
“โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”
“Ordination Project for Novice monks in Honor of His Majesty: Building the Great Perfections of the Ten Virtues of a Bodhisattva, with the Unwavering Determination of a Great Man.”

ระหว่างวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๑๙ เมษายน ๒๕๖๘
ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
ติดต่อสอบถาม:
พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ ประธานโครงการฯ
โทร. ๐๖๒-๓๔๖-๕๖๓๒

พระมหาติ่ง มหิสสโร, ดร. ประธานดำเนินงานฯ




“พระเตมีย์”
ถึงร้อยภพร้อยชาติ
ก็ปรารถนาพระโพธิญาณ

“แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป
แม้ร่างกายจะแตกดับ เราจะไม่ทำลายปณิธาน”

พระเตมีย์เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งเกิดเป็นพระเตมีย์กุมาร ทรงมีปณิธานที่จะบำเพ็ญ “เนกขัมมบารมี” ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสละราชบัลลังก์ออกบวช แม้จะได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและการบีบคั้นทางด้านจิตใจ อย่างไร ก็ไม่ทำให้ปณิธานของพระองค์แปรเปลี่ยนไป
เตมีย์ชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต

ขณะตรัสเล่าเรื่องเตมีย์นั้น พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขณะนั้น เป็นเวลาบ่ายแล้ว อาทิตย์ย้ายดวงคล้อยต่ำลง หมู่ภิกษุต่างออกจากสถานที่สำหรับทำสมาธิ มานั่งประชุมกันในอาคารสำหรับแสดงธรรม ได้สนทนาถึงการออกบวชของพระพุทธองค์ว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ เนื่องจากพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติแห่งความเป็นพระราชา แต่พระองค์กลับเลือกที่จะออกบวช จึงเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์

ขณะนั้น พระพุทธองค์เสด็จออกจากพระคันธกุฎี มายังอาคารสำหรับแสดงธรรม ตรัสถามภิกษุถึงเรื่องราวที่กำลังสนทนากัน เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า พระองค์บำเพ็ญบารมีมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว จึงสละราชสมบัติออกบวชเพื่อตรัสรู้ ในชาตินี้ การสละราชบัลลังก์ออกบวชของผู้ที่มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้วเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ แต่การออกบวชของพระองค์ ในอดีตชาติ ขณะญาณยังไม่แก่กล้า กำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ได้สละราชสมบัติออกบวช นั่นต่างหาก เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์

พระพุทธองค์ จึงตรัสเล่าเรื่องพระเตมีย์กุมาร ผู้ตั้งปณิธานที่จะออกบวชอย่างแน่วแน่

กำเนิดพระเตมีย์
ในอดีตชาติ ได้มีพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า กาสิกราช ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี แคว้นกาสี ด้วยทศพิธราชธรรมเสมอมา พระองค์มีพระสนมถึง ๑๖,๐๐๐ คน แม้เช่นนั้น ก็หาได้ มีพระโอรสหรือพระธิดากับพระสนมเหล่านั้นไม่ ชาวพระนครเดือดร้อนใจ ด้วยเกรงว่า หากพระราชา ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาแล้ว จะไม่มีผู้สืบสันตติวงศ์ จึงรวมตัวกันชุมนุม ณ ท้องสนามหลวง กราบทูลให้พระราชาปรารถนาพระโอรส พระราชาจึงรับสั่งกับพระสนมทุกคนให้ปรารถนาบุตร
พระสนมเหล่านั้น ได้ประกอบพิธีต่าง ๆ บนบานศาลกล่าวอ้อนวอนบวงสรวงเทวดาทั้งหลาย มีพระจันทร์ เป็นต้น แม้เช่นนั้น ก็ไม่มีพระสนมองค์ใดทรงครรภ์

ฝ่ายเจ้าหญิงจันทา อัครมเหสีพระเจ้ากาสิกราช พระธิดาเจ้าเมืองมัททรัฐ มีพระจริยาวัตร งดงามเพียบพร้อมด้วยศีล เมื่อพระราชารับสั่งให้ตั้งความปรารถนาให้ได้พระโอรส แทนที่พระองค์จะบวงสรวงเทวดาบนบานอย่างคนอื่น พระองค์กลับสมาทานศีลอุโบสถในวันเพ็ญ ทรงเปลื้องเครื่องประดับต่าง ๆ ออก บรรทมบนที่นอนปูลาดบนพื้น ทรงรำลึกถึงศีลของพระองค์ แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้า รักษาศีลไม่ขาด ขอบุตรของข้าพเจ้า จงเกิดขึ้น ด้วยสัจจวาจานี้”
ด้วยเดชานุภาพแห่งศีลที่พระนางจันทาเทวีสมาทานรักษา พลันบันดาลให้บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ อันเป็นทิพยอาสน์ของท้าวสักกเทวราชเกิดรุ่มร้อน เมื่อท้าวสักกะตรวจดูสาเหตุ ก็ทราบว่า พระนางจันทาเทวีปรารถนาพระโอรส จึงตกลงใจจะให้พระโอรสที่เหมาะสมแก่พระนาง พิจารณาเห็นว่า พระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่เหมาะสม

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ ได้เกิดเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีเป็นเวลา ๒๐ ปี จึงสวรรคตไปบังเกิดในอุสสุทนรก รับกรรมอยู่เป็นเวลายาวนานถึง ๘๐,๐๐๐ ปี พ้นจากนรกแล้ว จึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จนสิ้นบุญ ครั้นสิ้นบุญ จะต้องเคลื่อนจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น มีความประสงค์จะไปเกิดบนเทวโลกชั้นสูงขึ้นโดยลำดับ
ท้าวสักกะ จึงเสด็จไปเชิญพระโพธิสัตว์ ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ พร้อมกับให้เหตุผลว่า “ขณะนี้ พระนางจันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช ปรารถนาพระโอรส ท่านจงอุบัติในพระครรภ์ของพระนาง เมื่อเกิดในโลกมนุษย์แล้ว จะมีโอกาสบำเพ็ญบารมีให้เต็มเปี่ยมได้ ความเจริญจะมีแก่ท่าน แก่มหาชน และแก่พระชนก พระชนนีของท่านด้วย”

พระโพธิสัตว์ รับคำท้าวสักกะ แล้วได้เสด็จลงมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวี พร้อมเทพบุตร ๕๐๐ องค์ ที่หมดบุญ ต้องจุติ ได้มาถือปฏิสนธิในครรภ์เหล่าภรรยาอำมาตย์ในพระนครนั้น
ในกาลนั้น พระครรภ์ของพระนางจันทาเทวี เป็นประหนึ่งว่า เต็มไปด้วยแก้ววิเชียร พระนางทราบว่า ตั้งครรภ์แล้ว จึงกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ

พระเจ้ากาสิกราช ทรงทราบว่า พระมเหสีทรงครรภ์ จึงได้ปฏิบัติอย่างดี เมื่อครรภ์ครบกำหนดแล้ว ก็ประสูติพระโอรสสมบูรณ์ด้วยลักษณะผู้มีบุญญาธิการ ส่วนภรรยาอำมาตย์ทั้งหมด ก็คลอดเด็กทารก ๕๐๐ คน ในวันนั้นเช่นกัน
ขณะนั้น พระราชากำลังเสด็จออกว่าราชการ ประทับอยู่ท่ามกลางเหล่าเสนาอำมาตย์ แวดล้อมไปด้วยข้าราชบริพาร เจ้าหน้าที่กราบทูลให้ทรงทราบว่า พระราชโอรสของพระองค์ประสูติแล้ว พระเจ้ากาสิกราชสดับคำถวายรายงานจากเจ้าหน้าที่ ความรักพระโอรสในฐานะความเป็นบิดาก็เกิดขึ้น ทรงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของบิดาเป็นครั้งแรก พระองค์เกิดปีติซาบซ่าน อยู่ภายในพระหทัย แม้เหล่าอำมาตย์ข้าราชบริพาร ต่างก็ยินดีปรีดาเป็นสุขโดยทั่วกัน

เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูตินั้น ได้เกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้เกิดความชุ่มฉ่ำไปทั่วทั้งแคว้นกาสี เหมือนการประสูติของพระโพธิสัตว์จะทำให้พระราชาเบิกบานพระทัย และทำให้หัวใจแห่งหมู่อำมาตย์ ตลอดจนอาณาประชาราษฎร์ชุ่มเย็นโดยทั่วกัน
พระราชาตรัสถามเหล่าอำมาตย์เป็นเชิงสัพยอกว่า “ท่านทั้งหลายดีใจหรือที่เราได้ลูกชาย”
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า “ไยพระองค์ตรัสถามเช่นนั้น เมื่อก่อนพวกข้าพระองค์ เหมือนคนไร้ที่พึ่ง บัดนี้ พวกข้าพระองค์มีที่พึ่งเพราะได้เจ้านายแล้ว”
พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับคำของเหล่าอำมาตย์ ก็เกิดปีติปลื้มพระทัย ตรัสเรียกมหาเสนาบดีมาสั่งว่า พระโอรสควรจะมีบริวาร ให้ไปตรวจดูว่า วันนี้ มีเด็กเกิดในเรือนอำมาตย์ท่านใดบ้าง มหาเสนาบดีได้ไปตรวจดู เห็นทารกในเรือนอำมาตย์ ๕๐๐ คน จึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระราชารับสั่งให้พระราชทานเครื่องประดับและนางนมแก่ทารกทั่วทุกคน

ไม่ต้องการ เป็นกษัตริย์ครองแผ่นดิน
เมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๑ เดือน นางนมได้นำเข้าเฝ้าพระบิดา พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระโอรสแล้ว เกิดความรักเป็นอย่างยิ่ง ทรงสวมกอดจุมพิตพระโอรสที่พระเศียร อุ้มให้บรรทมบนพระเพลา ประทับนั่งชื่นชมอยู่กับพระกุมาร แม้ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ขณะนั้น เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ควบคุมตัวนักโทษ ๔ คน เข้ามายังหน้าพระที่นั่ง เพื่อให้ทรงตัดสินลงพระราชอาญา พระราชาตัดสินลงโทษตามความผิด ดังนี้
นักโทษคนที่ ๑ ให้เอาหวายที่ยังมีหนามเฆี่ยน ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วราดด้วยน้ำเกลือ นักโทษคนที่ ๒ ให้ตีตรวน แล้วส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำ นักโทษคนที่ ๓ ให้เอาหอกแทง ส่วนนักโทษคนที่ ๔ ให้เอาหลาวเสียบ

พระโพธิสัตว์ ได้ฟังคำตัดสินลงโทษของพระบิดา ก็สะดุ้งกลัว ทรงรำพึงว่า “พระชนกของเราอาศัยราชสมบัติ ทำกรรมหนักเหลือเกิน จะทำให้ไปเกิดในนรก”
คืนนั้น พี่เลี้ยงนางนมให้พระกุมารบรรทมเหนือพระแท่นที่ตกแต่งไว้อย่างดี ภายใต้มหาเศวตฉัตร พระกุมารบรรทมได้ครู่หนึ่ง ก็สะดุ้งตื่น พระองค์ไม่อาจข่มตาหลับต่อไปได้อีก จึงทอดพระเนตรมหาเศวตฉัตร ได้เห็นสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ตระการตา พลันนั้น พระกุมารเกิดความกลัวอย่างจับจิต ทรงสะดุ้งอยู่ตลอด จนมิอาจจะอดกลั้นได้ พระองค์ลืมตาในความมืดมิดของราตรีอันยาวนาน พยายามคิดทบทวนว่า พระองค์มาจากไหน จึงได้มาสู่พระราชมณเฑียรภายใต้มหาเศวตฉัตรแห่งนี้

เมื่อทรงใคร่ครวญดู ก็กลับระลึกชาติได้ว่า พระองค์จุติมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ทรงทบทวนต่อไปอีก ก็ทราบว่า พระองค์เคยหมกไหม้อยู่ในอุสสุทนรกเป็นเวลายาวนาน ทรงทบทวนต่อไปอีกว่า ทำไม จึงได้ไปเกิดในนรก ก็ทราบว่า พระองค์เคยเป็นพระราชาปกครองแผ่นดินภายใต้มหาเศวตฉัตรนี้นั่นเอง
ทรงพิจารณาอยู่ ก็ทราบว่า พระองค์ได้ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีนี้ เป็นเวลา ๒๐ ปี หลังจากสวรรคตแล้ว ได้ไปเกิดในนรกหมกไหม้อยู่ยาวนานถึง ๘๐,๐๐๐ ปี บัดนี้ ได้กลับมาเกิดในปราสาทราชฐาน ซึ่งเปรียบประหนึ่งเรือนโจรภายใต้เศวตฉัตรนี้อีกครั้ง พระกุมารทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักโทษ ๔ คนมา เห็นพระบิดากล่าวคำหยาบ อันจะเป็นเหตุให้ตกนรกเช่นนั้น หากพระองค์เองได้ครองราชสมบัติ ก็จะกลับไปบังเกิดในนรกรับกรรมอีกครั้งเป็นแน่ พระกุมารเกิดความกลัวอย่างมาก จนทำให้ผิวพรรณดุจทองคำซูบซีด เหี่ยวแห้ง เศร้าหมองลง เหมือนดอกบัวที่ถูกคนเอามือขยำจนเหี่ยวเฉา
พระองค์บรรทมรำพึงอยู่ในความมืดมิดของราตรี ว่า ทำอย่างไร จึงจะพ้นจากพระราชมณเฑียร ซึ่งเปรียบประหนึ่งเรือนโจรนี้ไปให้ได้

เทพธิดาผู้สิงสถิตอยู่ที่มหาเศวตฉัตร เคยเป็นมารดาพระเตมีย์ในชาติหนึ่ง เห็นเช่นนั้น ก็เห่กล่อมพร้อมทั้งปลอบโยนพระกุมารให้สบายพระทัยว่า “เตมีย์ ลูกแม่ ลูกอย่าเศร้าโศก อย่าคิดมาก อย่าหวาดกลัวไปเลย ถ้าลูกปรารถนาจะพ้นจากราชสมบัตินี้ ลูกแม่ไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็จงทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย ลูกไม่ได้เป็นคนหูหนวก ก็จงทำเป็นเหมือนคนหูหนวก ไม่ได้เป็นใบ้ ก็จงทำเป็นเหมือนคนใบ้เถิด จงตั้งใจอธิษฐาน ๓ อย่างนี้ อย่าแสดงให้เขาเห็นว่าเป็นคนฉลาด จงให้คนทั้งปวงรู้กันว่า ลูกเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา คนเหล่านั้นจะได้กล่าวโทษดูหมิ่นลูกว่า เป็นกาลกิณี ความปรารถนาของลูกจะสำเร็จได้ด้วยวิธีนี้”

พระกุมารกลับบังเกิดความอบอุ่นพระทัยขึ้นมาได้ เพราะคำปลอบโยนของเทพธิดา จึงตอบว่า “แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเห็นประโยชน์จึงได้เกื้อกูลข้าพเจ้าอย่างมากมายเช่นนี้”
ครั้นแล้ว พระกุมารก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานตามคำแนะนำของเทพธิดา แล้วเทพธิดาก็ได้อันตรธานหายไป ในความมืดมิดของราตรีกาลนั้น

ปณิธานพระเตมีย์
ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราช เกรงพระโอรสจะเหงา ทรงดำริว่า พระโอรสควรได้เด็ก ๕๐๐ คน มาเป็นเพื่อนเล่น จะได้เบิกบานใจ จึงรับสั่งให้นำเด็กทั้งหมดมาเลี้ยงในราชสำนักของพระเตมีย์ พวกเด็กคนอื่น ๆ ต่างร้องดื่มนมกระจองอแง แต่พระเตมีย์กลับนิ่งเฉยไม่ทรงกรรแสงร้องไห้ เพราะถูกสะกด ด้วยภาพนรกอันน่าหวาดกลัว ทรงครุ่นคิดว่า “จากวันนี้เป็นต้นไป แม้เลือดเนื้อ จะเหือดแห้งไป แม้ร่างกายจะแตกดับ เราจะไม่ทำลายปณิธาน” แล้วไม่ทรงกรรแสงร้องไห้อีกเลย




ท่านสามารถดาวน์โหลด
หนังสือ “ทศชาติ : ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ ได้ที่
https://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/2022/project/index.html


































“ออกจาริกธุดงค์ ๓๐ กิโลเมตร
๑๐ วัน ๑๐ บารมีแห่งเส้นทางการสร้างอุปนิสัยมหาบุรุษ ๑๐ ประการ”
วันอังคารที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘
วันที่ ๑ แห่งการสร้างบารมีที่ ๑ “เนกขัมมบารมี”
ในวันนี้เหล่าน้องสามเณรได้เริ่มต้นนับหนึ่งออกเดินทางธุดงค์จากวัดบ้านท่าคอยนาง มุ่งหน้าสู่ที่พำนักสงฆ์เกาะตาพ่วง รวมระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร
“โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”
ระหว่างวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๑๙ เมษายน ๒๕๖๘
ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
ติดต่อสอบถาม:
พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ ประธานโครงการฯ
โทร. ๐๖๒-๓๔๖-๕๖๓๒
พระมหาติ่ง มหิสสโร, ดร. ประธานดำเนินงานฯ











