
“โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”
“Ordination Project for Novice monks in Honor of His Majesty: Building the Great Perfections of the Ten Virtues of a Bodhisattva, with the Unwavering Determination of a Great Man.”
ระหว่างวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๑๙ เมษายน ๒๕๖๘
ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ติดต่อสอบถาม
พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ ประธานโครงการฯ
โทร. ๐๖๒-๓๔๖-๕๖๓๒

พระมหาติ่ง มหิสสโร,ดร. ประธานดำเนินงานฯ





ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ทางเพจ
พุทธสถานฮ่องธรรม hongkham esaan
https://www.facebook.com/PhramahaTing?




วันพุธที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๘
วันที่ ๒ แห่งการสร้างบารมีที่ ๒ “วิริยบารมี”




พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี







พระมหาชนก
สุวรรณภูมิ แผ่นดินทอง

“เกิดเป็นคน ควรมีความเพียรพยายามอยู่ร่ำไป
จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ
นรชนผู้มีปัญญา
แม้ประสบทุกข์ ก็ไม่ไร้ซึ่งความหวัง”

พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ ที่ทรงใช้ความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด กว่าจะผ่านความทุกข์เข็ญ จนได้ออกผนวช เมื่อครั้งเกิดเป็นพระมหาชนก ทรงมีปณิธานอย่างแน่วแน่
ในการบำเพ็ญ “วิริยบารมี” ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะมีความเพียรพยายาม เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ แม้จะประสบกับความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน หากยังไม่ประสบผลสำเร็จ ก็จะเพียรพยายามต่อไปไม่ท้อถอย
มหาชนกชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต

ขณะตรัสเล่าเรื่องพระมหาชนก พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซื้ออุทยานของพระกุมารพระนามว่า “เชต” สร้างถวายพระพุทธองค์ ขณะนั้น เป็นเวลาบ่ายแล้ว อาทิตย์ย้ายดวง คล้อยลงต่ำ หมู่ภิกษุออกจากสถานที่สำหรับทำสมาธิ มานั่งประชุมกันอยู่ในอาคารสำหรับแสดงธรรม สนทนาถึงการออกบวชของพระพุทธองค์
พระพุทธองค์เสด็จออกจากพระคันธกุฎี มายังอาคารสำหรับแสดงธรรม ตรัสถามหมู่ภิกษุถึงเรื่องราวที่กำลังสนทนากัน

เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องพระมหาชนก ผู้ตั้งปณิธานที่จะใช้ความเพียรพยายาม จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ ดังต่อไปนี้

ศึกชิงราชบัลลังก์มิถิลานคร
ในอดีตชาติ ได้มีพระราชาพระนามว่า “พระมหาชนกราช” ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหะ พระองค์มีพระราชโอรส ๒ องค์ คือ “ พระอริฏฐชนก ” และ ” พระโปลชนก ” พระราชาทรงแต่งตั้งอริฏฐชนกผู้พี่ เป็นอุปราช และแต่งตั้งโปลชนกผู้น้องเป็นเสนาบดี

ครั้นต่อมา พระมหาชนกราชสวรรคต พระอริฏฐชนกขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบิดา ทรงตั้งพระโปลชนก ให้เป็นอุปราช อำมาตย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่ง คอยกราบทูลยุยงพระอริฏฐชนกราชอยู่เสมอว่า “พระอุปราชวางแผนจะปลงพระชนม์พระองค์ ขึ้นครองราชย์เสียเอง” พระอริฏฐชนกราชทรงสดับคำยุยงบ่อย ๆ เข้า ก็หลงเชื่อ เกิดความหวาดระแวง หมดความรักในพระอนุชา จึงสั่งควบคุมพระโปลชนกอุปราช ด้วยโซ่ตรวน นำไปจองจำไว้ ในคฤหาสน์หลังหนึ่ง ใกล้พระราชวัง ตั้งกองทหารควบคุม รักษาการ อย่างเข้มแข็ง

พระโปลชนกทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ถ้าเราก่อเวรต่อพระเชษฐา เครื่องจองจำอย่าหลุดจากมือและเท้า แม้ประตูเหล็ก ก็อย่าเปิดออก ถ้าเราไม่ได้ก่อเวรต่อพระเชษฐา ขอเครื่องจองจำ จงหลุดจากมือและเท้า แม้ประตู ก็จงเปิดออก” สิ้นคำสัตยาธิษฐาน ทันใดนั้น โซ่ตรวนก็พลันหักสะบั้นออกเป็นท่อน ๆ แม้ประตู ก็เปิดออก พระโปลชนก เสด็จหลบหนีลี้ภัยออกไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านใกล้ชายแดนแห่งหนึ่ง ชาวบ้านจำพระองค์ได้ จึงช่วยกันบำรุงดูแล พระอริฏฐชนกราชส่งจารชนออกติดตาม แต่ก็ไม่สามารถจับพระองค์ได้

พระโปลชนกได้ยึดเอาหมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง สั่งสมกำลังพล จนกลายเป็นกองทัพ ใหญ่ขึ้นตามลำดับ ครั้นสถานการณ์เอื้ออำนวย ทรงดำริว่า “เมื่อก่อน เราไม่ได้ก่อเวรต่อพระเชษฐาของเรา แต่บัดนี้ ถึงเวลาที่เราต้องก่อเวรแล้ว” จึงสั่งให้ประชุมพล ยกทัพออกจากชายแดน ไปตั้งค่ายประชิดมิถิลานคร

การศึกครั้งนั้น เหล่ากองทหารฝ่ายมิถิลานคร ที่ยังจงรักภักดีต่อพระโปลชนก ทราบว่า พระองค์ยกทัพเสด็จมาแล้ว ก็เล็ดลอดขนยุทโธปกรณ์ นำช้างม้า เป็นต้น เข้าสวามิภักดิ์ แม้ชาวเมืองอื่น ๆ ก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรเป็นจำนวนมาก กองทัพพระโปลชนก จึงกลายเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ ส่งสาส์นไปถวายพระเชษฐาว่า “เมื่อก่อนข้าพระองค์ มิได้ก่อเวรต่อพระองค์ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์จะก่อเวร พระองค์จะให้เศวตฉัตร หรือจะทำสงคราม”

พระราชาอริฏฐชนก ตัดสินพระทัย เลือกใช้วิธีการทางทหาร เข้าต่อสู้ทำการรบ ป้องกันเศวตฉัตร จึงสั่งจัดเตรียมกำลังพล ทำสงคราม ทรงสั่งเสียพระอัครมเหสีว่า “ในสมรภูมิรบ แพ้ชนะไม่อาจหยั่งรู้ ถ้าเกิดอันตราย จงรักษาลูกในครรภ์ให้ดี” ครั้นแล้ว ได้กรีฑาทัพหลวง ออกจากพระนคร เป็นการเปิดศึกสายเลือด ชิงบัลลังก์มิถิลานคร

ในการศึกครั้งนั้น ทหารฝ่ายพระโปลชนก ได้ปลิดชีพพระอริฏฐชนกราช กลางสมรภูมิรบ กองทัพฝ่ายพระนคร รู้ว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ไม่มีผู้บังคับบัญชาการทัพ ก็เกิดขวัญเสีย กลายเป็นโกลาหลไร้รูปขบวน จึงถูกกองทัพฝ่ายพระโปลชนก บดขยี้ แตกพ่ายสิ้น

ฝ่ายพระอัครมเหสี เมื่อทราบว่า พระราชสวามีสิ้นพระชนม์ในสนามรบแล้ว ก็รีบเก็บสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ที่สามารถนำติดตัวไปได้ เช่น ทองคำ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร เป็นต้น ห่อด้วยผ้าเก่า ใส่กระเช้า ปูปิดทับไว้ด้วยข้าวสารอีกชั้น
ทรงปลอมแปลงพระองค์ นุ่งเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าเศร้าหมอง วางกระเช้าบนพระเศียร เสด็จหนีออกจากพระนครไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือ ในเวลากลางวัน เพียงลำพัง เพราะพระองค์ไม่เคยเสด็จไปที่ไหน จึงไม่มีใครรู้จักพระองค์ แม้พระองค์เอง ก็ไม่รู้จักเส้นทาง ทั้งไม่สามารถกำหนดทิศได้ พระองค์ตั้งใจเสด็จไปยังเมืองกาลจัมปานคร แคว้นอังคะ ซึ่งเคยได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น จึงประทับที่ศาลาริมทางแห่งหนึ่ง คอยสอบถามคนที่จะเดินทางไปกาลจัมปานคร

ด้วยเดชานุภาพลูกในครรภ์พระเทวี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ ช่วยบันดาลให้บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช เกิดรุ่มร้อน เมื่อพระองค์ตรวจดูสาเหตุ ก็ทราบว่า ผู้ที่บังเกิดในครรภ์พระเทวี มีบุญมาก แต่แม่กำลังได้รับความลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ จึงเนรมิตเกวียนมีประทุน ปกปิดมิดชิดดี มีเตียงสำหรับนั่ง นอน อยู่ภายในประทุนนั้น เนรมิตตนเป็นชายชราขับเกวียน ไปหยุดที่ศาลา ซึ่งพระเทวีประทับอยู่ แกล้งร้องถามไปว่า “มีใคร จะไปนครกาลจัมปา บ้างไหม”

พระเทวี ได้สดับดังนั้น ก็ดีใจ รีบตอบว่า “ตา ฉันเองจะไป” ท้าวสักกะแปลง จึงตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้น แม่หนูขึ้นมานั่งบนเกวียนเถิด” พระเทวีรีบกุลีกุจอออกจากศาลา พลางกล่าวว่า “ตา ครรภ์ฉันแก่แล้ว ขึ้นเกวียนไปไม่ได้ จะขอเดินตามหลังเกวียนไป แต่ขอฝากกระเช้านี้ บรรทุกเกวียนไปด้วย” ท้าวสักกะในคราบชายชราผู้อารี ตรัสว่า “แม่หนู พูดอะไรอย่างนั้น ไม่มีใครชำนาญการขับเกวียนอย่างตาอีกแล้ว แม่หนู อย่ากลัวเลย ขึ้นมานั่งบนเกวียนเถิด”

ด้วยบุญญานุภาพลูกในครรภ์ เมื่อพระเทวีจะก้าวขึ้นเกวียน ได้เกิดลมพัดฟุ้ง ฝุ่นละอองกระจายไปทั่ว ขณะนั้น แผ่นดิน ได้นูนขึ้น จรดท้ายเกวียน พระเทวีก้าวขึ้นเกวียน ได้อย่างง่ายดาย วูบหนึ่งของความคิด พระเทวีทรงสงสัยว่า “นี่หรือจะเป็นเทวดา” แต่เพราะความเหนื่อยล้า จึงทำให้พระเทวีหลับไปอย่างง่ายดาย บนที่นอนภายในประทุนเกวียน พร้อมกับความสงสัยนั้น
ท้าวสักกะในคราบชายชราผู้ชำนาญทาง ได้ขับเกวียนมาไกลราว ๓๐ โยชน์ จึงหยุดพักที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง จัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน และอาหาร ไว้ให้ จึงปลุกพระเทวี ให้ลุกขึ้น อาบน้ำในแม่น้ำ พระเทวีทำตามอย่างว่าง่าย ลุกขึ้น อาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ทานอาหารแล้ว หลับต่อ ท้าวสักกะในคราบชายชราผู้อาทร ขับเกวียนนำทางต่อไป จนลุเข้าเขตนครกาลจัมปาเมื่อเวลาเย็นแล้ว

พระเทวีรู้สึกตัว ลุกขึ้น ทอดพระเนตรเห็นประตู คูค่าย หอรบ และกำแพงพระนคร ตระหง่านงาม อยู่รายรอบ จึงถามชายชราผู้นำทางว่า “ตา เมืองนี้ ชื่ออะไร” ท้าวสักกะแปลง ตอบว่า “แม่หนู นี่แหละ นครกาลจัมปา” พระเทวีนึกฉงน จึงค้านว่า “ตา พูดอะไร นครกาลจัมปา อยู่ห่างจากเมืองของพวกเราตั้ง ๖๐ โยชน์ มิใช่หรือ” ชายชรา ตอบว่า “ถูกแล้ว แม่หนู แต่ตาขึ้นล่อง ระหว่างมิถิลานครกับกาลจัมปานครอยู่บ่อย จึงชำนาญทาง รู้จักทางลัดดี จึงมาถึงที่นี่เร็ว” ชายชรา ผู้อาทร ให้พระเทวีลงจากเกวียน ใกล้ประตูด้านทิศใต้แล้ว กล่าวด้วยแววตาเอ็นดู และน้ำเสียงอ่อนโยน ว่า “บ้านของตา เลยไปข้างหน้าโน้นอีก แต่แม่หนู ลงตรงนี้ แล้วเข้าไปในเมืองเถิด” แล้วขับเกวียน หายไป พระเทวีเข้าไปนั่งพักอยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่งตามลำพัง ท่ามกลางบ้านเมืองป้อมปราการที่แปลกตา ตะวันเริ่มอ่อนแสงลง ยิ่งทำให้พระองค์รู้สึกโดดเดี่ยว

ขณะนั้น พราหมณ์ทิศาปาโมกข์ ชาวนครกาลจัมปา มีลูกศิษย์ ๕๐๐ คน เดินตามไปอาบน้ำ ได้ผ่านมาทางศาลานั้น ด้วยอานุภาพพระโพธิสัตว์ ผู้บังเกิดในพระครรภ์ของพระเทวี ทำให้มหาพราหมณ์ มองเห็นรูปร่างพระเทวีงดงามสมบูรณ์ด้วยสิริลักษณ์มาแต่ไกล พอเห็นเท่านั้น ก็เกิดความเมตตาอย่างล้นพ้น เหมือนได้เห็นน้องสาวของตน จึงให้เหล่าศิษย์ หยุดอยู่นอกศาลา เข้าไปในศาลาเพียงลำพัง ถามว่า “แม่หนู เป็นชาวเมืองไหน” พระเทวีตอบว่า “ดิฉัน เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก กรุงมิถิลานคร”
พราหมณ์ถามว่า “แม่หนู มาที่นี่ทำไม” พระเทวีตรัสตอบว่า “พระเจ้าอริฏฐชนก ถูกพระโปลชนก พระอนุชา ปลงพระชนม์ ชิงเอาราชสมบัติ ดิฉันกลัวอันตราย จึงหนีมา ตั้งใจรักษาลูกในครรภ์ไว้”

พราหมณ์ถามว่า “พระองค์มีญาติในพระนครนี้ บ้างหรือไม่” พระเทวีตอบว่า “ไม่มี” พราหมณ์กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น พระองค์อย่าเสียใจไปเลย เรา คือ อุทิจจพราหมณ์ เป็นพราหมณ์มหาศาล เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เธอมีฐานะเป็นน้องสาวเรา ต่อไปนี้ ให้เรียกเราว่า พี่ชาย จงจับเท้าเรา แกล้งทำเป็นร้องไห้คร่ำครวญเถิด” พระเทวีทำตามที่พราหมณ์แนะนำ ส่งเสียงร้องไห้ จับเท้าทั้งสองข้างของพราหมณ์
ทั้งสองคน ต่างร้องไห้ คร่ำครวญ รำพันกันอยู่ เหล่าลูกศิษย์ได้ยินเสียงร้องไห้ รำพัน จึงตกใจ พากันวิ่งกรูเข้าไปในศาลา ถามถึงสาเหตุ พราหมณ์กล่าวว่า “หญิงนี้ เป็นน้องสาวของอาจารย์ พลัดพรากจากกันไป เมื่อคราวโน้น เพิ่งได้มาพบกัน” ลูกศิษย์กล่าวว่า “บัดนี้ พวกท่าน ก็ได้เจอกันแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ขอพวกท่าน อย่าได้วิตกกังวลเลย” พราหมณ์ให้ลูกศิษย์ นำยานที่มีประทุนปกปิด มารับพระเทวีกลับเรือน กำชับพวกลูกศิษย์ ให้บอกนางพราหมณีว่า หญิงนี้ เป็นน้องสาว

ฝ่ายนางพราหมณี ภรรยามหาพราหมณ์ เข้าใจว่า พระเทวี เป็นน้องสาวสามี จึงให้พระเทวีสรงสนานด้วยน้ำอุ่น แล้วจัดเตรียมที่นอนให้ ดูแลพระเทวีในเรือนของตนด้วยดีตลอดมา

กำเนิดพระมหาชนก

ครั้นอยู่ต่อมาไม่นาน พระเทวีก็ประสูติพระโอรส มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา งดงาม พระเทวี ขนานนามพระโอรส ตามพระอัยกา ว่า “มหาชนก”
ครั้นพระกุมาร เจริญวัย เป็นคนเข้มแข็ง มีกำลังมาก เมื่อเล่นอยู่กับพวกเด็ก ๆ ใครทำให้ไม่พอใจ พระมหาชนกจะจับเด็กคนนั้นไว้แน่น แล้วตีอย่างแรง เพราะถือว่า ตนมีกำลังมาก และด้วยความเป็นผู้กระด้าง ถือตัว เพราะความที่เกิดในตระกูลกษัตริย์ เด็กเหล่านั้น พากันร้องไห้ เมื่อถูกถามว่า ใครตี ก็บอกว่า “คนไม่มีพ่อ ลูกหญิงหม้าย ตี” พระมหาชนก นึกฉงนที่พวกเด็กเรียกตนว่า ลูกหญิงหม้าย

วันหนึ่ง พระมหาชนก ถามมารดาว่า ใครเป็นบิดา พระเทวีลวงว่า มหาพราหมณ์เป็นบิดา พระมหาชนกก็เชื่อสนิทใจ ครั้นรุ่งขึ้นอีกวัน พระมหาชนก ถูกพวกเด็กล้อเลียนอีกว่า “ลูกหญิงหม้าย ๆ” จึงบอกว่า “พ่อพราหมณ์ เป็นบิดาเรา” เด็กพวกนั้น แย้งว่า “พราหมณ์เป็นลุงเธอต่างหาก ไม่ใช่พ่อ” พระมหาชนกคิดว่า เด็กเหล่านั้นบอกว่า พราหมณ์เป็นลุงเรา มารดา เห็นจะไม่ได้บอกความจริง จึงตั้งใจ ที่จะค้นหาความจริงให้ได้
ครั้นถึงเวลาดื่มนม พระมหาชนกจึงกัดนมมารดาไว้ บอกว่า “ถ้าแม่ไม่บอกว่า ใคร เป็นบิดา ลูกจะกัดนมให้ขาด” พระเทวีไม่สามารถปกปิดพระโอรส จึงบอกความจริงทุกประการ ว่า เป็นโอรสพระเจ้าอริฏฐชนก ในกรุงมิถิลานคร พระบิดาถูกพระโปลชนกผู้เป็นน้องชาย ปลงพระชนม์ ชิงราชสมบัติ พระองค์ต้องการรักษาชีวิตลูกในครรภ์ไว้ จึงแอบหลบหนี มาอยู่เมืองนี้

เมื่อพระมหาชนก ทราบความจริงแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้พระมหาชนกจะถูกล้อเลียน ว่า “ลูกหญิงหม้าย คนไม่มีพ่อ” ก็ไม่เกรี้ยวกราดโกรธเคือง พระองค์กลับมุ่งมั่นเรียนไตรเพท และศิลปศาสตร์ทั้งปวง จากอุทิจจมหาพราหมณ์ จนจบสิ้น

แผนยึดสุวรรณภูมิ
ขณะมีอายุ ๑๖ ปี พระมหาชนก องอาจ สง่างาม มีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะชิงเอา ราชสมบัติของพระบิดาคืนมาให้ได้ แต่ขณะนี้ ยังไม่มีกำลังทรัพย์ ทั้งกำลังทางทหาร ก็ไม่มี พระองค์จึงจำเป็นจะต้องมีกองกำลังเป็นของพระองค์เอง พระองค์เริ่มติดต่อกับพวกพ่อค้าทางทะเล เตรียมการวางแผน ที่จะยึดแผ่นดินสุวรรณภูมิ แผ่นดินในตำนาน ที่ถูกกล่าวขานถึงความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่น สั่งสมกองกำลัง ชิงเอาราชสมบัติคืน จึงทูลถาม มารดาว่า “แม่ แม่มีทรัพย์ติดตัวมาบ้างหรือไม่ ลูกจะค้าขาย ให้ทรัพย์เพิ่มมากขึ้น แล้วใช้เป็นทุน ชิงเอาราชสมบัติพระบิดาคืนมา”
พระเทวีตอบว่า “แม่ไม่ได้มามือเปล่าหรอกลูก แม่ได้นำของมีค่าอยู่ ๓ อย่าง มาด้วย คือ แก้วมณี แก้วมุกดา แก้ววิเชียร แต่ละอย่าง พอจะเป็นทุน ชิงเอาราชสมบัติคืนมาได้ ลูกใช้แก้วสามอย่างนั้น แล้ว คิดอ่านเอาราชสมบัติเถิด อย่าทำการค้าขายเลย”

พระมหาชนกกราบทูลว่า “ขอแม่ ให้ทรัพย์เพียงครึ่งหนึ่ง ลูกจะไปค้าขายเมืองสุวรรณภูมิ ได้ทรัพย์จำนวนมากเป็นทุนแล้ว จะชิงเอาราชสมบัติพระบิดาคืน” จึงขอทรัพย์ครึ่งหนึ่ง นำไปซื้อสินค้าขึ้นเรือ แล้วกลับมากราบลาพระมารดา ไปเมืองสุวรรณภูมิ พร้อมกับพวกพ่อค้าวาณิชย์
พระมารดาตรัสห้ามว่า “ลูกเอ๋ย ขึ้นชื่อว่า มหาสมุทร มีประโยชน์น้อย แต่มีอันตรายมาก ลูกอย่าไปเลย ทรัพย์สมบัติของลูก ก็มีมากพอที่จะชิงเอาราชสมบัติคืนมาได้” พระมหาชนกคิดว่า แม้พระมารดา จะมีทรัพย์พอที่จะชิงเอาราชสมบัติคืนมาได้ แต่หากขาดกองกำลังที่แข็งแกร่ง ทรัพย์ที่มีอยู่ ก็ไร้ค่า ไม่สามารถที่จะชิงเอาราชสมบัติคืนมาได้ จึงกราบทูล ว่า “อย่างไรเสีย ลูกก็ต้องไป” แล้วทำประทักษิณ กราบลาไปขึ้นเรือพร้อมกับพวกลูกเรือชาวสุวรรณภูมิ

ในวันที่มหาชนกลงเรือไปค้าขายที่สุวรรณภูมินั้น เหตุการณ์ข้างฝ่ายมิถิลานคร พระเจ้าโปลชนก เกิดประชวรอย่างหนัก พระองค์บรรทมแล้ว ไม่ได้เสด็จลุกขึ้นอีกเลย
ส่วนพวกพ่อค้าชาวสุวรรณภูมิ ประมาณ ๗๐๐ คน แล่นเรือออกสู่มหาสมุทร ไปได้ ๗๐๐ โยชน์ แล่นเรือไปได้ ๗ วัน ก็เผชิญพายุอย่างหนัก คลื่นแรง ท้องทะเล ปั่นป่วน จนไม่อาจบังคับเรือได้ เรือไม่สามารถต้านทานพายุคลื่นที่โหมซัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แผ่นกระดานท้องเรือ ถูกคลื่นซัดปริร้าว แล้วหลุดแตกกระจายไป ตามแรงคลื่น น้ำไหลทะลักเข้าเรือทุกทิศทุกทาง เรือค่อย ๆ จมลงสู่มหาสมุทร ลูกเรือกลัวตาย ร้องไห้ระงม กราบไหว้อ้อนวอน เทวดาที่ตนเคารพ นับถือ แต่พระมหาชนก ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ ไม่อ้อนวอนเทวดา ทราบว่า เรือจมแน่

เสี้ยวหนึ่งของความคิด พระมหาชนก รีบคลุกน้ำตาลกรวดกับเนย กินให้อิ่มท้อง เอาผ้าเนื้อเกลี้ยง ๒ ผืน ชุบน้ำมันจนชุ่ม เช็ดถูตามตัว แล้วนุ่งผ้าให้กระชับมั่น เพื่อไม่ให้ร่างกายชุ่มน้ำ และดับกลิ่นกายมนุษย์ แล้วปีนป่ายขึ้นไป บนยอดเสากระโดง ขณะเรือกำลังจมดิ่งลงสู่ท้องทะเล พระมหาชนกมองเห็นปลา เต่า และสัตว์ร้าย นานาชนิด กำลังรุมกินลูกเรืออย่างกระหายเลือด ท้องทะเลขื่นคาว แดงฉานไปด้วยสีเลือด
พระมหาชนกยืนที่ยอดเสากระโดง กำหนดทิศที่เมืองมิถิลานครตั้งอยู่ แล้วโยกปลายเสากระโดง ดีดตัวเองด้วยพละกำลังสุดแรง กระโดดพุ่งออกไป จนข้ามพ้นรัศมีฝูงปลาและเต่า ซึ่งกำลังรุมกินซากลูกเรืออยู่ จึงพ้นจากคมปากของสัตว์ร้ายทั้งหลาย

ขณะเรือวาณิชย์ที่พระมหาชนกโดยสารมา เผชิญกับพายุร้าย จนเรือแตก อับปางลงสู่มหาสมุทร พระเจ้าโปลชนก เสด็จสวรรคต ในวันนั้นนั่นเอง
พระมหาชนก ว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรสีมรกตอันกว้างใหญ่ไพศาล ไปตามทิศทางที่กำหนด ผืนน้ำจรดขอบฟ้า เบื้องหน้าไม่เห็นฝั่ง แต่ก็ยังแหวกว่ายอยู่เช่นนั้น ครั้นถึงวันที่ ๗ พระมหาชนก สังเกตท้องฟ้า เห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็รู้ว่า เป็นวันเพ็ญอุโบสถ จึงบ้วนปากด้วยน้ำเค็ม แล้วสมาทานอุโบสถศีล กลางมหาสมุทร

กาลนั้น ท้าวจตุโลกบาล มอบให้นางมณีเมขลาเทพธิดา เป็นผู้คอยช่วยเหลือคนดี ที่ทำกรรมดี เช่น บำรุงเลี้ยงมารดาบิดา เป็นต้น ที่เรืออับปาง ไม่สมควรตายในมหาสมุทร
นางมณีเมขลา ไม่ได้ตรวจตราดูมหาสมุทร มาเป็นเวลา ๗ วัน เพราะไปเทวสมาคม หลงเพลิดเพลินทิพยสมบัติในเทวสมาคมนั้น จึงลืมตรวจตราดูมหาสมุทร เมื่อนึกขึ้นได้ ก็ล่วงไป ๗ วันแล้ว นางตรวจดู ก็เห็นพระมหาชนก กำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล จึงคิดว่า ถ้าปล่อยให้พระมหาชนก ตายในมหาสมุทร ตนก็จะไม่สามารถมองหน้าเทพตนใดในเทวสมาคมได้อีก จึงปรากฏกายในอากาศ ไม่ไกลจากพระมหาชนกนัก พร้อมกับกล่าวว่า “นั่นใครกัน ทั้งที่มองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังอุตส่าห์เพียรพยายามแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ จะมีประโยชน์อะไร ที่ต้องเพียรพยายามว่ายน้ำอยู่เช่นนี้”

พระมหาชนกคิดว่า “เราว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรมาได้ ๗ วัน เข้าวันนี้แล้ว ไม่เห็นมีใคร นอกจากเราคนเดียว นี่ใคร มาพูดกับเรา” จึงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็เห็นมีสตรีนางหนึ่ง ปรากฏกายอยู่ แล้วตอบว่า “เราได้ไตร่ตรอง เห็นถึงปณิธานแห่งชาวโลก และอานิสงส์แห่งความเพียร พยายาม เพราะฉะนั้น แม้มองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะเพียรพยายามว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรต่อไป”
พระมหาชนก ได้พิเคราะห์โดยถี่ถ้วนแล้ว รู้ธรรมเนียมของโลกว่า ปณิธานแห่งบุรุษ และอานิสงส์แห่งความเพียรพยายาม จะไม่สูญเปล่า จึงเพียรพยายามอยู่เช่นนั้น
นางมณีเมขลา ต้องการฟังธรรมจากพระมหาชนก มากยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวอีกว่า “ฝั่งมหาสมุทร อยู่ห่างไกลสุดสายตา พยายามไป ก็ไร้ประโยชน์ ยังไม่ทันถึงฝั่ง ก็จะตายเสียก่อน”

พระมหาชนก ตอบนางมณีเมขลาว่า “เธอพูดอะไรนั่น ถ้าเราได้เพียรพยายามแล้ว แม้จะ ตายไป ก็ไร้คำครหา ผู้ที่มีความเพียรพยายาม แม้จะตาย ก็ไม่เป็นหนี้ เพราะไม่ถูกตำหนิ จากหมู่ญาติ จากเทวดา และจากพรหมทั้งหลาย เมื่อได้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชาย อย่างองอาจ แม้จะตาย ก็ไม่เสียใจภายหลัง”
เทพธิดา แย้งพระมหาชนกว่า “หน้าที่บางอย่าง เพียรพยายามไป ก็ไร้ประโยชน์ มีแต่ก่อให้เกิดความลำบาก เพียงอย่างเดียว การทำความพยายามกับสิ่งที่ไร้ผล สุดท้าย ก็ตายเปล่า แล้วจะทำความเพียรพยายามไปทำไมกัน”

เมื่อเทพธิดา กล่าวอย่างนี้ พระมหาชนก ต้องการให้นางมณีเมขลา ยอมจำนนต่อความเพียรพยายามของตน จึงกล่าวว่า “แม่เทพธิดา ใครก็ตาม ทั้งที่รู้ว่า สิ่งที่ตนทำ จะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าไร้เสียซึ่งความพยายาม แล้วทอดอาลัยในชีวิต ล้มเลิกความเพียรพยายามกลางคัน ไม่ทำสิ่งนั้นต่อไป เขาก็ย่อมได้รับผลแห่งความเกียจคร้าน

“แต่คนบางคนในโลกนี้ อยู่ได้เพราะความหวัง จึงทำหน้าที่ของตน ด้วยความเพียรพยายาม แม้หน้าที่นั้น จะประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ตาม เธอก็เห็นผลแห่งความเพียรพยายามประจักษ์แจ้ง ด้วยตนเองแล้ว มิใช่หรือ ดูสิ คนอื่น ๆ จมลงในมหาสมุทรกันหมดแล้ว เพราะพวกเขาไร้เสียซึ่งความเพียรพยายาม เราเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ยังเพียรพยายามว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ จึงมีโอกาสได้มาพบเธอผู้เป็นเทพธิดา เราจะพยายามตามกำลังความสามารถ จะทำความเพียรที่ลูกผู้ชายควรทำ ว่ายน้ำต่อไป จนถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้ได้”

เทพธิดา ได้ฟังวาจาอันแสดงความเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น เช่นนั้น จึงสรรเสริญพระมหาชนกว่า “แม้ห้วงน้ำ จะกว้างใหญ่ไพศาล สุดประมาณเช่นนี้ ท่านก็ยังมีความเพียรพยายาม โดยธรรม ด้วยความเพียรแห่งบุรุษ จึงไม่จมลงในห้วงมหรรณพ ท่านจงไปในสถานที่ที่ท่านปรารถนาเถิด”

เทพธิดามณีเมขลา ถามพระมหาชนกว่า “ท่านบัณฑิต ผู้มากด้วยความเพียรพยายาม ท่านจะให้เราไปส่งที่ไหน” พระมหาชนกตอบว่า ต้องการไปกรุงมิถิลานคร
ครั้นแล้ว นางมณีเมขลา จึงช้อน อุ้มพระมหาชนกขึ้น เหมือนคนยกช่อดอกไม้ ใช้แขนทั้งสอง ประคองให้นอนแนบทรวง พาเหาะไปในอากาศ เหมือนมารดาอุ้มบุตร เพราะพระมหาชนกเหนื่อยล้าจากการว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทร ตลอด ๗ วัน จึงหลับไปในอ้อมกอด ของนางเทพธิดาทันที
นางมณีเมขลา นำพระมหาชนกไปถึงมิถิลานคร ให้บรรทมเบื้องขวา บนแผ่นหินเรียบสนิทดี ในสวนมะม่วงแห่งหนึ่ง มอบให้รุกขเทวดาคอยเฝ้าระวังรักษา แล้วกลับวิมานของตน

ท่านสามารถดาวน์โหลด หนังสือ “ทศชาติ : ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ ได้ที่
https://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/2022/project/index.html






















ขออนุโมทนาสาธุกับน้องสามเณรและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมบุญยามเช้านี้ด้วยนะครับ
การทำวัตร สวดมนต์ และแผ่เมตตาเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่งดงามอย่างยิ่ง
สาธุ สาธุ สาธุ
ขออานิสงส์แห่งบุญนี้จงส่งผลให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ ทั้งทางโลกและทางธรรมครับ















