัวมีควายแล้ว กะได้ฝุ่นใส่ไฮ่ใส่นา จัังได้ข้าวใส่เล้าเก้าเกวียนสิบเกวียน บ่อึดกินอึดยาก”
“บาดนี้ อยู่มากะมาขายหกพันบาท ว่าอยากซื้องัวเก่งมาขี่คือหมู่แน่ ไปเลื่อยไม้ได้เงินมาว่าสิเอามาตื่มใส่งัวเก่ง ๆ นำเขา ยายหนูผัดว่า โอ้ย! อย่าสิซื้อเถาะ เพิ่นว่าซั้น เพิ่นอยากได้ไฟฟ้าเข้าเฮือน ตอนนั้นไทบ้านกำลังพากันเอาไฟฟ้าเข้าเฮือน (พุทธศักราช ๒๕๒๑) โตว่า ไปต่อไฟนำเฮือนแม่ใหญ่ตันมาใซ้สาก่อน แม่เพิ่นผัดว่า ไปทางหน้าย้านมันบ่ถึกเขา แม่เพิ่นบ่จักโอยจักครางอยู่ เพิ่นบ่อยากให้ซื้องัว อยากได้ไฟฟ้าเข้าเฮือน โตกะเอาไฟเข้าเฮือนตามแม่เพิ่นว่าอยู่ดอก กะเลยบ่ได้งัวเก่ง ๆ นำเขา กะได้ซื้องัวธรรมดามาใซ้ แต่ว่างัวคู่นี้มันกะพอใซ้อยู่ดอก โตฮั่งอยากได้เก่งกว่าหมู่แน่”
“กะเลยมาซื้อมาขายไปเรื่อย ตอนนั้น มันกะมีแต่กำไร บ่มีหลุบทุน เทิ่งแก่เกวียน เทิ่งซื้อ เทิ่งขาย กะพอมีเงินมาแน่ พอได้เล่นได้กินนำหมู่นำพวก”
“พวกเล่นพวกกินนำกันกะแม่นบักแสงเค เป็นหมู่ฮักหมู่แพงกันมาแต่น้อย ๆ ไปใสกะไปนำกันดี มันติดเจ้าของย้อนมันบ่มีพ่อมีแม่นำหมู่”
“บักแสงเคมันมาเอากับสาวหนู ผัวเลาตาย เป็นแม่หม้าย จังมาได้กับบักแสง ผัวก่อนได้ลูกสามคน มีอีบัวลี อีวรรณ กับอีนางเมียบักสวน อยู่มา ๆ สาวหนูเลามาเอากับบักแสง กะมาได้อีตึ๋ง อีรัศมิ์ อีเกตุ สามคน”
“บักแสงเคมันเป็นกำพร้าแม่กำพร้าพ่อแต่ยังน้อย ๆ พอมีครอบมีครัวแล้วมันกะมีความสุขแน่อยู่ สมกับคนบ่มีพ่อบ่มีแม่ ทุกข์ยากมาแต่น้อย ลูกไปกรุงเทพกรุงไทกะหาเงินมาให้ ลางเถื่อเจ้าของกะไปหาแปะกินนำมัน ยามลูกมันฝากเงินมาโตกะบอกมันว่า หมอ! ซื้อเหล้าให้กินแน่โว้ย มันกะซื้อให้กิน เหล้าแน่ ยาสูบแน่กะท่อนั่นล่ะ มันกะซื้อดีอยู่”
“ยามลูกฝากเงินมาให้ ลูกมันกะบ่ฝากให้แม่ แต่ฝากให้พ่อ มันกะเป็นคนดีอยู่ดอก มันบ่วาดนั้นวาดนี้กับลูกกับเต้า บ่ว่าสิเป็นลูกเก่าหรือลูกใหม่ มันกะว่าลูกคือกันเบิ่ดสู่คน ลูกเต้าเขากะนับถือมันดีอยู่ ที่เคยเห็นมา บางคนนั้น ผัดว่า พ่อน้าเฮ็ดกับลูกบ่ส่ำกัน ใจกะบ่เป็นธรรม แต่บักแสงมันบ่เป็นจังซั้น มันเป็นคนดี ลูกกะดีนำมัน”
“แต่กี้ลูกเต้าบักแสงเขากะดีนำโตอยู่ ย้อนแม่มันดีนี่แหล่ว ของแต่กี้ ว่าแต่กินข้าวแลงแล้ว โตกะไปนอนเล่นอยู่เฮือนมันโลด นอนดูดยาเล่นอยู่นำกันกับมัน”




“เมียมันกะดีอยู่ ตอนครูบาเป็นเณรน้อย ๆ ไปอยู่วัดป่า นาอยู่ใกล้วัด สาวหนูเลากะไปส่งจังหันจังเพลเณรให้อยู่ แนวโตมันอยู่ไกล ลางมื้อแม่เลากะให้น้องปั่นจักรยานไปส่งจังหัน มื้อใด๋มหามังกรบ่อยู่
บักแสงเคมันกะมาบอกว่า “หมอ ๆ มันว่า มื้อนี้ บ่มีผู้อยู่นำเณรเด้อ เณรอยู่คนเดียว มหามังกรบ่อยู่” มันว่าซั้น “ฮ้วย! บ่อยู่กะสิย้านหยัง แนวใจมัก” โตว่า


พูดถึงช่วงนี้ พ่อก็หยุดหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสุขใจ
“แนวใจมัก สิย้านอีหยัง” โตว่า บักแสงเคเถียงนามันอยู่ใกล้วัดป่า ทางเข้าวัด มื้อใด๋มหามังกรบ่อยู่ เห็นเณรอยู่คนเดียว มันกะย่างมาบอกโต”

“พ่อกะคึดลุโตนซาดเธออยู่ดอก ตอนตาย เธอเป็นโรคไต เป็นนิ่วในไตเธอกะมาผ่าตัดไต กะสิเจ็บสิปวดแน่อยู่ จังว่า นิ่วอีหยังจังเป็นตาย้านแท้ มันเอามาให้โตเบิ่ง เป็นแหลม ๆ เฮ็ดกากซากคือนิ้วมือคนนี้ กะย้อนมันแทงนั้นแทงนี้เฮ็ดให้มันเจ็บมันปวด”
“แต่ยังน้อยบักแสงมันขึ้นกกไม้กกตอกเก่ง ว่าแต่อยากหยังมันกะโก้ยเก้ยขึ้นให้กินโลด ของมันขึ้นกกไม้เก่ง โตขึ้นบ่เก่งคือมันกะเป็นผู้ถ้าเก็บอยู่ทางล่าง มันถิ้มลงมา คันว่าอยากกินหมากยาง มันกะปีนขึ้นโลด”
“ก่อสิเอิ้นแสงเคนั้น ย้อนขามันหัก

ปีนั้น พ่อถ่านสร้างโรงเรียน เพิ่นหาไทบ้านไปซ่อยเฮ็ด บักแสงมันขึ้นปูแป้นโรงเรียน หมู่ผัดเลื่อนไม้ไปบ่เบิ่งว่ามีคนงอยอยู่ ไม้พาดหลุดลงใส่โต๊ะ บักแสงตกลงมาขาหัก หัวพ่อสุข บ้านหนองสะโน มาเป่าให้ ใซ้น้ำมันทาขามันจังคืนมาย่างได้”
“ตอนอีแพรวถืกรถชนขาหักกะไปให้ลุงดำป้าหวาย บ้านหนองสะโนมาเป่าให้คือกัน ลุงดำเป็นลูกหัวพ่อสุข กะสิแม่นเฮียนจอดกระดูกจากหัวพ่อสุข แต่กี้กะบ่ฮู้จักว่าเลาเป็นไผ โตเคยเห็นเลาตั้งแต่ตอนหัวพ่อสุขมาปัวบักแสงพุ้น เคยได้ยินแต่แม่เพิ่นว่า ป้าหวายอยู่บ้านหนองสะโน ตอนไปหาลุงดำ เลาว่าเดี๋ยวนี้บ่ได้เฮ็ดแล้ว แต่เป็นหลานเลากะเฮ็ดน้ำมันมาปัวมาเป่าให้หลานอยู่ดอก ตอนนี้ลุงดำเลาตายแล้ว จักมีคนสืบต่อเลาบ่ ลูกเต้ากะสิบ่สนใจบ่จักล่ะ”
“แต่กี้ บ้านหนองสะโนนั่น ยามมีบุญศีลกินทานหยัง พ่อกะไปเล่นไปกินอยู่ แต่บ่ได้ไปเฮือนป้าหวาย ของมันบ่ฮู้จักว่าไผเป็นไผ ตอนไปหาลุงดำ ป้าหวายเห็นโต เลาว่า มันแม่นไผ แม่นผัวอีหนูอยู่บ่ “เออ! แม่ป้า” โตว่า มาหาพ่อลุง รถชนหลาน อีแพรวมันขาหัก อยากให้ลุงดำไปเบิ่งให้หลานแน่ ป้าหวายเพิ่นกะฟ้าวอยู่ดอก ฟ้าวไปนำลุงดำ เพิ่นว่า มันกะไปยากมายาก คันบ่เทียวมารับมาส่งเอา มื้อใด๋ลูกเลาว่าง มันกะพาเพิ่นมาอยู่ดอก”
“ตอนนี้ ลุงดำเลาตายแล้ว ยังแต่ป้าหวายกะเลิง ๆ เลง ๆ จำหยังบ่อยากได้แล้ว มีแต่พวกลูกเต้าไปมาหากันอยู่ อีแพรวมันกะเทียวไปหาเพิ่นอยู่ เอาข้าวหนอกข้าวหนมไปให้”
“น้องชายลุงดำคนหนึ่งเลาเป็นนักเลงเมืองเดช ลูกน้องเจ้าของโรงเลื่อยใหญ่ แต่กี้พวกโรงเลื่อยมีแต่นักเลงใหญ่ เขาผิดกันฆ่ากันเบิ่งบ่เป็น มื้อหนึ่งโตเมือนาหัวบุ่ง เห็นเลามาเถียงนา เลาว่า แม่นเถียงอีหนูอยู่บ่ เขาว่าเถียงอีหนูอยู่นี้ กะเลยย่างมาเบิ่งนามัน ได้สองสามมื้อเห็นหายไป อยู่ต่อมาบ่ดน กะได้ยินว่าเขายิงเลาตายอยู่เมืองเดช ตอนนั้น จักแม่นเลาหนีมาหรือจังใด๋ล่ะ”

“พ่อกับแม่มันทุกข์หลาย พากันตัดไม้ไง้ขอนเผาถ่านขาย อยู่นำฮิมบุ่ง ฮิมมูล เอาลูกน้อย ๆ ผูกอู่นอนไว้นำอุ่มพี้ จังว่า สู้ทุกข์สู้ยากมานำกันกับแม่เพิ่น จนเฒ่าซากันหลังเลาก่องกอเซาะลง เฒ่ามาแล้วกะคึดไปทางหลัง อีพ่ออีแม่เลากะอายุหย่านเจ็ดสิบแปดสิบ เอื้อยกะอายุหย่านหกสิบเจ็ดสิบ อ้ายกะหย่านเจ็ดสิบคือกัน เจ้าของกะเจ็ดสิบเข้ามาแล้วเด้ มันกะใกล้มื้อเข้ามาแล้ว จักมื้อใด๋ล่ะสิฮอดมื้อมัน”
“ผิว่า ยายหนูเลาบ่อยากเอาหยังแล้วล่ะ เว้าหยังขึ้นกะมีแต่เซา ๆ พอเซากะเซา ตายไปกะเอาหยังไปนำบ่ได้จักอย่าง เลาว่า แต่ว่า เจ้าของมันเคยทุกข์เคยยาก กะอยากมีดินมีดอนไว้ให้ลูกให้หลานเฮ็ดกินเฮ็ดอยากแน่”

ด้วยความที่พ่อเป็นคนอารมณ์ดี มีความเบิกบานอยู่ข้างใน แต่ก็เป็นคนชอบใช้ความคิดอยู่เสมอ พ่อจึงชอบนอนเอามือก่ายหน้าผากครุ่นคิดอะไรบางอย่างเป็นเวลานาน บางทีก็นอนขาไขว่ห้างฮัมเพลงในลำคออยู่คนเดียวที่นอกชานบ้านบ้าง ที่ใต้ร่มหว้านาหัวบุ่งบ้าง

ในยามเมื่อความชรามาเยือน ความรู้สึกหลายอย่างที่ถูกเก็บงำไว้ตั้งแต่วัยหนุ่มก็หลั่งไหลออกมา ผ่านคำพูดของพ่อ ระหว่างการสนทนา ทำให้สัมผัสได้ถึงคำพูดของผู้ที่เป็นทั้งพ่อและชายชราในคนเดียวกัน
แล้วการสนทนาในบ่ายวันนี้ก็สิ้นสุดลง

ชรัง อนตีโต : เมื่อความชรามาเยือน ๕๔. “เมื่อความชราเยือน” ผู้เขียน ญาณวชิระ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) อดีต พระราชกิจจาภรณ์

เมื่อความชรามาเยือน
๕๕ ความเรียง
ว่าด้วยบทสนทนาของพระลูกชายกับโยมพ่อผู้ชรา
ISBN : ๙๗๘ – ๖๑๖ – ๙๓๓๗๘ – ๖ – ๗
ผู้เขียน : ญาณวชิระ
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
อดีต พระราชกิจจาภรณ์
ปีที่พิมพ์ : ๒๕๖๗
จำนวนพิมพ์ : ๑,๐๐๐ เล่ม
จำนวนหน้า : ๓๐๔ หน้า
จัดพิมพ์ โดย : สถาบันพัฒนาพระวิทยากร
เลขที่ ๓๔๔ อาคารสันติวัคคีย์ แขวงบ้านบาตร
เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐
พิมพ์ที่ : หจก.นิวไพศาลการพิมพ์
เลขที่ ๕๓ เจริญนคร ๔๖ บางลำพูล่าง
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร












