


ขุนเขาย่อมมีวันทลาย
สายน้ำย่อมมีวันเปลี่ยนทาง
แต่ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง
“ญาณวชิระ” พระราชกิจจาภรณ์



จาก “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ถึง “ลูกผู้ชายต้องบวช” ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน จังหวัด ศรีสะเกษ ๑. เตรียมบรรพชาสามเณรน้อย ฝึกฝนอุปนิสัยแห่งพระมหาบุรุษ เพื่อค้นหาตนเอง ตามรอยพระเนมิราช














“ เนมิราชชาดก (บำเพ็ญอธิษฐานบารมี) พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเนมิราช เป็นผู้มั่นคงในการให้ทาน ทรงเบญจศีลเป็นนิจ สมาทานอุโบสถทุกวันปักษ์ ทรงแสดงธรรมให้ทราบทางสวรรค์ สอนอาณาประชาราษฎร์ให้กลัวนรก พระอินทร์ทรงพอพระทัยถึงกับให้มาตลีเทพบุตรนำราชรถไปรับ พระเจ้าเนมิราช เพื่อไปเที่ยวชมเมืองนรกและเมืองสวรรค์ ในกาลต่อมา เมื่อพระเกศาหงอกแล้วได้เสด็จออกบรรพชา ”

จาก หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับญาณวชิระ

เนมิราช เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งพระองค์เกิดเป็นพระเจ้าเนมิราช ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร ทรงมีปณิธานที่จะบําเพ็ญ “อธิษฐานบารมี” ได้อธิษฐานใจ ที่จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม สั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ ให้ตั้งอยู่ในธรรม ให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข แม้เหล่าเทพทั้งหลาย จะเชื้อเชิญพระองค์ในทิพยสมบัติ ก็ไม่ปรารถนา อธิษฐานใจ ที่จะทําบุญกุศลด้วยพระองค์เอง
เนมิราชชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต
ขณะตรัสเล่าเรื่องเนมิราชนั้น พระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่พระราชอุทยานอัมพวัน ของพระเจ้ามฆเทวราช ทรงอาศัยกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหะ นั้นเอง สําหรับบิณฑบาต
ในเวลาเย็นวันหนึ่ง พระพุทธองค์พร้อมด้วยหมู่พระภิกษุสงฆ์เป็นจํานวนมาก เสด็จจาริกผ่านไปในพระราชอุทยานอัมพวันนั้น พระพุทธองค์ทอดพระเนตรภูมิประเทศแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ร่มรื่นเย็นสบาย ทรงประสงค์จะตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ ให้หมู่พระภิกษุสงฆ์ฟัง จึงทรงแย้ม พระโอษฐ์ พระอานนท์เถระ ทูลถามถึงเหตุที่ทรงแย้มพระโอษฐ์ จึงตรัสว่า “อานนท์ ภูมิประเทศนี้ เราเคยอาศัยเจริญฌาน เมื่อครั้งเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช” แล้วทรงทอดพระสุรเสียงนิ่งโดยดุษฎีอยู่ครู่หนึ่ง หมู่พระภิกษุสงฆ์ กราบทูลวิงวอนให้พระองค์ตรัสเล่าเรื่องพระเจ้ามฆเทวราชให้ฟัง จึงประทับนั่งบนอาสนะสําหรับพระพุทธเจ้า ที่พระภิกษุสงฆ์ปูเตรียมไว้ เริ่มตรัสเล่าเรื่องราวอดีตชาติ ของพระองค์ เมื่อครั้งเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช
ปฐมบรมราชวงศ์นักบวช
ในอดีตชาติ มีพระมหากษัตริย์พระนามว่า “มฆเทวราช” ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหรัฐ พระองค์ทรงอยู่ในวัยเยาว์ เล่นสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างพระราชกุมาร อยู่ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ปี หลังจากนั้น จึงได้รับการอภิเษกเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช อีกราว ๘๔,๐๐๐ ปี เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ จึงได้ขึ้นครองราชย์ เสวยราชสมบัติเป็นเวลา ๘๔,๐๐๐ ปี ครั้นขึ้นครองราชสมบัติ ทรงรับสั่งพนักงานภูษามาลาไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เห็นผมบนศีรษะของพระองค์หงอก ให้บอกพระเจ้ามฆเทวราชทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมเสมอมา
ครั้นกาลต่อมา เจ้าพนักงานภูษามาลาเห็นผมหงอกบนพระเศียรของพระองค์แล้ว จึงกราบทูล ให้ทรงทราบ พระองค์รับสั่งให้ถอนด้วยแหนบทองคํา วางไว้ในพระหัตถ์ ทรงทอดพระเนตรเห็นผมหงอกแล้ว เหมือนเห็นความตายปรากฏอยู่ที่พระนลาฏ ทรงดําริว่า ถึงเวลาที่จะต้องบวชแล้ว จึงพระราชทานบ้านส่วย ให้เจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วตรัสเรียกพระโอรสองค์โตมา ตรัสมอบราชสมบัติว่า “ลูก จงรับราชสมบัติ ปกครองบ้านเมือง พ่อจะบวช” พระโอรสทูลถามถึงเหตุที่ทรงผนวช พระองค์จึงตรัสว่า “ผมหงอกบนศีรษะของพ่อ เป็นเทวทูตมาปรากฏ บ่งบอกให้รู้ว่าพ่อแก่แล้ว จึงเป็นเวลาที่พ่อ จะต้องบวช”
พระองค์ทรงอภิเษกพระโอรสไว้ในราชสมบัติ ตรัสสอนว่า “แม้ตัวลูกเอง เมื่อเห็นผมหงอกอย่างนี้แล้ว ก็จงบวช” แล้วเสด็จออกจากพระนคร ทรงผนวชเป็นฤๅษี ในพระราชอุทยานอัมพวันนั่นเอง เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ก็สิ้นพระชนม์ ไปเกิดในพรหมโลก
แม้พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวราชพระองค์ต่อ ๆ มา ก็ปฏิบัติตามวงศ์ของปฐมบรมมหากษัตริยาธิราช สืบต่อมายาวนานเกือบ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นเส้นผมบนพระเศียรหงอกแล้ว ก็ทรงผนวช ในพระราชอุทยานอัมพวัน แห่งนี้ เจริญพรหมวิหาร ๔ ครั้นสิ้นพระชนม์ ก็ไปเกิดในพรหมโลก
กำเนิดพระเนมิราช
บรรดาพระมหากษัตริย์ ที่สืบต่อกันมา เกือบ ๘๔,๐๐๐ พระองค์นั้น พระเจ้ามฆเทวราชที่ทรงเป็นต้นราชวงศ์กษัตริย์นักบวช ซึ่งได้ไปเกิดในพรหมโลก ก่อนกษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงตรวจดูวงศ์ของพระองค์ ทราบว่า ราชวงศ์ของพระองค์ สืบทอดการออกบวชมายาวนานถึง ๘๓,๙๙๘ พระองค์ ก็ทรงยินดี ทรงพิจารณาต่อไปว่า จากนี้ไป ราชวงศ์กษัตริย์นักบวช จะยังมีผู้สืบทอดอยู่อีกหรือไม่ หรือว่า จะขาดสูญราชวงศ์แล้ว ก็ทรงทราบว่า กษัตริย์พระองค์นี้ เป็นองค์สุดท้าย จะสิ้นสุดราชวงศ์นักบวช ลงแต่เพียงเท่านี้ ทรงคิดว่า ตัวพระองค์เองควรจะสืบต่อราชวงศ์ของพระองค์ จึงจุติจากพรหมโลก ลงมาถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชาในกรุงมิถิลานคร เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๘๓,๙๙๙ แห่งราชวงศ์นักบวช
เมื่อพระกุมารประสูติ พระราชาตรัสเรียกพราหมณ์มาทํานายลักษณะ พวกพราหมณ์ตรวจดูลักษณะแล้ว กราบทูลให้ทรงทราบว่า พระราชกุมารผู้สืบราชวงศ์นักบวชมาประสูติแล้ว หลังจากพระกุมารพระองค์นี้ จะไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดจากราชวงศ์นี้ ออกบวชอีกต่อไป
พระราชาสดับดังนั้น ทรงดําริว่า พระโอรสพระองค์นี้ เกิดมาเพื่อสืบราชวงศ์ ดุจล้อรถนํารถให้เคลื่อนไป จึงขนานนามว่า “เนมิกุมาร” แปลว่า “พระกุมารผู้เกิดมาเพื่อสืบต่อราชวงศ์”
พระเนมิกุมาร มีอุปนิสัยน้อมไปในการบริจาคทาน รักษาศีล และถืออุโบสถกรรม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ครั้นอยู่ต่อมา พระชนกทอดพระเนตรเห็นเส้นผมบนพระเศียรหงอก ก็พระราชทานบ้านส่วย แก่เจ้าพนักงานภูษามาลา มอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส แล้วทรงผนวช ในพระราชอุทยานอัมพวัน ตามโบราณราชประเพณีนั่นเอง ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ได้ไปเกิดในพรหมโลก
เมื่อพระเจ้าเนมิราช ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร พระองค์อธิษฐานใจที่จะปกครองแผ่นดิน โดยธรรม สั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ให้ตั้งอยู่ในธรรม พระองค์โปรดให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ส่วนโรงทานอีก ๑ แห่ง ให้ตั้งตรงกลางพระนคร ทรงมี พระราชอัธยาศัยน้อมไปในการให้ทาน พระราชทานทรัพย์ที่โรงทาน แห่งละ ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ รวมเป็นทรัพย์ที่บริจาคในแต่ละวัน ถึง ๕๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทรงรักษาศีล ๕ เป็นประจํา สมาทานรักษาอุโบสถศีล ทุกวันพระอุโบสถ ทรงนําอาณาประชาราษฎร์ ให้ทาน แสดงธรรมสั่งสอน ให้ประชาชน ทราบทางที่จะไปเกิดในสวรรค์ กระตุ้นเตือนให้กลัวนรก ประชาชนฟังพระบรมราโชวาท ของพระองค์แล้ว ประพฤติธรรม ให้ทาน เป็นต้น ตั้งแต่นั้นมา บ้านเมืองก็ร่มเย็น เป็นสุข ประชาชน ที่ทําตามพระบรมราโชวาทของพระเจ้าเนมิราช ครั้นสิ้นชีวิต ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ ขณะนั้นสวรรค์เต็มไปด้วยเหล่าเทวดา ส่วนนรก เงียบเหงา เหมือนว่างเปล่า
กาลนั้น หมู่เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประชุมกันที่เทวสภา ชื่อ “สุธรรมา” ต่างสรรเสริญพระโพธิสัตว์ว่า “พระเจ้าเนมิราช เป็นพระอาจารย์ของพวกเรา เพราะอาศัยพระองค์แนะนําสั่งสอน พวกเรา จึงได้เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์”
แม้ในโลกมนุษย์ มหาชนก็สรรเสริญคุณของพระโพธิสัตว์เช่นกัน เสียงเล่าขานสรรเสริญพระเนมิราชแผ่ไพศาลไป เหมือนน้ำมันที่เทราดลงกลางมหาสมุทรลอยฟ่องกระจายแผ่ไพศาลไปทั่วท้องน้ำ
เมื่อพระเจ้าเนมิราช ทรงบริจาคทานอยู่ พระองค์ก็เกิดความสงสัยในทานว่า ระหว่างการให้ทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ อย่างไหน มีอานิสงส์มากกว่ากัน
พระเจ้าเนมิราช ทรงสมาทานอุโบสถศีล ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงเปลื้องเครื่องทรงของพระราชาออกหมด บรรทมบนที่นอน ปูลาดที่พื้น หลับไปตลอดสองยาม ตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่งสาง ทรงคู้บัลลังก์นั่งขัดสมาธิ ดำริว่า พระองค์ให้ทานเป็นจํานวนมากแก่มหาชน ทั้งศีล ก็รักษา ระหว่างการให้ทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ อะไร มีอานิสงส์มากกว่ากัน ทรงพิจารณาอยู่ ก็ไม่สามารถตัดความสงสัยได้
ขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชเกิดรุ่มร้อน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ก็แข็งกระด้าง ท้าวสักกะทรงพิจารณาถึงสาเหตุ ก็ทราบว่า พระเจ้าเนมิราชกําลังเกิดความสงสัยในอานิสงส์ของการให้ทาน และการประพฤติพรหมจรรย์ว่า อย่างไหน มีอานิสงส์มากกว่ากัน ทรงประสงค์จะทําให้พระเจ้าเนมิราชคลายความสงสัย จึงเสด็จมาตามลําพังเพียงพระองค์เดียว ทําให้พระราชนิเวศน์ส่องสว่างไปทั่ว แล้วเสด็จเข้าสู่ห้องบรรทมของพระเจ้าเนมิราช แผ่รัศมีสว่างรุ่งเรืองสถิตอยู่ในอากาศ พระเจ้าเนมิราช เห็นเช่นนั้น เกิดพระโลมชาติชูชัน ขนพองสยองเกล้า เพราะไม่เคยเห็นแสงสว่างเจิดจรัสเช่นนี้มาก่อน ตรัสถามว่า “ท่านเป็นใคร เป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะจอมเทพ เราไม่เคยเห็นรัศมีสุกสว่างเช่นนี้มาก่อนเลย”
ท้าวสักกะทราบว่า พระเจ้าเนมิราชขนลุกชูชัน จึงปลอบให้เบาพระทัย บอกให้ทราบว่า พระองค์ คือ ท้าวสักกเทวราช แล้วเชิญให้ถามปัญหาที่สงสัย พระเจ้าเนมิราช ได้โอกาสจึงตรัสถามอานิสงส์ของการให้ทาน และการประพฤติพรหมจรรย์ อย่างไหน มีผลานิสงส์มากกว่ากัน
ท้าวสักกะ ตรัสว่า“คนจะเกิดในขัตติยราชสกุลได้ ต้องเคยประพฤติพรหมจรรย์ ขั้นต่ำจะเกิดเป็นเทวดาได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ขั้นกลาง และจะบริสุทธิ์ได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ขั้นสูงสุด พรหมจรรย์ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะได้มาด้วยการประกอบพิธีสวดอ้อนวอน
ผู้สละเหย้าเรือนออกบวชบําเพ็ญตบะธรรม จึงจะได้ไปบังเกิดในพรหมโลก การประพฤติพรหมจรรย์มีผลมากกว่าการให้ทาน ดังนี้”



ฝีกฝน อุปนิสัยแห่งมหาบุรุษ
“โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ

“โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”
“Ordination Project for Novice monks in Honor of His Majesty: Building the Great Perfections of the Ten Virtues of a Bodhisattva, with the Unwavering Determination of a Great Man.”
ระหว่างวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๑๙ เมษายน ๒๕๖๘
ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ติดต่อสอบถาม:
พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ ประธานโครงการฯ
โทร. ๐๖๒-๓๔๖-๕๖๓๒
พระมหาติ่ง มหิสสโร, ดร. ประธานดำเนินงานฯ


ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ทางเพจ:
พุทธสถานฮ่องธรรม hongkham esaan
https://www.facebook.com/PhramahaTing




ขุนเขาย่อมมีวันทลาย
สายน้ำย่อมมีวันเปลี่ยนทาง
แต่ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง
“ญาณวชิระ” พระราชกิจจาภรณ์

ท่านสามารถดาวน์โหลด หนังสือ “ทศชาติ : ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ ได้ที่
https://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/2022/project/index.html











