


ผ่านไปแล้วสำหรับ “โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”
“Ordination Project for Novice monks in Honor of His Majesty: Building the Great Perfections of the Ten Virtues of a Bodhisattva, with the Unwavering Determination of a Great Man.”
ระหว่างวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ





จึงขอนำบันทึกย้อนหลังที่ค้างไว้มาต่อในแต่ละบทให้ครบบารมี ๑๐ ที่สามเณรทั้ง ๔๕ รูปได้เรียนรู้อย่างเข้มข้น ขณะฝึกตนตามรอย “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ เพื่อบ่มเพาะชีวิตให้มีความเข้มแข็ง อดทน และก่อเกิดปัญญาในการใช้ชีวิตต่อไปในภายภาคหน้า ตามที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ ดังในเรื่องราวของพระเนมิราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม

พระเนมิราช
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม

“สิ่งที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้
เปรียบเหมือนยานพาหนะหรือเงินทองที่ยืมเขามา
เราไม่ปรารถนาสิ่งของที่ผู้อื่นให้
บุญที่เราทำด้วยตัวของเราเอง
ย่อมเป็นทรัพย์ที่จะติดตามเราตลอดไป”




เนมิราช เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งพระองค์เกิดเป็นพระเจ้าเนมิราช ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร ทรงมีปณิธานที่จะบําเพ็ญ “อธิษฐานบารมี” ได้อธิษฐานใจ ที่จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม สั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ ให้ตั้งอยู่ในธรรม ให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข แม้เหล่าเทพทั้งหลาย จะเชื้อเชิญพระองค์ในทิพยสมบัติ ก็ไม่ปรารถนา อธิษฐานใจ ที่จะทําบุญกุศลด้วยพระองค์เอง

เนมิราชชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต

ขณะตรัสเล่าเรื่องเนมิราชนั้น พระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่พระราชอุทยานอัมพวันของพระเจ้ามฆเทวราช ทรงอาศัยกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหะ นั้นเอง สําหรับบิณฑบาต

ในเวลาเย็นวันหนึ่ง พระพุทธองค์พร้อมด้วยหมู่พระภิกษุสงฆ์เป็นจํานวนมาก เสด็จจาริกผ่านไปในพระราชอุทยานอัมพวันนั้น พระพุทธองค์ทอดพระเนตรภูมิประเทศแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ร่มรื่น เย็นสบาย ทรงประสงค์จะตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ ให้หมู่พระภิกษุสงฆ์ฟัง จึงทรงแย้ม พระโอษฐ์ พระอานนท์เถระ ทูลถามถึงเหตุที่ทรงแย้มพระโอษฐ์ จึงตรัสว่า “อานนท์ ภูมิประเทศนี้ เราเคยอาศัยเจริญฌาน เมื่อครั้งเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช” แล้วทรงทอดพระสุรเสียงนิ่งโดยดุษฎีอยู่ครู่หนึ่ง หมู่พระภิกษุสงฆ์กราบทูลวิงวอนให้พระองค์ตรัสเล่าเรื่องพระเจ้ามฆเทวราชให้ฟัง จึงประทับนั่งบนอาสนะสําหรับพระพุทธเจ้า ที่พระภิกษุสงฆ์ปูเตรียมไว้ เริ่มตรัสเล่าเรื่องราวอดีตชาติ ของพระองค์ เมื่อครั้งเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช


ปฐมบรมราชวงศ์นักบวช
ในอดีตชาติ มีพระมหากษัตริย์พระนามว่า “มฆเทวราช” ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหรัฐ พระองค์ทรงอยู่ในวัยเยาว์ เล่นสนุกสนานเพลิดเพลินอย่างพระราชกุมาร อยู่ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ปี หลังจากนั้น จึงได้รับการอภิเษกเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช อีกราว ๘๔,๐๐๐ ปี เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ จึงได้ขึ้นครองราชย์ เสวยราชสมบัติเป็นเวลา ๘๔,๐๐๐ ปี ครั้นขึ้นครองราชสมบัติ ทรงรับสั่งพนักงานภูษามาลาไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เห็นผมบนศีรษะของพระองค์หงอก ให้บอกพระเจ้ามฆเทวราชทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมเสมอมา


ครั้นกาลต่อมา เจ้าพนักงานภูษามาลาเห็นผมหงอกบนพระเศียรของพระองค์แล้วจึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์รับสั่งให้ถอนด้วยแหนบทองคํา วางไว้ในพระหัตถ์ ทรงทอดพระเนตรเห็นผมหงอกแล้ว เหมือนเห็นความตายปรากฏอยู่ที่พระนลาฏ ทรงดําริว่า ถึงเวลาที่จะต้องบวชแล้ว จึงพระราชทานบ้านส่วย ให้เจ้าพนักงานภูษามาลา แล้วตรัสเรียกพระโอรสองค์โตมา ตรัสมอบราชสมบัติว่า “ลูก จงรับราชสมบัติ ปกครองบ้านเมือง พ่อจะบวช” พระโอรสทูลถามถึงเหตุที่ทรงผนวช พระองค์จึงตรัสว่า “ผมหงอกบนศีรษะของพ่อ เป็นเทวทูตมาปรากฏ บ่งบอกให้รู้ว่าพ่อแก่แล้ว จึงเป็นเวลาที่พ่อ จะต้องบวช”

พระองค์ทรงอภิเษกพระโอรสไว้ในราชสมบัติ ตรัสสอนว่า “แม้ตัวลูกเอง เมื่อเห็นผมหงอก อย่างนี้แล้ว ก็จงบวช” แล้วเสด็จออกจากพระนคร ทรงผนวชเป็นฤๅษี ในพระราชอุทยานอัมพวันนั่นเอง เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ก็สิ้นพระชนม์ ไปเกิดในพรหมโลก


แม้พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวราชพระองค์ต่อ ๆ มา ก็ปฏิบัติตามวงศ์ของปฐมบรมมหากษัตริยาธิราช สืบต่อมายาวนานเกือบ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นเส้นผมบนพระเศียรหงอกแล้ว ก็ทรงผนวช ในพระราชอุทยานอัมพวัน แห่งนี้ เจริญพรหมวิหาร ๔ ครั้นสิ้นพระชนม์ ก็ไปเกิดในพรหมโลก



กำเนิดพระเนมิราช

บรรดาพระมหากษัตริย์ ที่สืบต่อกันมา เกือบ ๘๔,๐๐๐ พระองค์นั้น พระเจ้ามฆเทวราชที่ทรงเป็นต้นราชวงศ์กษัตริย์นักบวช ซึ่งได้ไปเกิดในพรหมโลก ก่อนกษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงตรวจดูวงศ์ของพระองค์ ทราบว่า ราชวงศ์ของพระองค์ สืบทอดการออกบวชมายาวนานถึง ๘๓,๙๙๘ พระองค์ ก็ทรงยินดี ทรงพิจารณาต่อไปว่า จากนี้ไป ราชวงศ์กษัตริย์นักบวช จะยังมีผู้สืบทอดอยู่อีกหรือไม่ หรือว่า จะขาดสูญราชวงศ์แล้ว ก็ทรงทราบว่า กษัตริย์พระองค์นี้ เป็นองค์สุดท้าย จะสิ้นสุดราชวงศ์นักบวช ลงแต่เพียงเท่านี้ ทรงคิดว่า ตัวพระองค์เองควรจะสืบต่อราชวงศ์ของพระองค์จึงจุติจากพรหมโลก ลงมาถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชาในกรุงมิถิลานคร เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๘๓,๙๙๙ แห่งราชวงศ์นักบวช




เมื่อพระกุมารประสูติ พระราชาตรัสเรียกพราหมณ์มาทํานายลักษณะ พวกพราหมณ์ตรวจดูลักษณะแล้ว กราบทูลให้ทรงทราบว่า พระราชกุมารผู้สืบราชวงศ์นักบวชมาประสูติแล้ว หลังจากพระกุมารพระองค์นี้ จะไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดจากราชวงศ์นี้ ออกบวชอีกต่อไป



พระราชาสดับดังนั้น ทรงดําริว่า พระโอรสพระองค์นี้ เกิดมาเพื่อสืบราชวงศ์ ดุจล้อรถนํารถให้เคลื่อนไป จึงขนานนามว่า “เนมิกุมาร” แปลว่า “พระกุมารผู้เกิดมาเพื่อสืบต่อราชวงศ์”


พระเนมิกุมาร มีอุปนิสัยน้อมไปในการบริจาคทาน รักษาศีล และถืออุโบสถกรรม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ครั้นอยู่ต่อมา พระชนกทอดพระเนตรเห็นเส้นผมบนพระเศียรหงอก ก็พระราชทานบ้านส่วย แก่เจ้าพนักงานภูษามาลา มอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส แล้วทรงผนวช ในพระราชอุทยานอัมพวัน ตามโบราณราชประเพณีนั่นเอง ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ได้ไปเกิดในพรหมโลก



เมื่อพระเจ้าเนมิราช ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร พระองค์อธิษฐานใจที่จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม สั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ให้ตั้งอยู่ในธรรม พระองค์โปรดให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ส่วนโรงทานอีก ๑ แห่ง ให้ตั้งตรงกลางพระนคร ทรงมีพระราชอัธยาศัยน้อมไปในการให้ทาน พระราชทานทรัพย์ที่โรงทาน แห่งละ ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ รวมเป็นทรัพย์ที่บริจาคในแต่ละวัน ถึง ๕๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทรงรักษาศีล ๕ เป็นประจํา สมาทานรักษาอุโบสถศีล ทุกวันพระอุโบสถ ทรงนําอาณาประชาราษฎร์ ให้ทาน แสดงธรรมสั่งสอน ให้ประชาชน ทราบทางที่จะไปเกิดในสวรรค์ กระตุ้นเตือนให้กลัวนรก ประชาชนฟังพระบรมราโชวาท ของพระองค์แล้ว ประพฤติธรรม ให้ทาน เป็นต้น ตั้งแต่นั้นมา บ้านเมืองก็ร่มเย็น เป็นสุข ประชาชน ที่ทําตามพระบรมราโชวาทของพระเจ้าเนมิราช ครั้นสิ้นชีวิต ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ ขณะนั้นสวรรค์เต็มไปด้วยเหล่าเทวดา ส่วนนรก เงียบเหงา เหมือนว่างเปล่า


กาลนั้น หมู่เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประชุมกันที่เทวสภา ชื่อ “สุธรรมา” ต่างสรรเสริญพระโพธิสัตว์ว่า “พระเจ้าเนมิราช เป็นพระอาจารย์ของพวกเรา เพราะอาศัยพระองค์แนะนําสั่งสอน พวกเรา จึงได้เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์”



แม้ในโลกมนุษย์ มหาชนก็สรรเสริญคุณของพระโพธิสัตว์เช่นกัน เสียงเล่าขานสรรเสริญพระเนมิราชแผ่ไพศาลไป เหมือนน้ำมันที่เทราดลงกลางมหาสมุทรลอยฟ่องกระจายแผ่ไพศาลไปทั่วท้องน้ำ



เมื่อพระเจ้าเนมิราช ทรงบริจาคทานอยู่ พระองค์ก็เกิดความสงสัยในทานว่า ระหว่างการให้ทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ อย่างไหน มีอานิสงส์มากกว่ากัน


พระเจ้าเนมิราช ทรงสมาทานอุโบสถศีล ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงเปลื้องเครื่องทรงของพระราชาออกหมด บรรทมบนที่นอน ปูลาดที่พื้น หลับไปตลอดสองยาม ตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่งสาง ทรงคู้บัลลังก์นั่งขัดสมาธิ ดำริว่า พระองค์ให้ทานเป็นจํานวนมากแก่มหาชน ทั้งศีล ก็รักษา ระหว่างการให้ทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ อะไร มีอานิสงส์มากกว่ากัน ทรงพิจารณาอยู่ก็ไม่สามารถตัดความสงสัยได้



ขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชเกิดรุ่มร้อน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ก็แข็งกระด้าง ท้าวสักกะทรงพิจารณาถึงสาเหตุ ก็ทราบว่า พระเจ้าเนมิราชกําลังเกิดความสงสัยในอานิสงส์ของการให้ทาน และการประพฤติพรหมจรรย์ว่า อย่างไหน มีอานิสงส์มากกว่ากัน ทรงประสงค์จะทําให้พระเจ้าเนมิราชคลายความสงสัย จึงเสด็จมาตามลําพังเพียงพระองค์เดียว ทําให้พระราชนิเวศน์ส่องสว่างไปทั่ว แล้วเสด็จเข้าสู่ห้องบรรทมของพระเจ้าเนมิราช แผ่รัศมีสว่างรุ่งเรือง สถิตอยู่ในอากาศ พระเจ้าเนมิราช เห็นเช่นนั้น เกิดพระโลมชาติชูชัน ขนพองสยองเกล้า เพราะไม่เคยเห็นแสงสว่างเจิดจรัสเช่นนี้มาก่อน ตรัสถามว่า “ท่านเป็นใคร เป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะจอมเทพ เราไม่เคยเห็นรัศมีสุกสว่างเช่นนี้มาก่อนเลย”

ท้าวสักกะทราบว่า พระเจ้าเนมิราชขนลุกชูชัน จึงปลอบให้เบาพระทัย บอกให้ทราบว่า พระองค์ คือ ท้าวสักกเทวราช แล้วเชิญให้ถามปัญหาที่สงสัย พระเจ้าเนมิราช ได้โอกาสจึงตรัสถามอานิสงส์ของการให้ทาน และการประพฤติพรหมจรรย์ อย่างไหน มีผลานิสงส์มากกว่ากัน


ท้าวสักกะ ตรัสว่า“คนจะเกิดในขัตติยราชสกุลได้ ต้องเคยประพฤติพรหมจรรย์ขั้นต่ำ จะเกิดเป็นเทวดาได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ขั้นกลาง และจะบริสุทธิ์ได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ขั้นสูงสุด พรหมจรรย์ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะได้มาด้วยการประกอบพิธีสวดอ้อนวอน ผู้สละเหย้าเรือน ออกบวชบําเพ็ญตบะธรรม จึงจะได้ไปบังเกิดในพรหมโลก การประพฤติพรหมจรรย์มีผลมากกว่าการให้ทาน ดังนี้”










เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การประพฤติพรหมจรรย์ มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทาน ท้าวสักกเทวราชจึงทรงยกตัวอย่างพระราชาในอดีตมาแสดง แม้ทรงบริจาคทานเป็นอันมาก แต่ก็ไม่สามารถไปเกิดได้สูงไปกว่าสวรรค์ชั้นกามาวจร๑ ได้ ทรงตรัสว่า “ในกาลก่อน พระเจ้าทุทีปราช ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ทรงบริจาคทานมากมาย ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจรเท่านั้น

ส่วนพระราชาเหล่านี้ คือ พระเจ้าสาครราช พระเจ้าเสลราช พระเจ้ามุจลินทราช พระเจ้าภคีรสราช พระเจ้าอุสินนราช พระเจ้าอัตถกราช พระเจ้าอัสสถราช พระเจ้าปุถุทธนราช ก็ไม่สามารถไปเกิดได้สูงกว่ากามาวจรไปได้เช่นกัน คนที่อยู่ตัวคนเดียว ไร้เพื่อน ไม่มีความเบิกบานใจ ไม่ได้ปีติจากความวิเวก ถึงเขาจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย เทียบเท่าพระอินทร์ ก็ยังชื่อว่า เป็นคนเข็ญใจอยู่นั่นเอง เพราะต้องอาศัยผู้อื่น จึงได้ความสุข”

ครั้นยกตัวอย่างพระราชาในอดีตดังนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราช ได้ยกตัวอย่างฤๅษี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ครั้นตายไปแล้ว ได้ไปเกิดในพรหมโลกว่า

๑* สวรรค์ มี ๖ ชั้น คือ ๑. ชั้นจาตุมหาราชิกา ๒. ชั้นดาวดึงส์ ๓. ชั้นดุสิต ๔. ชั้นยามา ๕. ชั้นนิมมานรดี ๖. ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เรียกว่า “สวรรค์ชั้นกามาวจร” เพราะยังเป็นสวรรค์ที่ข้องเกี่ยวอยู่ในกาม มีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่มาก สูงขึ้นไปจากนี้ เป็นพรหมโลก มี ๒๐ ชั้น ผู้ที่จะไปเกิดในพรหมโลก ต้องประพฤติพรหมจรรย์อย่างสูง จนได้สมาธิขั้นฌาน เรียกว่า “พรหมโลก” เป็นสิ่งปรารถนาของเหล่าเทพ



“เหล่าฤๅษีทั้งหลาย มี ยามหนุฤๅษี โสมยาคฤๅษี มโนชฤๅษี สมุททฤๅษี มาฆฤๅษี ภรตฤๅษี กาลปุรักขิตฤๅษี อังคีรสฤๅษี กัสสปฤๅษี กีสวัจฉฤๅษี และอกัตติฤๅษี เป็นต้น ต่างสละเหย้าเรือน ออกบวช บําเพ็ญตบะธรรม จึงสามารถก้าวข้ามสวรรค์ชั้นกามาวจร ไปเกิดในพรหมโลกได้ ท่านเหล่านี้ อาศัยอยู่ที่บริเวณแม่น้ำสีทา อันกว้างใหญ่ ในป่าหิมวันต์



ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะพรรณนาอานิสงส์การประพฤติพรหมจรรย์ของเหล่าฤๅษี ให้พระเจ้าเนมิราชเกิดความเลื่อมใส จึงตรัสต่อไปว่า “แม่น้ำสีทา ไหลมาตามซอกเขาสุวรรณบรรพต เป็นแม่น้ำที่ใสมาก แม้แต่เรือก็ข้ามได้ยาก ขนาดขนหางนกยูงตกลงไป ก็จมลงถึงพื้น แม่น้ำนี้ จึงมีชื่อว่า “สีทา”



ที่ฝั่งแม่น้ำมีเขาสุวรรณบรรพตเปล่งแสงเรืองรอง มีสีเหมือนเปลวเพลิงลุกไหม้ โชติช่วงสุกสว่าง อยู่ตลอดเวลา มีต้นกฤษณางอกงามส่งกลิ่นหอม มีภูเขาน้อยใหญ่ ทอดเทือกสลับซับซ้อน ผืนป่า งอกงาม ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ผลิดอกออกผล งามสล้าง มีฤๅษีรุ่นเก่าแก่ประมาณหมื่นรูป อาศัยอยู่ที่ภูเขาแห่งนั้น


หม่อมฉัน เป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยการให้ทาน ด้วยการสํารวมระวัง และการฝึกหัดตนเอง อุปัฏฐากฤๅษีเหล่านั้น ผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปลีกตนอยู่ผู้เดียว มีจิตเป็นสมาธิ มั่นคง
หม่อมฉัน น้อมนมัสการหมู่ฤๅษีเหล่านั้น ผู้ปฏิบัติตรง ถึงแม้จะมีชาติตระกูลหรือไม่ก็ตาม สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ แม้เป็นคนในวรรณะ หากไม่มีธรรม ก็ต้องตกนรก ผู้อยู่ในวรรณะทั้งหลาย มีความบริสุทธิ์ ก็เพราะการประพฤติธรรม

ฤๅษีเหล่านั้นทั้งหมด ล้วนได้บรรลุโลกิยอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ บางรูป ไปภิกษาจาร ถึงอุตตรกุรุทวีป บางรูป นําผลชมพู่ใหญ่มาฉัน บางรูป นําผลไม้หลากชนิด ในป่าหิมวันต์มาฉัน บางรูป ไปภิกษาจารที่นครต่าง ๆ ในชมพูทวีป แม้เช่นนั้น ก็ไม่มีท่านใด ยึดติดในรส ฤๅษีเหล่านั้น ใช้เวลาให้หมดไปกับความสุขที่เกิดจากฌาน



อยู่มาวันหนึ่ง มีฤๅษีรูปหนึ่ง เหาะมาบิณฑบาตที่กรุงพาราณสีทางอากาศ ท่านนุ่งห่มเรียบร้อย มีสายตาทอดลง เดินมาจนถึงประตูเรือนปุโรหิต ปุโรหิตเห็นแล้ว เกิดความเลื่อมใสในความสงบของท่าน จึงนิมนต์ให้มาฉันที่บ้าน ตั้งใจอุปัฏฐากอยู่สองสามวัน เมื่อเกิดความคุ้นเคยกันแล้ว จึงเรียนถามถึงที่อยู่ของท่านฤๅษีบอกให้ทราบ จึงถามต่อไปว่า อยู่รูปเดียว หรืออยู่กันหลายรูป ปุโรหิตจึงทราบว่า ที่ภูเขาแห่งนั้น มีฤๅษีอยู่กันนับหมื่น ล้วนแต่ทรงอภิญญา ๕ และ สมาบัติ ๘ ทั้งนั้น


ปุโรหิต เกิดศรัทธา จิตน้อมไปในการออกบวช จึงขอให้ฤๅษีพาไปบวชในที่นั้นด้วย ฤๅษีกล่าวว่า ไม่สามารถบวชให้ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ได้ ปุโรหิตจึงบอกว่า จะกราบทูลขอ พระบรมราชานุญาต วันรุ่งขึ้น ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลขอพระบรมราชานุญาตออกบวช พระราชาตรัสถามถึงสาเหตุที่จะบวช ปุโรหิตกราบทูลว่า เห็นโทษในการครองเรือน และเห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะ จึงต้องการบวช พระราชาจึงทรงอนุญาต แต่เมื่อบวชแล้ว ขอให้หาโอกาส มาเยี่ยมพระองค์บ้าง ปุโรหิตรับพระบรมราชโองการแล้ว ถวายบังคม กลับเรือน สอนบุตรภรรยา มอบสมบัติให้ ถือบริขารนักบวช นั่งคอยฤๅษีมารับ

ฝ่ายฤๅษี เหาะมาทางอากาศ รับปุโรหิตไปบวชในป่าหิมวันต์ ครั้นบวชแล้ว ให้ฤๅษีปุโรหิต ผู้บวชใหม่ พักอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น นําภัตตาหารมาให้บริโภค แล้วบอกกสิณบริกรรม ฤๅษีปุโรหิต บวชได้ไม่นาน ก็บําเพ็ญสมณธรรม จนบรรลุอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ จากนั้น ก็สามารถเที่ยวบิณฑบาตมาฉันได้ ด้วยตนเอง

ครั้นกาลต่อมา ฤๅษีปุโรหิต คิดถึงคําพระราชาว่า ให้หาโอกาสไปเยี่ยมพระองค์บ้าง จึงกราบลาฤๅษีทั้งหลาย เหาะไปกรุงพาราณสี เที่ยวบิณฑบาต ไปจนถึงประตูพระราชวัง พระเจ้ากรุงพาราณสี ทอดพระเนตรเห็น ก็จําได้ว่า เป็นปุโรหิตผู้เป็นอาจารย์ของพระองค์ จึงนิมนต์เข้าไปในพระราชนิเวศน์ ตรัสถามถึงที่อยู่ ฤๅษีปุโรหิตทูลตอบว่า อยู่ทางทิศเหนือ ใกล้ฝั่งแม่น้ำสีทา ในระหว่างภูเขา สุวรรณบรรพต ในป่าหิมวันต์ พระราชาตรัสถามว่า ท่านอยู่ที่นั้น รูปเดียว หรือ มีฤๅษีอื่น ๆ อยู่ด้วย ฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ทูลให้ทรงทราบว่า ในป่าแห่งนั้น มีฤๅษีอยู่นับหมื่นรูป และท่านเหล่านั้น ล้วนทรงอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘
พระราชา ทรงสดับคุณสมบัติเหล่าฤๅษี มีพระประสงค์จะถวายอาหารแก่ฤๅษีทั้งหมด จึงแจ้งความประสงค์ให้ฤๅษีปุโรหิตทราบ ฤๅษีทูลว่า ท่านเหล่านั้น ไม่ยินดีในรส จึงไม่อาจนําท่านมาที่นี้ได้ ฤๅษีปุโรหิต จึงทูลแนะนําพระราชาว่า หากมีพระประสงค์จะถวายทาน แก่ฤๅษีทุกรูป พระองค์ต้องเสด็จออกจากพระนคร ไปประทับแรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสีทา จึงจะมีโอกาส ได้ถวายทานแก่ฤๅษีเหล่านั้น
ด้วยแรงศรัทธา พระราชาจึงเสด็จออกจากพระนคร พร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ไปจนสุดชายแดน พระราชอาณาเขตของพระองค์
ฤๅษีปุโรหิต นําพระราชาไปถึงฝั่งแม่น้ำสีทานที โปรดให้ตั้งค่ายประทับแรมที่ริมฝั่งแม่น้ำ ทูลเตือนพระราชาไม่ให้ประมาท แล้วเหาะไปที่อยู่ของตน และเหาะกลับมาในวันรุ่งขึ้น พระราชา ถวายอาหารฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ ด้วยความเคารพแล้ว ตรัสว่า วันรุ่งขึ้น พระองค์จะมีโอกาสได้ถวายอาหารแก่ฤๅษีหมื่นรูปในป่าแห่งนี้หรือไม่ ฤๅษีปุโรหิตรับพระราชดํารัสแล้ว กลับไปแจ้งให้ฤๅษีทั้งหลายทราบว่า พระเจ้าพาราณสี เสด็จมาประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสีทานที มีพระราชประสงค์จะถวายอาหารแก่เหล่าฤๅษีทั้งหลาย จึงขอให้ไปยังค่ายหลวง รับภิกษาเพื่ออนุเคราะห์พระองค์ ฤๅษีเหล่านั้น จึงเหาะลงมาที่ใกล้ค่ายหลวง
พระราชา เสด็จต้อนรับฤๅษีเหล่านั้น แล้วอาราธนาให้เข้าไปในค่ายหลวง นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ ทรงเลี้ยงดูหมู่ฤๅษี ให้อิ่มหนําด้วยอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างดี ทรงเกิดความเลื่อมใสในอิริยาบถของฤๅษีเหล่านั้น จึงนิมนต์ให้ฉันในวันรุ่งขึ้นอีก ทรงถวายทานแก่ฤๅษีหมื่นรูป โดยทํานองนี้ ตลอดหมื่นปี โปรดให้สร้างนครในสถานที่นั้น ให้ประชาชนประกอบเกษตรกรรม
มหาบพิตร ! พระเจ้ากรุงพาราณสีในกาลนั้น มิใช่ใครอื่น คือ หม่อมฉันนี่เอง หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐด้วยทาน เพราะว่า ครั้งนั้น ได้บริจาคทานมาก แต่ก็ไม่สามารถ ไปบังเกิดในพรหมโลกได้ แต่ฤๅษีทั้งหมด รับทานที่หม่อมฉันบริจาค ก้าวล่วงสวรรค์ชั้นกามาวจร ไปบังเกิดในพรหมโลก
“การประพฤติพรหมจรรย์ มีผลานิสงส์มากกว่าการให้ทาน ขอพระองค์ทรงทราบ ตามที่กล่าวมานั้นเถิด”
ท้าวสักกเทวราช ทรงถวายอนุศาสน์พระเจ้าเนมิราชว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ มีผลมากกว่าทานอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้น พระองค์ก็อย่าได้ประมาทในธรรมทั้งสอง จงทรงบริจาคทาน และจงทรงรักษาศีลด้วย” ครั้นตรัสเช่นนี้แล้ว ก็เสด็จกลับวิมานของพระองค์
ครั้งนั้น หมู่เทพยดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ทูลถามท้าวสักกะว่า “พระองค์ หายไปไหนมา” ท้าวสักกะ ตรัสตอบว่า “พระเจ้าเนมิราช ราชาแห่งกรุงมิถิลานคร เกิดความสงสัยว่า ระหว่างการให้ทาน กับการประพฤติพรหมจรรย์ สิ่งไหน มีอานิสงส์มากกว่ากัน เราจึงไปแก้ปัญหาให้พระองค์ สิ้นสงสัย” แล้วท้าวสักกะ ก็ได้ตรัสคุณของพระเจ้าเนมิราชอย่างมากมาย ให้หมู่เทวดาฟัง


หมู่เทวดา ได้ฟังท้าวสักกะตรัสดังนี้ ต้องการเห็นพระเจ้าเนมิราช จึงร้องขอให้ท้าวสักกะทูลเชิญพระเจ้าเนมิราช เสด็จมาสวรรค์ว่า “พระเจ้าเนมิราช เป็นพระอาจารย์ของพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้า ได้ฟังโอวาทของพระองค์ อาศัยพระองค์ จึงได้ทิพยสมบัตินี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ต้องการ เห็นพระราชาแห่งมิถิลานคร”
ท้าวสักกะ จึงมีบัญชาให้มาตลีเทพบุตร เทพสารถีเทียมรถเวชยันต์ไปกรุงมิถิลานคร เชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชขึ้นยานทิพย์นําเสด็จสู่สวรรค์
ชั่วขณะ ที่ท้าวสักกะตรัสอยู่กับเทวดาทั้งหลาย แล้วตรัสเรียกมาตลีเทพบุตร มาตรัสสั่ง และมาตลีเทพสารถีกําลังเทียมเวชยันตราชรถอยู่นั้น เวลาในโลกมนุษย์ ได้ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน

วันนั้น เป็นวันเพ็ญอุโบสถ พระเจ้าเนมิราชทรงรักษาอุโบสถศีล ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศตะวันออก ประทับนั่งอยู่ในพระตําหนัก แวดล้อมด้วยหมู่อํามาตย์ ทรงพิจารณาศีลอยู่ เวชยันตราชรถปรากฏขึ้นเคียงคู่กับพระจันทร์วันเพ็ญทรงกลดอยู่กลางผืนฟ้า
ประชาชนที่กินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ออกมานั่งพูดคุยสนทนากันอยู่ที่ชานเรือนของตนด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ต่างชี้ชวนกันให้ชมดวงจันทร์ พลันนั้น ก็เห็นแสงสว่างเจิดจรัส ปรากฏคู่ดวงจันทร์ จึงทักว่า “วันนี้ พระจันทร์ขึ้นสองดวง วันนี้ พระจันทร์ขึ้นสองดวง”

ครั้นแล้ว ดวงจันทร์อีกดวงหนึ่ง ก็กลับกลายเป็นราชรถปรากฏแก่ประชาชน ซึ่งกําลังนั่งสนทนาชี้ชวนกันอยู่ว่า “นั้นไม่ใช่ดวงจันทร์ แต่เป็นราชรถ” ราชรถที่ปรากฏนั้น เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ราวกับเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว มีมาตลีเทพบุตรเป็นสารถี

ประชาชนสงสัยว่า ยานทิพย์นี้ มารับใคร ต่างเห็นว่า “ราชรถนี้ ไม่ได้มาเพื่อใครอื่น นอกจากพระราชาของพวกเรา พระองค์ทรงเป็นพระธรรมิกมหาราชผู้ทรงธรรม ราชรถนี้ เหมาะสมกับพระราชาของพวกเราโดยแท้” ต่างก็เกิดความร่าเริงยินดี เกิดพิศวงขนพองสยองเกล้าไปตามกัน
ขณะประชาชนกําลังกล่าวกันอย่างนี้ มาตลีเทพบุตรได้ขับราชรถเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว จอดราชรถที่สีหบัญชร จัดแจงเตรียมที่ประทับพร้อมกับเชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จขึ้นว่า “ขอเชิญเสด็จมาประทับบนราชรถนี้เถิด หมู่เทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยพระอินทร์ ปรารถนาที่จะเห็นพระองค์ จึงประชุมคอยเฝ้าอยู่ ณ เทวสภาสุธรรมา”
พระเจ้าเนมิราชทรงทราบว่า มาตลีเทพบุตรจะนําพระองค์ไปเทวโลกซึ่งพระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงตรัสเรียกนางใน และอาณาประชาราษฎร์มารับสั่งว่า พระองค์ไปไม่นานก็จะกลับ จงทำบุญ ให้ทาน อย่าได้ประมาท แล้วเสด็จขึ้นราชรถทิพย์

ท่านสามารถดาวน์โหลด หนังสือ “ทศชาติ : ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ ได้ที่
https://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/2022/project/index.html


















